ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความวิตกกังวลของคุณแม่ตั้งครรภ์เมื่อเผชิญกับโรคโควิด

การตั้งครรภ์ถือเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาและระบบภูมิคุ้มกันเพื่อรองรับการเจริญเติบโตของทารก เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด จึงมักสร้างความกังวลใจอย่างมากว่าเชื้อโรคนี้จะส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์หรือไม่ ในทางการแพทย์ การติดเชื้อในหญิงตั้งครรภ์มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากระบบทางเดินหายใจและระบบภูมิคุ้มกันที่เปลี่ยนแปลงไปอาจทำให้คุณแม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการรุนแรงได้มากกว่าคนทั่วไป หากมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสาเหตุ อาการ และแนวทางการรักษาที่ได้มาตรฐาน จะช่วยลดความวิตกกังวลและเพิ่มความปลอดภัยให้กับทั้งคุณแม่และทารกในครรภ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคเมื่อติดเชื้อในหญิงตั้งครรภ์

โรคโควิดเกิดจากการติดเชื้อไวรัสในกลุ่มโคโรนาไวรัส ซึ่งติดต่อผ่านทางการหายใจ ละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสสาร ต์ของผู้ติดเชื้อ เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายผ่านทางจมูกหรือปาก จะเข้าจับกับเซลล์รับสัญญาณในระบบทางเดินหายใจ ในหญิงตั้งครรภ์ ระบบภูมิคุ้มกันจะมีการปรับเปลี่ยนตามธรรมชาติเพื่อให้ร่างกายยอมรับทารก ซึ่งประกอบด้วยสารพันธุกรรมครึ่งหนึ่งจากพ่อ การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้ความสามารถในการตอบสนองต่อไวรัสบางชนิดลดลงเล็กน้อย นอกจากนี้ ขนาดของมดลูกที่ขยายใหญ่ขึ้นไปเบียดกระบังลมยังทำให้ความจุของปอดลดลง ทำให้ระบบทางเดินหายใจทำงานหนักขึ้น หากเกิดการติดเชื้อที่ปอด จึงมีโอกาสแสดงอาการเหนื่อยหอบหรือมีความรุนแรงได้ง่ายกว่าคนทั่วไป

อาการสำคัญและการดำเนินของโรคในคุณแม่ตั้งครรภ์

อาการของการติดเชื้อโควิดในหญิงตั้งครรภ์มีความคล้ายคลึงกับบุคคลทั่วไป แต่อาจมีความรวดเร็วในการลุกลามของโรคที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ โดยทั่วไปอาการจะแบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ดังนี้

  • ระยะเริ่มต้น: มีอาการไข้ต่ำถึงปาลานกลาง อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามตัว เจ็บคอ คัดจมูก น้ำูกไหล และอาจสูญเสียการรับรสหรือกลิ่น
  • ระยะแสดงอาการเด่นชัด: มีไข้สูง ไอแห้งหรือมีเสมหะ หายใจเร็วกว่าปกติ ปวดศีรษะรุนแรง และรู้สึกแน่นหน้าอก
  • ระยะฟื้นตัว: อาการไข้และอาการทางระบบทางเดินหายใจเริ่มลดลง ความอยากอาหารกลับมาเป็นปกติ แต่ยังคงมีอาการอ่อนเพลียหลงเหลืออยู่บ้าง
ข้อควรระวังทางการแพทย์: หญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับเชื้อบางรายอาจไม่มีอาการแสดงใดๆ เลย (Asymptomatic) แต่ยังคงสามารถแพร่เชื้อได้ ดังนั้นการตรวจคัดกรองเมื่อมีประวัติสัมผัสใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรละเลย

สัญญาณเตือนอันตรายระดับวิกฤตที่ต้องพบแพทย์ทันที

แม้ว่าคุณแม่หลายรายจะมีอาการไม่รุนแรงและสามารถรักษาตัวที่บ้านได้ แต่มีสัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) บางประการที่บ่งบอกถึงภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ซึ่งหากพบอาการเหล่านี้ต้องเข้ารับการ 2019 รักษาที่โรงพยาบาลทันที

  • ไข้สูงต่อเนื่องเกินสามวัน หรือไข้ไม่ยอมลดแม้จะรับประทานยาลดไข้ที่แพทย์อนุญาต
  • หายใจหอบเหนื่อย หายใจลำบาก หรือหายใจเร็วผิดปกติ
  • เจ็บแน่นหน้าอกอย่างรุนแรงตลอดเวลา
  • ระดับออกซิเจนปลายนิ้วลดลงต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน
  • รู้สึกซึมลง สับสน หรือไม่รู้สึกตัว
  • มีอาการปวดท้องรุนแรง มีเลือดออกทางช่องคลอด หรือน้ำเดินก่อนกำหนด
  • ลูกน้อยในครรภ์ดิ้นน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดหรือไม่ดิ้นเลย

