ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ไข้หวัดใหญ่และโควิด โรคระบบทางเดินหายใจที่ใกล้ตัวกว่าที่คิด

ในยุคปัจจุบันที่โรคติดเชื้อทางระบบทางเดินหายใจแพร่ระบาดได้ง่ายและรวดเร็ว การแยกแยะระหว่างโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) และโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) กลายเป็นทักษะสำคัญที่พ่อแม่ ผู้ปกครอง และทุกคนในครอบครัวต้องทำความเข้าใจ แม้ว่าโรคทั้งสองจะมีจุดเริ่มต้นจากการเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่ติดต่อผ่านทางละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสสาร secretions ร่วมกัน แต่มิติของความรุนแรง กลไกการเกิดโรค และแนวทางการรักษาเฉพาะเจาะจงนั้นมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางการแพทย์

สถิติทางการแพทย์ระบุว่า กลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กเล็ก ทารก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรัง (เช่น โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน หรือภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง) มีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงหากติดเชื้อไวรัสทั้งสองชนิดนี้ การรู้เท่าทันอาการและการวินิจฉัยโรคที่รวดเร็ว แม่นยำ จะช่วยลดอัตราการนอนโรงพยาบาลและลดความเสี่ยงต่อชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สาเหตุ กลไกการเกิดโรค และเส้นทางการแพร่ระบาด

โรคไข้หวัดใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza Virus) ซึ่งแบ่งออกเป็นสายพันธุ์หลักๆ ได้แก่ สายพันธุ์เอ (Influenza A) และสายพันธุ์บี (Influenza B) โดยสายพันธุ์เอมักทำให้เกิดการระบาดใหญ่และความรุนแรงมากกว่า ในขณะที่โรคโควิดเกิดจากการติดเชื้อไวรัสซาร์ส-โคฟ-ทู (SARS-CoV-2) ซึ่งมีการกลายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้โครงสร้างโปรตีนที่ผิวเซลล์เปลี่ยนแปลงไปและหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น

กลไกการก่อโรคเริ่มต้นเมื่อไวรัสเข้าสู่ร่างกายผ่านทางเยื่อบุจมูก เยื่อบุตา หรือช่องปาก ไวรัสจะเคลื่อนตัวเข้าสู่เซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจส่วนบนและส่วนล่าง จากนั้นจะเกิดกระบวนการจำลองตัวเองภายในเซลล์ ส่งผลให้เซลล์เนื้อเยื่อเสียหาย กระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายตอบสนองอย่างรุนแรง (Immune Response) ซึ่งกระบวนการอักเสบนี้เองที่เป็นสาเหตุหลักของการเกิดไข้สูง อาการปวดเมื่อยตามตัว และอาการอ่อนเพลียอย่างรุนแรง การแพร่กระจายของเชื้อเกิดขึ้นได้ง่ายมากในพื้นที่แออัด ผ่านการสูดดมละอองฝอยขนาดเล็ก หรือการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนแล้วนำมือมาสัมผัสใบหน้า

เจาะลึกอาการและระยะการดำเนินของโรค

การสังเกตอาการทางคลินิกเป็นด่านแรกในการคัดกรองโรค แม้ว่าอาการบางส่วนจะมีความคล้ายคลึงกันมากจนไม่สามารถแยกได้ด้วยตาเปล่า แต่ผู้เชี่ยวชาญสามารถสังเกตความแตกต่างปลีกย่อยได้จากระยะเวลาการแสดงอาการและลักษณะเด่นของโรค

อาการของโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza)

ไข้หวัดใหญ่มักมีลักษณะการเริ่มต้นที่เฉียบพลันและรุนแรงทันทีทันใด ผู้ป่วยจะมีไข้สูง 38 ถึง 40 องศาเซลเซียส ร่วมกับอาการหนวสั่น ปวดศีรษะรุนแรง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและข้อต่อทั่วร่างกายอย่างเด่นชัด อ่อนเพลียมากจนลุกไม่ไหว อาการไอแห้งๆ เจ็บคอ น้ำมูกไหล และบางครั้งอาจมีอาการทางระบบทางเดินอาหารร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสีย (โดยเฉพาะในเด็กเล็ก) ระยะเวลาของอาการเฉียบพลันมักกิน 5 ถึง 7 วัน แต่อาการอ่อนเพลียอาจหลงเหลืออยู่ได้นานนับสัปดาห์

อาการของโรคโควิด (COVID-19)

