ลูกน้อยหกล้มหัวแตกแผลฉีกขาด: นาทีระทึกที่พ่อแม่ต้องตั้งสติและรับมืออย่างถูกวิธี
อุบัติเหตุเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับการเจริญเติบโตของเด็ก โดยเฉพาะในช่วงวัยหัดเดิน วิ่งเล่น และสำรวจโลกกว้าง การที่เด็กๆ จะเกิดอุบัติเหตุหกล้ม ศีรษะกระแทกพื้น หรือวิ่งไปชนมุมโต๊ะจนเกิดแผลแตกที่ศีรษะ หน้าผาก หรือคิ้ว เป็นเหตุการณ์ที่กุมารแพทย์และแพทย์ห้องฉุกเฉินพบได้บ่อยมากในแต่ละวัน ความตกใจของพ่อแม่อาจทำให้ทำอะไรไม่ถูก แต่ในฐานะผู้ดูแล สิ่งสำคัญที่สุดคือการตั้งสติ ประเมินความรุนแรง และให้การปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างถูกต้อง เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อและป้องกันอันตรายต่อสมองที่อาจเกิดขึ้นตามมา
สาเหตุและกลไกการบาดเจ็บเมื่อเด็กหกล้มหัวกระแทก
ศีรษะของเด็ก โดยเฉพาะเด็กทารกและเด็กเล็ก มีสัดส่วนน้ำหนักเมื่อเทียบกับลำตัวมากกว่าผู้ใหญ่ ทำให้จุดศูนย์ถ่วงอยู่สูง โอกาสที่เวลาล้มแล้วศีรษะจะกระแทกพื้นจึงมีสูงมาก กลไกการบาดเจ็บของแผลแตกที่ศีรษะ (Scalp Laceration) เกิดจากการที่ผิวหนังบริเวณหนังศีรษะถูกแรงกระแทกอย่างรุนแรงจากวัตถุแข็ง จนเนื้อเยื่อฉีกขาด เนื่องจากบริเวณหนังศีรษะมีเส้นเลือดฝอยมาหล่อเลี้ยงเป็นจำนวนมาก แม้แผลจะมีขนาดเล็กก็มักจะมีเลือดออกมากเป็นธรรมดา ซึ่งมักสร้างความตกใจให้กับพ่อแม่เป็นอย่างมาก แต่เลือดออกจำนวนมากนี้ในทางกลับกันก็ช่วยชะล้างสิ่งสกปรกออกจากแผลได้ในระดับหนึ่งเช่นกัน
อาการร่วมและสัญญาณอันตรายที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
นอกเหนือจากแผลภายนอกที่มองเห็น สิ่งที่กุมารแพทย์เป็นห่วงมากที่สุดคือการกระทบกระเทือนทางสมอง (Traumatic Brain Injury) พ่อแม่ต้องสังเกตอาการของลูกน้อยอย่างใกล้ชิดทั้งในทันทีหลังเกิดเหตุและในระยะเวลาเจ็ดสิบสองชั่วโมงแรก
สัญญาณเตือนอันตรายระดับวิกฤตที่ต้องพาไปโรงพยาบาลทันที
- หมดสติ ไม่รู้สึกตัว แม้จะเป็นเพียงชั่วครู่ก็ตาม
- อาเจียนพุ่งติดต่อกันหลายครั้ง
- ซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ปลุกตื่นยาก หรือนอนหลับผิดเวลา
- มีเลือดหรือน้ำใสๆ ไหลออกมาจากจมูกหรือหู
- ม่านตาขยายทั้งสองข้าง หรือขนาดม่านตาไม่เท่ากัน
- ชักเกร็ง หรือมีอาการอ่อนแรงของแขนขาข้างใดข้างหนึ่ง
- ร้องกวนงอแงไม่หยุด ร้องเสียงแหลมสูงผิดปกติ ซึ่งอาจแสดงถึงอาการปวดศีรษะรุนแรง
วิธีตรวจวินิจฉัยและการรักษาโดยแพทย์เฉพาะทาง
เมื่อเด็กถูกพามาถึงโรงพยาบาล แพทย์จะทำการประเมินอาการทางระบบประสาทอย่างละเอียด (Neurological Examination) หากพบว่าแผลฉีกขาดลึกหรือกว้าง แพทย์จะพิจารณาทำการเย็บแผล (Suture) เพื่อให้ขอบแผลประสานกันได้ดี ลดการเกิดแผลเป็น และป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย ในบางกรณีที่แพทย์ประเมินว่ามีแรงกระแทกที่รุนแรง อาจมีความจำเป็นต้องส่งตรวจทางรังสีวิทยาเช่นการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT Scan) เพื่อดูว่ามีภาวะเลือดออกในสมองหรือกระโหลกศีรษะร้าวร่วมด้วยหรือไม่
วิธีดูแลรักษาแผลเย็บที่บ้านและการป้องกันการติดเชื้อ
การดูแลแผลหลังจากได้รับการเย็บจากแพทย์แล้วถือเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพื่อให้แผลหายเร็วและไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อแบคทีเรีย
ขั้นตอนการดูแลรักษาความสะอาดแผล
- หลีกเลี่ยงไม่ให้แผลโดนน้ำในช่วงสองถึงสามวันแรกตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อป้องกันไม่ให้แผลเปียกชื้นและเกิดการอักเสบ
- ทำความสะอาดแผลด้วยน้ำเกลือปราศจากเชื้อ (Normal Saline) และซับให้แห้งด้วยผ้าก๊อซสะอาดเบาๆ
- ทายาปฏิชีวนะชนิดขี้ผึ้งตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ห้ามใช้ยาพอกสมุนไพรเด็ดขาด
- ระวังไม่ให้เด็กแคะ แกะ เกา หรือดึงไหมเย็บแผล โดยอาจใส่ถุงมือเด็กอ่อนหรือตัดเล็บให้สั้นอยู่เสมอ
- สังเกตอาการอักเสบ เช่น รอยแดงรอบแผลขยายวงกว้างขึ้น มีหนองไหล หรือมีไข้สูง ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของการติดเชื้อที่ต้องรีบพามาพบแพทย์ก่อนนัดตัดไหม
การป้องกันอุบัติเหตุซ้ำและการปรับสภาพแวดล้อมในบ้าน
การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษา เนื่องจากเด็กในช่วงวัยกำลังซนมักมีความเสี่ยงสูง พ่อแม่จึงควรปรับปรุงสภาพแวดล้อมภายในบ้านให้ปลอดภัย
- ติดตั้งอุปกรณ์กันกระแทกตามมุมโต๊ะ ขอบตู้ และเฟอร์นิเจอร์ที่มีความแหลมคม
- ปูแผ่นรองคลานหรือพรมหนาบริเวณพื้นที่ที่เด็กมักวิ่งเล่น
- ดูแลอย่างใกล้ชิดไม่ให้เด็กปีป่ายที่สูงหรือวิ่งเล่นในบริเวณบันไดโดยไม่มีผู้ใหญ่ดูแล
- หลีกเลี่ยงการปล่อยให้เด็กถือสิ่งของแหลมคมขณะวิ่งเล่น
สรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่ผู้ดูแล
อุบัติเหตุหัวแตกแผลฉีกขาดในเด็กเป็นเรื่องที่สร้างความตกใจให้ผู้ปกครอง แต่หากตั้งสติได้ ทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นโดยการกดห้ามเลือด พาไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม และดูแลแผลตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด แผลของลูกน้อยก็จะหายได้เป็นปกติและปลอดภัยไร้รอยโรคแทรกซ้อน