แผลสดโดนน้ำอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นได้ทุกวันและวิธีรับมืออย่างถูกวิธี
อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้เสมอในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นแผลถลอกจากการหกล้ม แผลมีดบาด หรือแผลฉีกขาดจากของมีคม ปัญหาคลาสสิกที่มักตามมาทันทีคือ แผลสดโดนน้ำ ไม่ว่าจะจากการอาบน้ำ ล้างจาน หรือการทำกิจกรรมต่างๆ หลายคนมักตื่นตระหนกและไม่รู้ว่าควรจัดการอย่างไร ปล่อยให้แผลอับชื้นจนเกิดการติดเชื้อลุกลาม ในฐานะกุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ บทความนี้จะมาแนะนำขั้นตอนการจัดการแผลสดที่โดนน้ำอย่างถูกต้องตามหลักการแพทย์ เพื่อป้องกันภาวะแผลเน่าเฟะและโรคติดเชื้อที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
กลไกทางสรีรวิทยาของแผลและการตอบสนองต่อความชื้น
เมื่อผิวหนังและเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังฉีกขาดจนเกิดเป็นแผลสด ร่างกายจะเข้าสู่กระบวนการซ่อมแซมตัวเองในทันที ซึ่งประกอบด้วยระยะห้ามเลือด ระยะอักเสบ ระยะสร้างเนื้อเยื่อ และระยะปรับรูปร่างของแผล การที่แผลสดสัมผัสกับน้ำโดยเฉพาะน้ำที่ไม่สะอาด เช่น น้ำประปาที่ไม่ผ่านการกรอง น้ำจากแหล่งธรรมชาติ หรือน้ำนิ่งขัง จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อกระบวนการเหล่านี้ น้ำจะทำให้เนื้อเยื่อบริเวณขอบแผลเปื่อยยุ่ย (Maceration) ขัดขวางการหดตัวของแผล และที่สำคัญที่สุดคือน้ำเป็นสื่อกลางในการนำพาเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และจุลชีพต่างๆ เข้าสู่กระแสเลือดหรือเนื้อเยื่อส่วนลึกได้อย่างง่ายดาย นำไปสู่การอักเสบติดเชื้ออย่างรุนแรง
เชื้อก่อโรคและปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้แผลเน่าเฟะ
ความน่ากลัวของการที่แผลสดโดนน้ำคือการปนเปื้อนของเชื้อโรค โดยเฉพาะแบคทีเรียกลุ่มสแตฟิโลค็อกคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus) และสเตรปโตค็อกคัส (Streptococcus) ซึ่งอาศัยอยู่บนผิวหนังและในสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังมีแบคทีเรียในกลุ่มแกรมลบและแบคทีเรียกินเนื้อ (Necrotizing Fasciitis) ที่อาจปนเปื้อนมากับน้ำสกปรก กลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดภาวะแผลติดเชื้อลุกลามได้ง่ายและรุนแรงกว่าคนทั่วไป ได้แก่ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้สูงอายุ และเด็กเล็ก เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่หรือเสื่อมถอยตามวัย ทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือด (Sepsis) ได้อย่างรวดเร็ว
อาการและระยะลุกลามของการติดเชื้อที่แผล
เมื่อแผลสดโดนน้ำและเริ่มเกิดการติดเชื้อ ผู้ป่วยจะมีอาการตามลำดับดังนี้
- ระยะเริ่มแรก (ภายในยี่สิบสี่ถึงสี่สิบแปดชั่วโมง): บริเวณแผลจะมีอาการบวมแดงร้อน แสบ หรือปวดตุบๆ มากกว่าปกติ ขอบแผลเริ่มมีสีคล้ำขึ้น
- ระยะลุกลาม: เริ่มมีหนองไหลออกจากแผล มีกลิ่นเหม็นเน่า ผิวหนังรอบแผลเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงหรือดำ มีตุ่มน้ำใสหรือตุ่มหนองเกิดขึ้นรอบแผล
- ระยะติดเชื้อทั่วร่างกาย: มีไข้สูงหนาวสั่น อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน และความดันโลหิตต่ำ
ขั้นตอนการล้างแผลและการปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่บ้านอย่างปลอดภัย
