ไข้หวัดใหญ่กับโควิด โรคระบบทางเดินหายใจที่ใกล้ตัวกว่าที่คิด
ในยุคปัจจุบันที่โรคติดเชื้อทางเดินหายใจแพร่ระบาดได้ง่ายและรวดเร็ว การแยกแยะระหว่างโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) และโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) กลายเป็นทักษะความรู้ด้านสุขภาพที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับทุกคนในครอบครัว โดยเฉพาะบ้านที่มีเด็กเล็ก ทารก หรือผู้สูงอายุ เนื่องจากโรคทั้งสองชนิดนี้มีอาการเริ่มต้นที่คล้ายคลึงกันมากจนแทบแยกไม่ออกด้วยการสังเกตเพียงผิวเผิน แต่ในทางการแพทย์โรคทั้งสองมีสาเหตุ ความรุนแรง และแนวทางการรักษาเฉพาะตัวที่แตกต่างกัน การทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้จะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่ถูกต้อง ลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง และป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไปสู่คนรอบข้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สาเหตุและกลไกการเกิดโรค การแพร่ระบาด และกลุ่มเสี่ยง
โรคไข้หวัดใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza Virus) ซึ่งแบ่งออกเป็นสายพันธุ์หลักคือเอและบี มักมีการแพร่ระบาดตามฤดูกาล เช่น ช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว ในขณะที่โรคโควิดเกิดจากการติดเชื้อไวรัสซซีโอวีทู (SARS-CoV-2) ซึ่งสามารถแพร่ระบาดได้ตลอดทั้งปีและมีการกลายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งสองโรคติดต่อผ่านทางละอองฝอยจากการไอ จาม การพูดคุย หรือการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนแล้วนำมือมาสัมผัสใบหน้า
กลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี โดยเฉพาะทารกอายุน้อยกว่า 1 ปี หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป และผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหอบหืด โรคหัวใจ โรคเบาหวาน หรือภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เนื่องจากกลุ่มเหล่านี้มีโอกาสสูงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ปอดอักเสบ หายใจล้มเหลว หรือเสียชีวิต
เจาะลึกอาการและการดำเนินโรค ความเหมือนที่แตกต่างระหว่างไข้หวัดใหญ่และโควิด
อาการเริ่มต้นของโรคทั้งสองมีความคล้ายคลึงกันสูงมาก ได้แก่ ไข้ ไอ เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามตัว และอ่อนเพลีย อย่างไรก็ตาม หากวิเคราะห์ในรายละเอียดเชิงลึกจะพบความแตกต่างที่ช่วยในการสังเกตเบื้องต้น ดังนี้
- โรคไข้หวัดใหญ่: มักมีอาการเกิดขึ้นอย่างฉับพลันทันที ไข้สูงปรี๊ด อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและปวดศีรษะจะรุนแรงมาก อ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด มีอาการไอแห้งๆ และเจ็บคอร่วมด้วย
- โรคโควิด: อาการมักค่อยๆ พัฒนาทีละน้อย ความโดดเด่นที่แตกต่างคืออาการสูญเสียการรับรสหรือการได้กลิ่น (Loss of Taste or Smell) แม้ในสายพันธุ์ปัจจุบันอาการนี้อาจพบน้อยลง แต่ยังพบอาการคัดจมูก น้ำูกไหล และอาการทางระบบทางเดินหายใจส่วนบนเด่นชัด บางรายอาจมีอาการท้องเสียร่วมด้วย
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพาไปโรงพยาบาลทันที
ในผู้ป่วยส่วนใหญ่อาการจะค่อยๆ ดีขึ้นได้เองภายใน 5 ถึง 7 วัน หากได้รับการดูแลตามอาการอย่างถูกต้อง แต่หากพบอาการเหล่านี้ในผู้ป่วย ถือเป็นสัญญาณอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องนำส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาจากแพทย์โดยด่วน
- ไข้สูงต่อเนื่องเกิน 3 วัน หรือไข้ลดแล้วกลับมาสูงอีกครั้งอย่างรวดเร็ว
- มีอาการหายใจหอบเหนื่อย หายใจลำบาก หายใจเร็ว ปีกจมูกบาน หรือชายโครงบุ๋มเวลาหายใจ
- ซึมลง ปลุกตื่นยาก สับสน หรือมีอาการชักจากไข้
- ริมฝีปาก ปลายมือ ปลายเท้าเขียวคล้ำ (ภาวะพร่องออกซิเจน)
- เจ็บแน่นหน้าอกตลอดเวลา
- มีภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง เช่น ปากแห้งสนิท ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะไม่ออกหรือมีสีเข้มจัดนานเกิน 6-8 ชั่วโมง
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
