ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เข้าใจโรคโควิดในเด็กเล็กและความแตกต่างที่พ่อแม่ต้องรู้

โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือที่เรารู้จักกันในชื่อโควิด (COVID-19) เป็นโรคติดเชื้อทางระบบทางเดินหายใจที่เกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่มคอร์โรนาไวรัส แม้ว่าสถานการณ์ของโรคจะทุเลาลงในระดับมหภาค แต่เชื้อโรคนี้ยังคงมีการกลายพันธุ์และแพร่ระบาดได้อย่างต่อเนื่อง สิ่งสำคัญที่กุมารแพทย์มักเน้นย้ำเสมอก็คือ อาการโควิดในเด็กเล็กมักมีความแตกต่างจากผู้ใหญ่อย่างสิ้นเชิง ทั้งในแง่ของการแสดงออกทางร่างกาย กลไกการเกิดโรค และระดับความรุนแรงของอาการ

ในผู้ใหญ่ ระบบภูมิคุ้มกันและระบบทางเดินหายใจมีความสมบูรณ์เต็มที่แล้ว การติดเชื้อจึงมักแสดงออกผ่านอาการไอ เจ็บคอ สูญเสียการรับรสหรือกลิ่น ปวดเมื่อยตามตัว หรือมีไข้ต่ำถึงปานกลาง แต่ในเด็กเล็กโดยเฉพาะกลุ่มทารกและเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ อีกทั้งทางเดินหายใจยังมีขนาดเล็กและแคบมาก ทำให้เมื่อได้รับเชื้อไวรัสเข้าไป เชื้อโรคจะส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจส่วนปลายได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดอาการที่รุนแรงกว่าหรือมีลักษณะเฉพาะตัวที่พ่อแม่อาจเข้าใจผิดว่าเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) หรือโรคติดเชื้อทางเดินหายใจอาร์เอสวี (RSV)

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคในเด็กเล็ก

เชื้อไวรัสซาร์สโควีทู (SARS-CoV-2) เข้าสู่ร่างกายผ่านทางเยื่อบุจมูก ปาก หรือดวงตา จากการสูดละอองฝอยจากการไอ จาม หรือสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อโรคปนเปื้อน เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายของเด็กเล็ก จะเริ่มจับกับตัวรับสัญญาณบนเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจ ซึ่งในเด็กเล็กจะมีปริมาณตัวรับสัญญาณและการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่แตกต่างจากผู้ใหญ่

กลไกการอักเสบในเด็กเล็กมักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเนื้อเยื่อทางเดินหายใจมีความบอบบาง เมื่อเกิดการติดเชื้อ จะมีการสร้างสารคัดหลั่งจำนวนมากบวกกับอาการบวมของเยื่อบุทางเดินหายใจ ทำให้หลอดลมตีบแคบลงอย่างรวดเร็ว เด็กจึงมีอาการหายใจลำบาก หายใจมีเสียงครืดคราด หรือหายใจหอบเหนื่อยได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ นอกจากนี้ เชื้อไวรัสยังสามารถกระจายเข้าสู่ระบบทางเดินอาหารได้บ่อยกว่าในผู้ใหญ่ ทำให้เด็กเล็กหลายคนมีอาการท้องเสีย อาเจียน หรือเบื่ออาหารร่วมด้วยในระยะเริ่มต้นของการติดเชื้อ

อาการสำคัญและระยะของโรคที่สังเกตได้

การดำเนินของโรคโควิดในเด็กเล็กมักแบ่งออกเป็นหลายระยะ โดยพ่อแม่ควรสังเกตอาการในแต่ละช่วงอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถประเมินสถานการณ์และให้การดูแลได้อย่างถูกต้อง

  • ระยะเริ่มต้น (วันทื่ 1 ถึง 3): เด็กมักเริ่มมีไข้ ซึ่งอาจเป็นไข้ต่ำหรือไข้สูงฉับพลัน บางรายอาจมีอาการซึมลง งอแงผิดปกติ นอนไม่หลับ เริ่มมีน้ำใสไหล จาม หรือไอแห้งๆ บางรายอาจมีอาการอาเจียนหรือถ่ายเหลวร่วมด้วยโดยยังไม่มีอาการทางเดินหายใจที่ชัดเจน
  • ระยะแสดงอาการเด่นชัด (วันที่ 4 ถึง 7): เป็นช่วงที่อาการทางระบบทางเดินหายใจจะปรากฏเด่นชัดที่สุด อาการไอจะถี่และรุนแรงขึ้น เสียงแหบ หายใจเร็ว ปีกจมูกบานขณะหายใจ หรือมีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัดเนื่องจากร่างกายเริ่มอ่อนเพลียและได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ
  • ระยะฟื้นตัว (หลังจากวันที่ 7 เป็นต้นไป): หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน ไข้จะค่อยๆ ลดลง อาการไอและน้ำมูกจะทุเลาลงตามลำดับ เด็กเริ่มกลับมามีความอยากอาหารและสดใสขึ้น แต่บางรายอาจยังหลงเหลืออาการไอแห้งๆ เล็กน้อยได้อีกสักระยะ
ข้อควรระวังทางการแพทย์: เด็กเล็กบางรายอาจไม่มีไข้สูงเลยในระยะแรก แต่แสดงอาการซึมและไม่ยอมดูดนมอย่างชัดเจน พ่อแม่จึงไม่ควรวัดความรุนแรงของโรคจากระดับไข้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องสังเกตพฤติกรรมโดยรวมร่วมด้วยเสมอ

