ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ไข้หวัดใหญ่และโควิด โรคระบบทางเดินหายใจที่ต้องระวัง

ในยุคปัจจุบันที่เราต้องใช้ชีวิตร่วมกับเชื้อโรคหลากหลายชนิด โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจอย่างโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) และโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด (COVID-19) กลายเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยและสร้างความกังวลใจให้กับคุณพ่อคุณแม่และประชาชนทั่วไปเป็นอย่างมาก เนื่องจากโรคทั้งสองชนิดนี้มีอาการเริ่มต้นที่คล้ายคลึงกันอย่างมากจนแทบไม่สามารถแยกแยะได้ด้วยตาเปล่า การทำความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุ อาการที่แท้จริง แนวทางการตรวจวินิจฉัย และการรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ จึงเป็นกุญแจสำคัญในการรับมือ ป้องกันโรคแทรกซ้อนที่รุนแรง และช่วยชีวิตผู้ป่วย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางอย่างเด็กเล็ก ทารก และผู้สูงอายุ

ความสำคัญทางการแพทย์และกลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

ทั้งโรคไข้หวัดใหญ่และโควิดเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่แพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสสาร secretions ของผู้ 9ป่วย แม้ในคนหนุ่มสาวหรือเด็กโตที่มีสุขภาพแข็งแรง อาการอาจไม่รุนแรงและหายได้เองภายในไม่กี่วัน แต่ในกลุ่มเสี่ยงทางการแพทย์ ได้แก่ เด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ ทารแรกเกิด ผู้สูงอายุที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคหอบหืด โรคหัวใจ โรคปอดเรื้อรัง โรคเบาหวาน หรือภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง โรคเหล่านี้อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงชีวิต เช่น ปอดอักเสบ (Pneumonia) ภาวะหายใจล้มเหลว หรือการติดเชื้อในกระแสเลือด

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคของไข้หวัดใหญ่และโควิด

การทำความเข้าใจถึงต้นตอของโรคช่วยให้เราเข้าใจความรุนแรงและการแพร่ระบาดได้ดียิ่งขึ้น เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคทั้งสองมีความแตกต่างกันในรายละเอียด แต่มีพฤติกรรมในการโจมตีร่างกายที่คล้ายคลึงกัน

เชื้อไวรัสและกลไกการแพร่ระบาด

โรคไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza Virus) ซึ่งแบ่งออกเป็นสายพันธุ์หลักๆ คือ เอ (A) และ บี (B) โดยไวรัสชนิดนี้มีการกลายพันธุ์ตามฤดูกาล ทำให้เกิดการระบาดได้ทุกปี ส่วนโรคโควิดเกิดจากเชื้อไวรัสซาร์ส-โคฟ-ทู (SARS-CoV-2) ซึ่งเป็นไวรัสในตระกูลโคโรนาไวรัสที่มีการกลายพันธุ์อย่างต่อเนื่องเช่นกัน เชื้อโรคทั้งสองชนิดเข้าสู่ร่างกายทางเยื่อบุจมูก ตา หรือปาก ผ่านการสูดดมละอองฝอยจากการไอ จาม หรือสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อปนเปื้อน จากนั้นเชื้อจะเข้าไปเพิ่มจำนวนในเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจ กระตุ้นให้ร่างกายเกิดการอักเสบและระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นที่มาของอาการไข้และปวดเมื่อยตามร่างกาย

อาการสำคัญและจุดแตกต่างระหว่างไข้หวัดใหญ่กับโควิด

แม้ว่าอาการของไข้หวัดใหญ่และโควิดจะมีความเหลื่อมล้ำกันสูงมาก แต่แพทย์สามารถสังเกตความแตกต่างปลีกย่อยผ่านระยะเวลาการแสดงอาการและลักษณะเด่นบางประการ