เมื่อแผลสดโดนน้ำ สิ่งแรกตั้งสติให้ดีแล้วปฏิบัติตามขั้นตอนทางการแพทย์ดังนี้เพื่อลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ
- ขั้นตอนที่หนึ่ง การทำความสะอาดมือ: ก่อนสัมผัสแผลทุกครั้ง ต้องล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดให้ทั่ว หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรคจากมือเข้าสู่แผล
- ขั้นตอนที่สอง ซับน้ำให้แห้ง: ใช้ผ้าสะอาดหรือผ้าก๊อซปราศจากเชื้อซับน้ำบริเวณแผลและรอบแผลเบาๆ ห้ามถูแรงเด็ดขาดเพราะจะทำให้เนื้อเยื่อฉีกขาดมากขึ้น
- ขั้นตอนที่สาม ล้างแผลเพื่อกำจัดสิ่งสกปรก: หากแผลโดนน้ำสกปรก ให้ใช้น้ำเกลือล้างแผล (Normal Saline Solution) หรือใช้น้ำสะอาดกับสบู่อ่อนๆ ล้างรอบแผล แต่หลีกเลี่ยงการให้แผลแช่น้ำนานๆ
- ขั้นตอนที่ระบุการฆ่าเชื้อ: ใช้ยาฆ่าเชื้อ เช่น โพวิโดนไอโอดีน (Povidone-Iodine) ทาบริเวณขอบแผล ระวังอย่าให้เข้าแผลลึกจนเกินไปเพื่อไม่ให้ทำลายเซลล์เนื้อเยื่อที่กำลังสร้าง
- ขั้นตอนที่ห้า การปิดแผล: ปิดแผลด้วยผ้าก๊อซปราศจากเชื้อและปิดทับด้วยพลาสเตอร์กันน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้แผลโดนน้ำซ้ำระหว่างรอแผลแห้งสนิท
สิ่งที่ไม่ควรทำอย่างเด็ดขาดเมื่อแผลสดโดนน้ำ
เพื่อป้องกันไม่ให้แผลอักเสบหรือติดเชื้อรุนแรง มีข้อควรระวังที่สำคัญยิ่งดังนี้
- ห้ามใช้แอลกอฮอล์ล้างแผลหรือไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์เทลงบนแผลสดโดยตรง เนื่องจากจะทำลายเซลล์เนื้อเยื่อที่กำลังซ่อมแซมตัวเอง ทำให้แผลหายช้าและเป็นแผลเป็นได้ง่าย
- ห้ามแกะสะเก็ดแผลหรือบีบหนองออกจากแผลด้วยตนเอง เพราะจะทำให้เชื้อโรคกระจายเข้าสู่เนื้อเยื่อชั้นลึก
- ห้ามปล่อยให้แผลอับชื้นหรือใช้พลาสติกพันแผลนานเกินไปโดยไม่เปลี่ยนผ้าพันแผล
- ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะชนิดกินหรือยาทาฆ่าเชื้อแรงสูงมาใช้เองโดยไม่มีคำสั่งจากแพทย์
วิธีวินิจฉัยและการรักษาทางการแพทย์
หากผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการแผลติดเชื้อจากการโดนน้ำ แพทย์จะทำการซักประวัติระยะเวลาของการเกิดแผลและลักษณะของน้ำที่โดน ตรวจร่างกายเพื่อประเมินความลึกและขอบเขตของการติดเชื้อ ในรายที่มีอาการรุนแรงแพทย์อาจต้องส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจนับเม็ดเลือดขาวเพื่อหาภาวะติดเชื้อ การเพาะเชื้อจากแผล (Wound Swab and Culture) เพื่อเลือกใช้ยาปฏิชีวนะที่ตรงกับชนิดของเชื้อโรค และการเอกซเรย์ในกรณีที่สงสัยว่ามีสิ่งแปลกปลอมตกค้างหรือการติดเชื้อลามไปถึงกระดูก การรักษาประกอบด้วยการทำแผลอย่างถูกวิธีโดยบุคลากรทางการแพทย์ การให้ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทานหรือชนิดฉีดตามความรุนแรง และการผ่าตัดระบายหนองในกรณีที่มีหนองสะสมอยู่ใต้ผิวหนังจำนวนมาก
สรุปคำแนะนำสำหรับผู้ดูแลและผู้ป่วยในการดูแลแผลสด
แผลสดโดนน้ำไม่ใช่เรื่องเล็กและไม่ควรละเลย การดูแลรักษาความสะอาดอย่างถูกวิธีตั้งแต่ระยะแรกเริ่มจะช่วยลดอัตราการเกิดแผลเน่าเฟะและการติดเชื้อรุนแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ป่วยและผู้ดูแลควรสังเกตอาการผิดปกติอย่างใกล้ชิด หากแผลไม่ดีขึ้นภายในสองถึงสามวัน หรือมีสัญญาณอันตรายตามที่กล่าวมาข้างต้น ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้องและทันท่วงที