โควิดมักมีระยะฟักตัวนานกว่าไข้หวัดเล็กน้อย อาการเริ่มต้นอาจค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากเจ็บคอ ระคายคอ คัดจมูก มีไข้ต่ำๆ ก่อนจะค่อยๆ สูงขึ้นในระยะต่อมา อาการเด่นที่เป็นเครื่องหมายการค้าของโควิดคือ ภาวะสูญเสียการรับ The Sense of Smell (การได้กลิ่น) และการรับรส (Taste) ซึ่งพบได้บ่อยกว่าไข้หวัดใหญ่ นอกจากนี้ ผู้ป่วยมักมีอาการเหนื่อยหอบเร็วกว่า ไอแห้งเรื้อรัง และมีอาการทางระบบทางเดินหายใจส่วนล่างอักเสบได้ง่าย

คำแนะนำจากคุณหมอ: เนื่องจากสายพันธุ์ปัจจุบันของโควิดและไข้หวัดใหญ่มักแสดงอาการทับซ้อนกันมาก การใช้ชุดตรวจคัดกรองด้วยตนเอง (ATK) ที่สามารถตรวจหาได้ทั้งเชื้อไข้หวัดใหญ่และโควิดในชุดเดียว (Combo Test) จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้แยกโรคได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำที่สุดภายใน 15 นาที

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)

ในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง หรือแม้แต่คนทั่วไป หากพบสัญญาณเตือนอันตรายเหล่านี้ ห้ามรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาด ต้องนำตัวส่งโรงพยาบาลหรือพบแพทย์ฉุกเฉินทันที

  • ไข้สูงเกิน 39 องศาเซลเซียสต่อเนื่อง หรือไข้ไม่ลดลงเลยแม้จะเช็ดตัวและทานยาลดไข้แล้ว นานเกิน 3 วัน
  • มีอาการชักจากไข้ (Febrile Seizure) โดยเฉพาะในเด็กอายุ 6 เดือนถึง 5 ปี
  • ซึมลง ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมสบตา งอแงผิดปกติ หรือในเด็กเล็กคือไม่ยอมดื่มนมและน้ำเลย
  • หายใจหอบเหนื่อย หายใจลำบาก หายใจจนอกบุ๋ม ท้องกระเพื่อม หรือริมฝีปาก ปลายมือปลายเท้ามีสีเขียวคล้ำ (Cyanosis)
  • มีภาวะขาดน้ำรุนแรง ได้แก่ ปากแห้งสนิท ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะไม่ออกหรือปัสสาวะมีสีเข้มจัดนานเกิน 6 ถึง 8 ชั่วโมง
  • เจ็บแน่นหน้าอก หรือรู้สึกจุกแน่นบริเวณลิ้นปี่ หายใจเข้าลึกๆ แล้วเจ็บ

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ แพทย์จะดำเนินการวินิจฉัยอย่างเป็นระบบเริ่มจากการซักประวัติอย่างละเอียด เช่น ประวัติการรับวัคซีน ประวัติการสัมผัสผู้ติดเชื้อ และไทม์ไลน์ของอาการ ต่อด้วยการตรวจร่างกายอย่างละเอียด เช่น การฟังเสียงปอดเพื่อหาเสียงผิดปกติ (Rales หรือ Wheezes) และการตรวจวัดระดับออกซิเจนในเลือด (Oxygen Saturation) ด้วยเครื่อง Pulse Oximeter

สำหรับการยืนยันเชื้อโรค แพทย์จะทำการเก็บสิ่งส่งตรวจ (Swab) จากโพรงจมูกและลำคอเพื่อทำชุดตรวจมาตรฐาน เช่น Real-time RT-PCR หรือ Rapid Antigen Test นอกจากนี้ ในกรณีที่มีอาการรุนแรงหรือสงสัยภาวะปอดอักเสบ แพทย์อาจพิจารณาตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม เช่น การเจาะเลือดตรวจหาค่าการอักเสบ (CBC, ESR, CRP) และการเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray) เพื่อประเมินความเสียหายของเนื้อปอด

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาโรคไข้หวัดใหญ่และโควิดแบ่งออกเป็นการรักษาตามอาการและการรักษาจำเพาะด้วยยาต้านไวรัส ซึ่งขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์

การรักษาจำเพาะด้วยยาต้านไวรัส

สำหรับไข้หวัดใหญ่ มีนาต้านไวรัสกลุ่ม Neuraminidase Inhibitors เช่น โอเซลทามิเวียร์ (Oseltamivir) ซึ่งหากเริ่มให้ยาภายใน 48 ชั่วโมงแรกที่มีอาการ จะช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนในผู้ป่วยโควิดที่มีปัจจัยเสี่ยง แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัสตามดุลยพินิจและแนวทางเวชปฏิบัติของกระทรวงสาธารณสุข