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

ในเด็กเล็ก อาการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก พ่อแม่ต้องระมัดระวังและสังเกตสัญญาณอันตรายหรือที่เรียกว่าอาการเรดแฟล็ก (Red Flag Symptoms) อย่างใกล้ชิด หากพบอาการเหล่านี้ควรรีบพาเด็กไปโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอให้ครบกำหนดวัน

  • ไข้สูงมากติดต่อกันเกิน 3 วัน หรือไข้ไม่ยอมลดลงเลยแม้จะเช็ดตัวและทานยาลดไข้แล้วก็ตาม
  • มีอาการชักจากไข้ (Febrile Seizure) เกร็งกระตุก ตาค้าง หรือหมดสติ
  • ซึมมาก ปลุกตื่นยาก ไม่สบตา ไม่ตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมรอบตัว
  • ปฏิเสธการดื่มนมหรือน้ำอย่างต่อเนื่องจนเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำ สังเกตได้จากปัสสาวะมีสีเข้มจัด ออกน้อยมาก หรือไม่มีปัสสาวะเลยนานเกิน 6 ชั่วโมง
  • หายใจหอบเหนื่อย หายใจแรงจนซี่โครงยุบ หน้าอกบุ๋ม หรือท้องกระเพื่อมอย่างรุนแรง
  • ริมฝีปาก ปลายมือ หรือปลายเท้ามีสีเขียวคล้ำ (Cyanosis) ซึ่งบ่งบอกว่าร่างกายมีภาวะขาดออกซิเจน
  • อาเจียนพุ่งทุกครั้งหลังทานอาหารหรือดื่มน้ำ ไม่สามารถเก็บอะไรไว้ในท้องได้เลย

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อพาเด็กมาพบแพทย์ กุมารแพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียด เช่น ประวัติการสัมผัสผู้ติดเชื้อ ประวัติการฉีดวัคซีน และระยะเวลาของอาการ จากนั้นจะทำการตรวจร่างกายอย่างละเอียด ฟังเสียงปอดและหัวใจ วัดระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด (Oxygen Saturation) เพื่อประเมินการทำงานของปอด

สำหรับการยืนยันการติดเชื้อ แพทย์จะใช้ชุดตรวจแอนติเจนด้วยวิธีแยงจมูก (Rapid Antigen Test หรือ ATK) หรือในบางกรณีที่ซับซ้อนหรือต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล แพทย์อาจพิจารณา ส่งตรวจหาเชื้อด้วยวิธีอาร์ทีพีซีอาร์ (RT-PCR) ตรวจเลือดเพื่อดูระดับการอักเสบ หรือส่งตรวจเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray) เพื่อประเมินว่ามีภาวะปอดอักเสบหรือการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนหรือไม่

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์และการพยาบาลที่บ้าน

สำหรับการรักษาโรคโควิดในเด็กเล็ก ส่วนใหญ่หากไม่มีอาการรุนแรง แพทย์จะให้การรักษาแบบประคับประคองตามอาการ (Symptomatic Treatment) เนื่องจากเด็กเล็กไม่แนะนำให้ใช้ยาต้านไวรัสบางชนิดเหมือนในผู้ใหญ่ ยกเว้นแต่จะอยู่ในดุลพินิจของกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเท่านั้น

