ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

แยกให้ออกไข้หวัดใหญ่กับโควิด: อาการต่างกันอย่างไรและวิธีรักษาที่ถูกต้อง

ในยุคที่โรคติดเชื้อทางระบบทางเดินหายใจแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง การแยกแยะระหว่างโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) และโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสองพันสิบเก้า หรือ โควิด (COVID-19) กลายเป็นทักษะสำคัญที่พ่อแม่และผู้ดูแลทุกคนต้องทำความเข้าใจ แม้ทั้งสองโรคนี้จะมีจุดเริ่มต้นจากไวรัสที่โจมตีระบบทางเดินหายใจเหมือนกัน แต่ในทางการแพทย์มีรายละเอียดของอาการ ระยะเวลาฟักตัว และความรุนแรงที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง บทความฉบับนี้รวบรวมข้อมูลเชิงลึกจากกุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ทุกคนสามารถสังเกตอาการได้อย่างแม่นยำ พร้อมแนวทางการรักษาและการดูแลที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับคนในครอบครัว

ทำความรู้จักเชื้อก่อโรคและความแตกต่างพื้นฐาน

โรคไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza Virus) ซึ่งแบ่งออกเป็นสายพันธุ์หลักคือเอ (A) และบี (B) มักมีการระบาดตามฤดูกาลอย่างชัดเจน เช่น ช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว ในขณะที่โรคโควิดเกิดจากเชื้อไวรัสซาร์สคอฟทู (SARS-CoV-2) ที่มีการกลายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถแพร่ระบาดได้ตลอดทั้งปีและติดต่อง่ายผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสสาร secretions ของผู้ติดเชื้อ ทั้งสองโรคนี้จัดอยู่ในกลุ่มโรคติดต่อทางเดินหายใจที่อันตราย โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ เด็กเล็กทารก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคหอบหืด โรคหัวใจ หรือภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง

เปรียบเทียบอาการ: ไข้หวัดใหญ่กับโควิดต่างกันอย่างไร

แม้ว่าอาการเริ่มต้นของทั้งสองโรคจะมี ไข้ ไอ น้ำมูก และปวดเมื่อยตามตัว คล้ายคลึงกันมาก จนไม่สามารถวินิจฉัยได้ด้วยตาเปล่า แต่แพทย์สามารถสังเกตความแตกต่างทางคลินิกได้ดังนี้

  • ระยะเวลาฟักตัว: ไข้หวัดใหญ่มักแสดงอาการอย่างรวดเร็วภายในหนึ่งถึงสี่วันหลังได้รับเชื้อ ส่วนโควิดมักมีระยะเวลาฟักตัวนานกว่าเล็กน้อย ประมาณสองถึงห้าวัน หรืออาจนานถึงสัปดาห์ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์
  • ลักษณะของไข้: ไข้หวัดใหญ่มักมีไข้สูงฉับพลัน ตัวร้อนจัด หนาน ส่วนโควิดอาจเริ่มจากไข้ต่ำๆ แล้วค่อยๆ สูงขึ้น หรือบางรายอาจมีไข้สูงร่วมด้วย
  • อาการเฉพาะตัวที่ช่วยแยกโรค: ผู้ป่วยโรคโควิดมักมีอาการสูญเสียการรับรสหรือการได้กลิ่น (Anosmia/Ageusia) มากกว่าอย่างชัดเจน แม้ในสายพันธุ์หลังๆ อาการนี้อาจพบน้อยลง แต่ยังเป็นจุดสังเกตสำคัญ ในขณะที่ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่มักมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและอ่อนเพลียอย่างรุนแรงทันทีตั้งแต่เริ่มป่วย

ระยะของโรคและการดำเนินอาการ

การดำเนินโรคของทั้งไข้หวัดใหญ่และโควิดแบ่งออกเป็นสามระยะสำคัญ ได้แก่

  • ระยะเริ่มต้น (Day 1 - 3): มีอาการไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ เจ็บคอ และเริ่มมีอาการไอแห้งหรือไอมีเสมหะ
  • ระยะเด่นชัด (Day 4 - 7): อาการไข้ควรเริ่มลดลงหากเป็นการดำเนินโรคปกติ แต่หากเป็นโควิดหรือไข้หวัดใหญ่ที่มีภาวะแทรกซ้อน ช่วงนี้อาจเป็นช่วงที่อาการทางปอดเริ่มแสดงออก เช่น หายใจลำบาก หรือเหนื่อยหอบ
  • ระยะฟื้นตัว (Day 7 onwards): อาการไอและอ่อนเพลียอาจหลงเหลืออยู่บ้าง (Post-viral fatigue) ซึ่งสามารถใช้เวลาฟื้นฟูร่างกายอีกหนึ่งถึงสองสัปดาห์

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)

ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากพบอาการเหล่านี้ในเด็กหรือผู้ป่วยในครอบครัว ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลฉุกเฉินทันที ห้ามรอให้เกินสามวัน
  • ไข้สูงต่อเนื่องเกินสามวัน และไม่ตอบสนองต่อยาลดไข้
  • มีอาการซึมลง ปลุกตื่นยาก หรือไม่ยอมดื่มนมและน้ำ
  • หายใจหอบเหนื่อย หายใจเร็ว ปีกจมูกบาน หรือหน้าอกบุ๋มเวลาหายใจ
  • ริมฝีปาก ปลายมือปลายเท้าเขียวคล้ำ (Cyanosis) จากภาวะออกซิเจนในเลือดต่ำ
  • มีอาการชักจากไข้สูง
  • ภาวะขาดน้ำรุนแรง เช่น ปัสสาวะไม่ออกนานเกินห ชั่วโมง ปากแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เนื่องจากอาการทางคลินิกมีความใกล้เคียงกันมาก การยืนยันโรคที่แม่นยำที่สุดคือการทำหัตถการตรวจหาเชื้อ โดยใช้ชุดตรวจเอทีเค (ATK - Antigen Test Kit) หรือการทำอาร์ทีพีซีอาร์ (RT-PCR Swab) ซึ่งปัจจุบันมีชุดตรวจแบบผสม (Combo Test) ที่สามารถตรวจหาเชื้อทั้งไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอและบี รวมถึงเชื้อโควิดได้ในแท่งเดียวจากโพรงจมูกเพียงครั้งเดียว นอกจากนี้แพทย์อาจพิจารณาตรวจเลือด เอกซเรย์ปอด (Chest X-ray) หรือตรวจวัดระดับออกซิเจนปลายนิ้วเพิ่มเติมในรายที่มีอาการทางระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาโรคติดเชื้อไวรัสทั้งสองชนิดนี้ เน้นการรักษาตามอาการ (Supportive Care) เป็นหลัก เนื่องจากเป็นโรคที่เกิดจากไวรัส การให้ยาปฏิชีวนะจึงไม่มีประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น เว้นแต่จะพบการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนที่แพทย์วินิจฉัยแล้วเท่านั้น

  • การให้ยาลดไข้และบรรเทาอาการ: ใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ตามขนาดยาที่ถูกต้องคือน้ำหนักตัวสิบถึงสิบห้าสิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุกสี่ถึงหกชั่วโมงเมื่อมีไข้
  • การดูแลที่บ้าน: เช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุ่นเพื่อระบายความร้อน ให้อย,ดื่มน้ำเกลือแร่ (ORS) หรือน้ำสะอาดในปริมาณที่เพียงพอเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ ทานอาหารอ่อนย่อยง่ายที่มีประโยชน์ครบห้าหมู่
  • ยาต้านไวรัสเฉพาะโรค: ในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงหรือมีอาการรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัสจำเพาะ เช่น ยาโอเซลทามิเวียร์ (Oseltamivir) สำหรับไข้หวัดใหญ่ หรือยาต้านไวรัสโควิดตามดุลยพินิจของแพทย์
คำแนะนำจากคุณหมอ: ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อทานเองเด็ดขาด และห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็กเล็กเด็ดขาดเพราะเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการรายซินโดรม (Rye Syndrome) ที่อันตรายถึงชีวิต และห้ามใช้ยาไอบูโพรเฟนในผู้ป่วยที่ยังไม่ตัดโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์รุนแรงหรือไข้เลือดออกออกนอกเหนือจากคำสั่งแพทย์

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อที่ดีที่สุดคือการสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายและการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล

  • การฉีดวัคซีนป้องกัน: แนะนำให้ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดสี่สายพันธุ์เป็นประจำทุกปี และรับวัคซีนป้องกันโควิดเข็มกระตุ้นตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงและเด็กอายุตั้งแต่หกเดือนขึ้นไป
  • สุขอนามัยพื้นฐาน: ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำสะอาด หรือเจลแอลกอฮอล์ สวมหน้ากากอนามัยในพื้นที่แออัด และหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการทางระบบทางเดินหายใจ
  • โภชนาการและการพักผ่อน: รับประทานอาหารปรุงสุกใหม่ สะอาด ครบห้าหมู่ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

  • สังเกตอาการไข้ ไอ และอาการปวดเมื่อยร่วมกับประวัติความเสี่ยงในชุมชน
  • ทำการตรวจคัดกรองด้วยชุดตรวจโควิดและไข้หวัดใหญ่แบบผสมเมื่อเริ่มมีอาการ
  • ดูแลรักษาตามอาการให้ยาลดไข้ตามน้ำหนักตัว เช็ดตัว และดื่มน้ำมากๆ
  • เฝ้าระวังอาการเตือนอันตราย เช่น หอบเหนื่อย ซึม ไข้ไม่ลด และรีบพบแพทย์ทันทีเมื่อพบความผิดปกติ
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down