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์มีอาการสงสัยว่าติดเชื้อหรือมีประวัติสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วย แพทย์จะดำเนินการวินิจฉัยด้วยมาตรฐานทางการแพทย์ที่ปลอดภัยต่อทารกในครรภ์ การตรวจเริ่มต้นด้วยการใช้ชุดตรวจแอนติเจนด้วยตนเอง (Rapid Antigen Test) หากผลเป็นบวกหรือมีอาการชัดเจน แพทย์จะยืนยันผลด้วยวิธีมาตรฐานห้องปฏิบัติการ (Real-time RT-PCR) พร้อมทั้งประเมินอาการทางคลินิก ตรวจวัดระดับออกซิเจนในเลือด ตรวจเลือดเพื่อดูการทำงานของอวัยวะต่างๆ และอาจพิจารณาอัลตราซาวด์เพื่อประเมินสุขภาพและความปลอดภัยของทารกในครรภ์ร่วมด้วย

วิธีดูแลรักษาและการใช้ยาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

แนว 2019 การรักษาจะขึ้นอยู่กับอายุครรภ์และความรุนแรงของอาการ โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเป็นผู้ประเมินและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุด

  • การรักษาตามอาการ: หากมีอาการน้อย แพทย์จะให้รับประทานยาพาราเซตามอลเพื่อลดไข้และบรรเทาอาการปวดศีรษะ พร้อมทั้งแนะนำให้ดื่มน้ำอุ่นมากๆ และพักผ่อนให้เพียงพอ
  • การใช้ยาต้านไวรัส: ในกรณีที่คุณแม่มีปัจจัยเสี่ยงสูงหรือมีอาการปานกลางถึงรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัสเฉพาะทางที่ผ่านการศึกษาว่ามีความปลอดภัยและมีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์
  • การดูแลสุขภาพจิต: ความเครียดส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันและการไหลเวียนเลือดไปยังมดลูก การผ่อนคลายจิตใจและการได้รับกำลังใจจากคนรอบข้างจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก
คำแนะนำจากคุณหมอ: ห้ามซื้อยาต้านไวรัส ยาปฏิชีวนะ หรืออาหารเสริมสมุนไพรบางชนิดมารับประทานเองโดยเด็ดขาด เนื่องจากยาบางประเภทอาจส่งผลอันตรายต่อพัฒนาการของทารกในครรภ์ได้ การใช้ยาใดๆ ต้องอยู่ภายใต้คำสั่งของสูตินรีแพทย์เท่านั้น

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

ความปลอดภัยของทารกในครรภ์เป็นสิ่งสูงสุด ในระหว่างการติดเชื้อหรือรักษาตัว คุณแม่ต้องระมัดระวังในเรื่องดังต่อไปนี้

  • ห้ามรับประทานยาแอสไพริน หรือยาไอบูโพรเฟนเพื่อลดไข้ด้วยตนเอง เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อระบบการไหลเวียนเลือดของทารกและทำให้เกิดภาวะเลือดออกผิดปกติได้
  • ขนาดยาพาราเซตามอลต้องเหมาะสมกับน้ำหนักตัวและคำแนะนำของแพทย์ ห้ามรับประทานเกินขนาด
  • ห้ามกักตัวโดยไม่สังเกตอาการลูกน้อย หากพบว่าทารกในครรภ์ดิ้นลดลงต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที
  • หลีกเลี่ยงการใช้สมุนไพรหรือยาพื้นบ้านที่ไม่มีงานวิจัยรองรับความปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อถือเป็นมาตรการที่ดีที่สุดสำหรับหญิงตั้งครรภ์ คุณแม่ควรปฏิบัติตามแนวทางสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด

  • เข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิดตามคำแนะนำของสูตินรีแพทย์ เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันและลดความรุนแรงของโรคหากมีการติดเชื้อ
  • สวมหน้ากากอนามัยอย่างถูกวิธีเมื่ออยู่ในสถานที่แออัดหรือพื้นที่สาธารณะ
  • ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำสะอาด หรือเจลแอลกอฮอล์
  • หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการป่วยทางระบบทางเดินหายใจ
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วนตามหลักโภชนาการเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกาย
กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์:
  1. ประเมินอาการตนเองสม่ำเสมอ หากมีไข้ ไอ หายใจลำบาก ให้รีบตรวจคัดกรอง
  2. หากผลเป็นบวก รีบปรึกษาสูตินรีแพทย์ประจำตัวทันทีเพื่อประเมินความเสี่ยง
  3. สังเกตอาการเตือนวิกฤต เช่น หอบเหนื่อย แน่นหน้าอก และการดิ้นของลูกน้อย
  4. รับประทานยาตามแพทย์สั่งเท่านั้น ห้ามซื้อยาชุดหรือยาต้านไวรัสมารับประทานเอง
  5. รักษาสุขอนามัย สวมหน้ากากอนามัย และล้างมืออย่างสม่ำเสมอเพื่อความปลอดภัยสูงสุด
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down