ตั้งครรภ์ติดโควิดอันตรายไหม ความกังวลใจสูงสุดของว่าที่คุณแม่
การตั้งครรภ์ถือเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายของผู้หญิงต้องมีการปรับเปลี่ยนระบบภูมิคุ้มกัน ระบบไหลเวียนโลหิต และระบบทางเดินหายใจ เพื่อรองรับการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด (COVID-19) จึงทำให้คุณแม่ตั้งครรภ์กลายเป็นกลุ่มเปราะบางที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการรุนแรงได้มากกว่าคนทั่วไป คำถามที่ว่าตั้งครรภ์ติดโควิดอันตรายไหม แนวทางในการดูแลรักษาควรทำอย่างไร จึงเป็นเรื่องที่กุมารแพทย์และสูตินรีแพทย์ให้ความสำคัญเป็นลำดับต้น เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของทั้งคุณแม่และทารกในครรภ์
สาเหตุและกลไกการเกิดโรคโควิดในหญิงตั้งครรภ์
โรคโควิด (COVID-19) เกิดจากการติดเชื้อไวรัสซาร์สคอฟทู (SARS-CoV-2) ซึ่งแพร่กระจายผ่านทางละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสสารคัดหลั่ง ในหญิงตั้งครรภ์ กลไกทางภูมิคุ้มกันจะมีการกดทับตามธรรมชาติ เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายปฏิเสธตัวอ่อนที่มีพันธุกรรมกึ่งหนึ่งมาจากพ่อ ส่งผลให้ความสามารถในการต่อสู้กับเชื้อไวรัสลดลง นอกจากนี้ ขนาดของมดลูกที่ขยายใหญ่ขึ้นไปเบียดกระบังลม ยังทำให้ปอดขยายตัวได้ไม่เต็มที่ เมื่อเกิดการติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจ จึงมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนทางปอดและระบบทางเดินหายใจล้มเหลวได้ง่ายกว่าคนปกติทั่วไป
อาการสำคัญและการดำเนินของโรคในคุณแม่ตั้งครรภ์
อาการของการติดเชื้อโควิดในหญิงตั้งครรภ์มีความคล้ายคลึงกับคนทั่วไป แต่อาจมีความรุนแรงและลุกลามได้รวดเร็วกว่า โดยสามารถแบ่งการดำเนินของโรคได้ดังนี้
- อาการเริ่มต้น: มีไข้ ไอแห้ง เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามตัว อ่อนเพลีย คัดจมูก น้ำูกไหล และสูญเสียการรับรสหรือกลิ่น
- อาการเด่นชัด: อาการไอเริ่มรุนแรงขึ้น หายใจเร็ว เหนื่อยง่ายกว่าปกติ แน่นหน้าอก ปวดศีรษะรุนแรง และบางรายอาจมีอาการทางระบบทางเดินอาหารร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสีย
- ระยะฟื้นตัว: หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน อาการจะค่อยๆ ดีขึ้นภายในเจ็ดถึงสิบวัน แต่ในคุณแม่ตั้งครรภ์บางราย อาการเหนื่อยล้าอาจคงอยู่ได้นานกว่าปกติ
สัญญาณเตือนอันตราย Red Flags ที่ต้องพบแพทย์ทันที
คุณแม่ตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อโควิดต้องเฝ้าระวังอาการทางร่างกายอย่างใกล้ชิด หากพบสัญญาณเตือนอันตรายเหล่านี้ จำเป็นต้องเดินทางไปโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอให้ครบกำหนดกักตัว
- หายใจลำบาก หายใจหอบเหนื่อย หรือหายใจเร็วผิดปกติ
- แน่นหน้าอก หรือเจ็บหน้าอกตลอดเวลา
- ระดับความรู้สึกตัวลดลง ซึม สับสน หรือปลุกตื่นยาก
- ริมฝีปาก เล็บมือ หรือผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ (ภาวะขาดออกซิเจน)
- มีไข้สูงเกินสามสิบเก้าองศาเซลเซียส และไม่ตอบสนองต่อยาลดไข้
- ลูกในครรภ์ดิ้นน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด หรือรู้สึกว่าทารกเคลื่อนไหวน้อยผิดปกติ
- มีเลือดออกทางช่องคลอด หรือมีน้ำเดินก่อนกำหนด
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