การดูแลและพยาบาลที่บ้านสำหรับผู้ป่วยอาการน้อย

กรณีที่แพทย์ประเมินให้อาการไม่รุนแรงและสามารถรักษาตัวที่บ้านได้ (Home Isolation) ให้ปฏิบัติตามแนวทางดังนี้

  • การพักผ่อนและให้น้ำ: นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 8 ชั่วโมง ดื่มน้ำสะอาดอุณหภูมิห้องให้มากๆ หรือจิบเกลือแร่ (ORS) เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
  • การเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้อง: ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่น (ห้ามใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็ง) บิดหมาด เช็ดบริเวณหน้า ซอกคอ รักแร้ ขาหนีบ และลำตัว เพื่อช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกาย
  • โภชนาการ: รับประทานอาหารอ่อนย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ซุปอุ่นๆ ที่มีสารอาหารครบถ้วน หลีกเลี่ยงอาหารรสจัดหรือไขมันสูง
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อ (Antibiotics) รับประทานเองโดยเด็ดขาด เนื่องจากโรคทั้งสองเกิดจากเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะจึงไม่มีผลรักษาใดๆ ทั้งสิ้น และยังส่งผลให้เกิดเชื้อดื้อยาในอนาคต

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดในการใช้ยา

การบริหารยาในเด็กและผู้ใหญ่มีความแตกต่างกันอย่างมาก และมีข้อห้ามที่เคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้ป่วย

การใช้ยาลดไข้พาราเซตามอลอย่างปลอดภัย

การคำนวณขนาดยาพาราเซตามอลในเด็กต้องอิงตามน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด โดยขนาดยาที่ถูกต้องคือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัม่อนน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อครั้ง สามารถรับประทานซ้ำได้ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้ ห้ามให้ยาเกินขนาดเด็ดขาดเพราะอาจทำให้ตับวายเฉียบพลันได้

ข้อห้ามเด็ดขาดเรื่องยาแอสไพรินและไอบูโพรเฟน

ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) ในเด็กและวัยรุ่นที่มีไข้จากโรคติดเชื้อไวรัสเด็ดขาด เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดกลุ่มอาการเรย์ (Reye's Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะสมองบวมและตับวายที่อันตรายถึงชีวิต นอกจากนี้ ควรระมัดระวังการใช้ยาแก้ปวดลดไข้ในกลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในช่วงที่ยังไม่สามารถตัดโรคไข้เลือดออกออกได้ เนื่องจากอาจไปเพิ่มความเสี่ยงต่อการ Bleeding (เลือดออกง่ายและหยุดยาก) ได้

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อและการแพร่กระจายของโรคเป็นมาตรการที่ดีที่สุดในการดูแลสุขภาพของทุกคนในครอบครัว

  • การฉีดวัคซีนป้องกัน: ควรรับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลเป็นประจำทุกปี (ปีละ 1 ครั้ง) และรับวัคซีนป้องกันโควิดเข็มกระตุ้นตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อลดความรุนแรงของโรคและการนอนโรงพยาบาล
  • สุขอนามัยส่วนบุคคล: ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำสะอาดนานอย่างน้อย 20 วินาที หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ความเข้มข้นไม่ต่ำกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสใบหน้า ตา จมูก และปาก
  • การสวมหน้ากากอนามัยและการเว้นระยะห่าง: สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในพื้นที่แออัด หรือเมื่อมีอาการป่วยทางระบบทางเดินหายใจเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น
  • การจัดการสภาพแวดล้อม: เปิดหน้าต่างระบายอากาศภายในบ้านและที่ทำงานหลีกเลี่ยงการอยู่ในห้องปรับอากาศที่ปิดทึบเป็นเวลานาน

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

Checklist ปฏิบัติการด่วนเมื่อคนในบ้านมีไข้:
1. แยกผู้ป่วยออกจากสมาชิกคนอื่นในบ้านทันทีเพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อ
2. ใช้ชุดตรวจ Combo Test เพื่อคัดกรองเบื้องต้นว่าเป็นไข้หวัดใหญ่หรือโควิด
3. วัดอุณหภูมิร่างกายและชั่งน้ำหนักเพื่อคำนวณขนาดยาพาราเซตามอลให้ถูกต้อง
4. เช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุ่นและให้ผู้ป่วยจิบน้ำเกลือแร่บ่อยๆ
5. สังเกตอาการอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง หากพบ Red Flag Symptoms เช่น หอบเหนื่อย ซึม หรือไข้สูงเกิน 3 วัน ให้รีบพาไปพบแพทย์ทันที
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down