  • การให้ยาลดไข้และบรรเทาอาการ: ให้ยาลดไข้พาราเซตามอล (Paracetamol) ตามขนาดน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง คือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้ ห้ามให้ยาเกินขนาดเด็ดขาด
  • การเช็ดตัวลดไข้: ควรใช้น้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้องในการเช็ดตัวเพื่อระบายความร้อน ห้ามใช้น้ำเย็นจัดหรือแอลกอฮอล์เช็ดตัวเด็ดขาด เพราะจะทำให้เส้นเลือดหดตัวและไข้สูงขึ้นกว่าเดิม
  • การชดเชยน้ำและเกลือแร่: สำหรับเด็กที่ดื่มนมแม่ ให้ดูดนมแม่บ่อยขึ้น หากเป็นเด็กโตสามารถดื่มน้ำเกลือแร่ (ORS) หรือน้ำสะอาดจิบทีละน้อยเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
  • การจัดการกับเสมหะและน้ำมูก: ใช้เกลือแร่หยอดจมูก (Normal Saline Drops) เพื่อช่วยละลายน้ำมูกที่เหนียวข้น และใช้ลูกยางแดงหรือเครื่องดูดน้ำมูกออกเบาๆ เพื่อให้เด็กหายใจได้สะดวกขึ้นก่อนมื้อนมและก่อนนอน
คำแนะนำจากคุณหมอ: การดูแลเด็กป่วยโควิดที่บ้าน พ่อแม่ต้องหมั่นสังเกตการหายใจของลูกเป็นหลัก โดยถอดเสื้อผ้าเด็กออกเพื่อให้มองเห็นการขยับของหน้าอกและหน้าท้องได้อย่างชัดเจน หากพบว่าเด็กหายใจเร็วกว่าปกติหรือมีอาการอกบุ๋ม ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

ความปลอดภัยของเด็กเล็กเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด พ่อแม่ต้องระมัดระวังข้อห้ามทางการแพทย์ที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตของบุตรหลาน

  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) หรือยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในเด็กที่มีไข้เด็ดขาด หากยังไม่ได้รับการวินิจฉัยและตัดโรคไข้เลือดออกหรือโรคติดเชื้ออื่นๆ ออกไป เนื่องจากยาเหล่านี้อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเลือดออกผิดปกติหรือกลุ่มอาการเรย์ส์ซินโดรม (Reye syndrome) ซึ่งเป็นอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย) ให้เด็กทานเอง เนื่องจากโควิดเกิดจากเชื้อไวรัส การทานยาปฏิชีวนะจึงไม่ช่วยรักษาโรคแต่อย่างใด แถมยังส่งผลให้เกิดเชื้อดื้อยาและอาจทำให้เด็กท้องเสียหรือเกิดอาการแพ้ยาได้
  • ห้ามให้เด็กทานยาแก้ไอหรือยาลดน้ำมูกสูตรของผู้ใหญ่ หรือยาแก้ไอที่มีส่วนผสมของสารกดประสาทส่วนกลางโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ เพราะอาจทำให้เด็กเกิดอาการซึมมากและกดการหายใจจนเป็นอันตราย

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อโควิดในเด็กเล็กที่ดีที่สุดคือการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยรอบตัวเด็ก เนื่องจากเด็กเล็กยังไม่สามารถดูแลความสะอาดด้วยตนเองได้เต็มที่ ผู้ปกครองและคนในครอบครัวจึงต้องเคร่งครัดในมาตรการป้องกัน

  • การรับวัคซีน: พาเด็กเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิดและวัคซีนพื้นฐานตามกำหนดของกระทรวงสาธารณสุขหรือตามคำแนะนำของกุมารแพทย์ เพื่อช่วยลดความรุนแรงของโรคและลดโอกาสการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
  • สุขอนามัยส่วนบุคคล: ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ ก่อนสัมผัสตัวเด็ก หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัด อากาศถ่ายเทไม่สะดวก หรือบริเวณที่มีผู้คนพลุกพล่าน
  • การสวมหน้ากากอนามัย: ผู้ใหญ่หรือคนใกล้ชิดที่ต้องดูแลเด็กควรสวมหน้ากากอนามัยอย่างเคร่งครัด หากตนเองมีอาการป่วยทางเดินหายใจ ควรงดการคลุกคลีกับเด็กเล็กอย่างใกล้ชิด
  • โภชนาการที่ดี: ส่งเสริมให้เด็กได้รับอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ สำหรับทารกควรสนับสนุนการเลี้ยงด้วยนมแม่ล้วนอย่างน้อย 6 เดือน เพื่อรับภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติที่ช่วยปกป้องระบบทางเดินหายใจ

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

เช็คลิสต์สิ่งที่พ่อแม่ต้องปฏิบัติทันทีเมื่อสงสัยว่าลูกติดโควิด:
1. แยกเด็กออกจากสมาชิกคนอื่นในบ้านเพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อ
2. วัดไข้และบันทึกอาการอย่างสม่ำเสมอทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง
3. สังเกตลักษณะการหายใจและพฤติกรรมการดูดนมหรือทานอาหารอย่างใกล้ชิด
4. เตรียมยาลดไข้พาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวและเกลือแร่สำหรับจิบแก้ขาดน้ำ
5. จดเบอร์โทรศัพท์โรงพยาบาลและสายด่วนทางการแพทย์ไว้ให้พร้อมเสมอ
6. หากพบสัญญาณอันตราย (Red Flags) เช่น หายใจหอบเหนื่อย ซึมมาก หรือชัก ควรรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down