เมื่อมีอาการสงสัยว่าติดเชื้อโควิด แพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยด้วยวิธีมาตรฐาน ดังนี้
- การซักประวัติการสัมผัสใกล้ชิดผู้ติดเชื้อ และประเมินอายุครรภ์ร่วมด้วย
- การตรวจหาเชื้อด้วยชุดตรวจแอนติเจนด้วยตนเอง (Rapid Antigen Test) หรือการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการแบบอาร์ทีพีซีอาร์ (RT-PCR) เพื่อความแม่นยำสูงสุด
- การตรวจเลือดเพื่อประเมินความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด การทำงานของตับ ไต และระดับการอักเสบในร่างกาย
- การตรวจติดตามสุขภาพของทารกในครรภ์ด้วยเครื่องอัลตราซาวนด์ และการฟังเสียงหัวใจทารก (Non-Stress Test) เพื่อยืนยันว่าทารกยังปลอดภัยดี
วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์
การรักษาโรคโควิดในหญิงตั้งครรภ์จะเน้นความปลอดภัยของทารกเป็นสำคัญ โดยแบ่งตามระดับความรุนแรงของโรค
- การรักษาแบบประคับประคองที่บ้าน: สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการน้อยหรือไม่แสดงอาการ แพทย์จะให้รักษาตัวที่บ้านพร้อมจ่ายยาตามอาการ เช่น ยาพาราเซตามอลสำหรับลดไข้และแก้ปวด ยาแก้ไอละลายเสมหะที่ปลอดภัยต่อทารกในครรภ์ พร้อมทั้งแนะนำให้ดื่มน้ำสะอาดมากๆ และพักผ่อนให้เพียงพอ
- การรักษาในโรงพยาบาล: สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการปานกลางถึงรุนแรง หรือมีโรคประจำตัวร่วมด้วย แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัสที่ผ่านการประเมินความปลอดภัยสำหรับหญิงตั้งครรภ์ การให้ออกซิเจนเสริม หรือการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤตตามความเหมาะสม
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด
เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับทารกในครรภ์ คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องปฏิบัติตามข้อควรระวังอย่างเคร่งครัด
- ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) หรือไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) เพื่อลดไข้เด็ดขาด เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อระบบไหลเวียนโลหิตของทารกและทำให้เกิดภาวะเลือดออกผิดปกติ
- ขนาดยาพาราเซตามอลที่ปลอดภัยต้องคำนวณตามน้ำหนักตัว โดยทั่วไปรับประทานครั้งละหนึ่งเม็ด (ห้าร้อยมิลลิกรัม) ทุกสี่ถึงหกชั่วโมงเมื่อมีอาการปวดหรือมีไข้ และไม่ควรทานเกินขนาดที่แพทย์กำหนด
- ห้ามอดอาหารหรือดื่มน้ำน้อย เพราะอาจทำให้ร่างกายขาดน้ำและส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำคร่ำ
- ห้ามละเลยการนับลูกดิ้น หากพบว่าลูกดิ้นน้อยลงต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที
วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว
การป้องกันการติดเชื้อโควิดถือเป็นแนวทางที่ดีที่สุดสำหรับหญิงตั้งครรภ์
- การฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิดตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและลดความรุนแรงหากเกิดการติดเชื้อ
- สวมหน้ากากอนามัยอย่างถูกวิธีเมื่อต้องอยู่ในสถานที่แออัดหรือมีความเสี่ยงสูง
- ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำสะอาด หรือเจลแอลกอฮอล์
- หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการป่วยทางระบบทางเดินหายใจ
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วนตามหลักโภชนาการ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