เปรียบเทียบอาการทางคลินิก

  • ระยะฟักตัว: ไข้หวัดใหญ่มักมีระยะฟักตัวสั้น ประมาณ 1 ถึง 4 วันหลังได้รับเชื้อ อาการมักเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ในขณะที่โควิดสายพันธุ์ปัจจุบันอาจมีระยะฟักตัวตั้งแต่ 2 ถึง 7 วัน และอาการมักค่อยๆ เริ่มต้นทีละน้อยก่อนจะแสดงอาการเด่นชัด
  • อาการไข้: ทั้งสองโรคทำให้เกิดไข้สูงได้เหมือนกัน แต่ไข้หวัดใหญ่มักมีไข้สูงฉับพลันร่วมกับหนาวสั่นอย่างรุนแรง ส่วนโควิดอาจมีไข้ต่ำๆ ไปจนถึงไข้สูง
  • ระบบทางเดินหายใจ: อาการไอ เจ็บคอ คัดจมูก น้ำูกไหลพบได้ทั้งสองโรค แต่โควิดมักมีความโดดเด่นในเรื่องของอาการสูญเสียการรับรสหรือการได้กลิ่น (แม้ในสายพันธุ์หลังๆ จะพบน้อยลงแต่ยังเป็นจุดสังเกตสำคัญ) รวมถึงอาการหายใจลำบากที่เกิดขึ้นได้รวดเร็วกว่า
  • อาการปวดเมื่อย: ไข้หวัดใหญ่มักทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและข้อต่ออย่างรุนแรง (Myalgia) อ่อนเพลียมากจนลุกไม่ไหว ในขณะที่โควิดอาจมีอาการอ่อนเพลียเรื้อรังร่วมด้วย

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากผู้ป่วยหรือเด็กมีอาการเข้าข่ายสัญญาณอันตราย (Red Flags) ต่อไปนี้ ห้ามรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาด ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันทีเพื่อรับการประเมินจากแพทย์ฉุกเฉิน

การสังเกตอาการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะในเด็กเล็กและผู้สูงอายุเป็นสิ่งสำคัญมาก สัญญาณเตือนที่บ่งบอกถึงภาวะวิกฤตประกอบด้วย:

  • ไข้สูงเกิน 3 วัน หรือไข้สูงมากจนยาลดไข้เอาไม่อยู่
  • มีอาการชักจากไข้ (Febrile Seizure)
  • ซึมลง ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมสบตา หรือปฏิเสธการดื่มนมและน้ำ
  • หายใจหอบเหนื่อย หายใจเร็ว ปีกจมูกบาน หน้าอกบุ๋มเวลาหายใจ หรือหายใจมีเสียงดังผิดปกติ
  • ริมฝีปาก ปลายมือ หรือปลายเท้าเปลี่ยนเป็นสีม่วง (Cyanosis) ซึ่งแสดงถึงภาวะขาดออกซิเจนในเลือด
  • มีภาวะขาดน้ำรุนแรง เช่น ปากแห้งสนิท ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะออกน้อยมากหรือไม่มีเลยนานกว่า 6 ชั่วโมง

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เนื่องจากอาการทางคลินิกของไข้หวัดใหญ่และโควิดมีความคล้ายคลึงกันมาก การวินิจฉัยที่แม่นยำจึงต้องอาศัยการตรวจทางห้องปฏิบัติการร่วมด้วย แพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติการสัมผัสโรค ประวัติการรับวัคซีน และการตรวจร่างกายเบื้องต้น จากนั้นจะพิจารณาทำการตรวจหาเชื้อด้วยวิธีมาตรฐาน เช่น การทำสวับโพรงจมูกและคอ (Nasal/Throat Swab) เพื่อตรวจด้วยชุดตรวจวินิจฉัยอย่างรวดเร็ว (Rapid Antigen Test) สำหรับตรวจหาเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่และโควิดร่วมกันในชุดเดียว หรือการส่งตรวจวิธีอณูชีววิทยา (RT-PCR) ในกรณีที่ต้องการความแม่นยำสูง นอกจากนี้ แพทย์อาจพิจารณาตรวจเลือดหรือเอกซเรย์ปอดเพิ่มเติม หากพบว่าผู้ป่วยมีอาการทางระบบทางเดินหายใจส่วนล่างรุนแรงเพื่อประเมินภาวะปอดอักเสบ

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาโรคไข้หวัดใหญ่และโควิดส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการและการดูแลประคับประคองเพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวจากภูมิคุ้มกันของตนเอง ยกเว้นในกลุ่มเสี่ยงหรือผู้มีอาการรุนแรงที่แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัสจำเพาะ

การรักษาตามอาการและการให้ยาที่ปลอดภัย

การใช้ยาต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรอย่างเคร่งครัด ขนาดยาพาราเซตามอล (Paracetamol) สำหรับเด็กต้องคำนวณตามน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง คือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง เมื่อมีอาการไข้สูงหรือปวดเมื่อย ห้ามให้ยาเกินขนาดเด็ดขาด การให้สารน้ำอย่างเพียงพอเป็นสิ่งสำคัญเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ โดยให้ดื่มน้ำเปล่าสะอาด นม หรือสารละลายเกลือแร่ (ORS) ในปริมาณที่เหมาะสม

คำแนะนำจากคุณหมอ: การเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้องควรใช้น้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่นเล็กน้อย ห้ามใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็งเช็ดตัวเด็ดขาด เพราะจะทำให้หลอดเลือดหดตัว ความร้อนระบายออกไม่ได้ และอาจทำให้เด็กหนาวสั่นมากขึ้น

การดูแลพยาบาลที่บ้านอย่างถูกวิธี

จัดให้ผู้ป่วยพักผ่อนในห้องที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก สวมใส่เสื้อผ้าที่ระบายความร้อนได้ดี ไม่ห่มผ้าหนาจนเกินไปในขณะที่มีไข้สูง หมั่นสังเกตอาการทางระบบทางเดินหายใจอย่างใกล้ชิด และแยกของใช้ส่วนตัวเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อสู่สมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัว

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในการดูแลผู้ป่วยอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ข้อควรระวังทางการแพทย์ที่สำคัญมีดังนี้:

  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) หรือไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในเด็กที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัยที่แน่นอน: โดยเฉพาะในช่วงที่ยังไม่สามารถตัดโรคไข้หวัดใหญ่หรือไข้เลือดออกออกไปได้ การใช้ยาในกลุ่มนี้อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการเรย์ (Reye Syndrome) ซึ่งส่งผลให้ตับและสมองบวมอย่างรุนแรง และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย) ทานเองเด็ดขาด: เนื่องจากไข้หวัดใหญ่และโควิดเกิดจากเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะจึงไม่มีผลในการรักษาโรค และยังส่งผลเสียทำให้เกิดเชื้อดื้อยาในอนาคต การใช้ยาปฏิชีวนะต้องอยู่ภายใต้การวินิจฉัยของแพทย์เท่านั้น หากพบว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อและการแพร่กระจายของโรคเป็นมาตรการที่ดีที่สุดในการดูแลสุขภาพของตนเองและคนในครอบครัว

การฉีดวัคซีนป้องกันโรค

การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลเป็นประจำทุกปี ช่วยลดความรุนแรงของโรคและการนอนโรงพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่นเดียวกับการรับวัคซีนป้องกันโควิดและวัคซีนเข็มกระตุ้นตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงและเด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป

สุขอนามัยส่วนบุคคล

  • ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำสะอาดนานอย่างน้อย 20 วินาที หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ
  • สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในสถานที่แออัด หรือเมื่อมีอาการป่วยทางระบบทางเดินหายใจ
  • หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสใบหน้า ตา จมูก และปาก โดยไม่จำเป็น
  • รักษาระยะห่างทางสังคมในช่วงที่มีการระบาดของโรค
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

คำแนะนำจากคุณหมอ: ขั้นตอนปฏิบัติเมื่อพบคนในครอบครัวมีไข้และอาการคล้ายหวัด

1. แยกผู้ป่วยทันทีเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อในบ้าน
2. วัดอุณหภูมิร่างกายและสังเกตอาการร่วมอย่างใกล้ชิด
3. ให้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวที่ถูกต้องและเช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุ่น
4. ให้ผู้ป่วยดื่มน้ำเกลือแร่หรือน้ำสะอาดมากๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
5. ทำการตรวจหาเชื้อด้วยชุดตรวจโควิดและไข้หวัดใหญ่เบื้องต้น
6. หากมีอาการเข้าข่ายสัญญาณอันตราย (Red Flags) เช่น หายใจหอบเหนื่อย ซึม ไข้สูงเกิน 3 วัน หรือชัก ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down