เมื่อมาพบแพทย์ แพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียด รวมถึงประวัติการรับวัคซีน ประวัติการสัมผัสผู้ติดเชื้อ และตรวจร่างกายเบื้องต้น เช่น การฟังเสียงปอด การวัดระดับออกซิเจนปลายนิ้ว หากมีความจำเป็น แพทย์จะพิจารณาตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม เช่น การทำ Swab เพื่อตรวจหาเชื้อไวรัส การตรวจเลือดเพื่อดูเม็ดเลือดขาว หรือการเอกซเรย์ปอดในรายที่มีอาการไอมากหรือสงสัยว่ามีภาวะปอดอักเสบร่วมด้วย
วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์
การรักษาโรคไข้หวัดใหญ่และโควิดแบ่งออกเป็นการรักษาตามอาการและการใช้ยาต้านไวรัสตามดุลยพินิจของแพทย์
- การให้ยาต้านไวรัส: สำหรับไข้หวัดใหญ่ หากผู้ป่วยอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือมาพบแพทย์ภายใน 48 ชั่วโมงแรก แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัสกลุ่มโอลเซลทามิเวียร์ (Oseltamivir) เพื่อลดความรุนแรงและระยะเวลาของโรค ส่วนโควิด แพทย์จะพิจารณาให้ยาต้านไวรัสตามแนวทางกระทรวงสาธารณสุขขึ้นอยู่กับความรุนแรงและโรคประจำตัวของผู้ป่วย
- การให้ยาลดไข้และบรรเทาอาการ: ให้รับประทานยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ตามขนาดยาที่เหมาะสมกับน้ำหนักตัว
- การดูแลที่บ้าน: ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ พักผ่อนให้เต็มที่ ทานอาหารอ่อนย่อยง่าย รับประทานเกลือแร่ (ORS) หากมีอาการอาเจียนหรือท้องเสียร่วมด้วย
- การเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้อง: ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นบิดหมาด เช็ดบริเวณหน้า ซอกคอ รักแร้ และขาหนีบ เพื่อช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกาย
1. ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) หรือยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในผู้ป่วยเด็กที่ยังมีไข้ เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดกลุ่มอาการเรย์ส์ซินโดรม (Reye's Syndrome) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต และในกรณีที่ยังไม่สามารถตัดโรคไข้หวัดใหญ่หรือไข้เลือดออกออกได้ ยาไอบูโพรเฟนอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะเลือดออกผิดปกติได้
2. ขนาดยาพาราเซตามอลสำหรับเด็กต้องคำนวณตามน้ำหนักตัวเท่านั้น คือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง เมื่อมีไข้
3. ห้ามหาซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียมารับประทานเองเด็ดขาด เนื่องจากโรคไข้หวัดใหญ่และโควิดเกิดจากเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะจึงไม่ช่วยรักษาโรคและยังก่อให้เกิดเชื้อดื้อยาตามมา
วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว
การป้องกันการติดเชื้อและการแพร่กระจายของโรคสามารถทำได้โดยการปฏิบัติตนตามสุขอนามัยที่ดี ดังนี้
- ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี (แนะนำให้ฉีดปีละ 1 ครั้ง โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง) และรับวัคซีนป้องกันโควิดตามคำแนะนำของแพทย์
- ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำสะอาด หรือเจลแอลกอฮอล์ความเข้มข้นไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70
- สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในพื้นที่แออัดหรือขณะป่วย
- หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการทางระบบทางเดินหายใจ
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรง
กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล
แนวทางปฏิบัติเร่งด่วนเมื่อคนในบ้านหรือลูกน้อยป่วยด้วยอาการไข้หวัด:
- แยกผู้ป่วยออกจากสมาชิกคนอื่นในบ้านเพื่อลดการแพร่เชื้อ
- สังเกตอาการอย่างใกล้ชิด วัดอุณหภูมิร่างกายสม่ำเสมอ
- จัดเตรียมชุดตรวจ ATK เพื่อคัดกรองเบื้องต้น
- ให้ยาลดไข้ตามน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด และหมั่นเช็ดตัวลดไข้
- กระตุ้นให้ผู้ป่วยดื่มน้ำอุ่นและพักผ่อนมากๆ
- รีบพาไปพบแพทย์ทันทีหากพบสัญญาณเตือนอันตราย (Red Flags) เช่น หอบเหนื่อย ซึม หรือไข้สูงไม่ยอมลด