ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ตับอักเสบคืออะไร และทำไมคุณถึงไม่ควรละเลย

ตับอักเสบ (Hepatitis) คือภาวะที่มีการอักเสบของเซลล์ตับ ซึ่งอาจเกิดจากหลายสาเหตุทั้งการติดเชื้อไวรัส สารพิษ หรือโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง ตับเป็นอวัยวะที่สำคัญอย่างยิ่งต่อระบบการทำงานของร่างกาย ทั้งการกำจัดสารพิษ การสร้างโปรตีนที่จำเป็นต่อการแข็งตัวของเลือด และการช่วยระบบย่อยอาหาร เมื่อตับเกิดการอักเสบ ความสามารถในการทำงานของตับจะลดลง ส่งผลกระทบต่อระบบอวัยวะอื่นๆ ทั่วร่างกาย ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ อาการนี้ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการวินิจฉัยและดูแลอย่างใกล้ชิด

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคตับอักเสบ

สาเหตุหลักของตับอักเสบแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม ดังนี้:

  • การติดเชื้อไวรัส: เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่ ไวรัสตับอักเสบ เอ, บี, ซี, ดี และ อี ซึ่งมีเส้นทางการติดต่อแตกต่างกัน เช่น การรับประทานอาหารที่ไม่สะอาด (A และ E) หรือผ่านทางเลือดและการมีเพศสัมพันธ์ (B, C และ D)
  • สารพิษและยา: การรับประทานยาเกินขนาด หรือการใช้สมุนไพรที่ไม่ผ่านการรับรอง รวมถึงแอลกอฮอล์ในปริมาณสูงติดต่อกันเป็นเวลานาน สามารถทำลายเซลล์ตับได้โดยตรง
  • ไขมันพอกตับ: ในปัจจุบันพบมากขึ้นในเด็กและผู้ใหญ่ที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน
  • โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง (Autoimmune Hepatitis): ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันมาทำลายเซลล์ตับตนเองโดยไม่ทราบสาเหตุชัดเจน
คำแนะนำจากคุณหมอ: การป้องกันไวรัสตับอักเสบที่ได้ผลดีที่สุดในปัจจุบันคือการฉีดวัคซีนป้องกัน โดยเฉพาะไวรัสตับอักเสบ เอ และ บี ซึ่งสามารถป้องกันการติดเชื้อเรื้อรังและมะเร็งตับได้ในระยะยาว

อาการสำคัญที่ร่างกายพยายามส่งสัญญาณเตือน

ในระยะเริ่มต้น อาการอาจไม่ชัดเจนคล้ายกับไข้หวัดใหญ่ แต่เมื่อตับเริ่มทำงานผิดปกติ อาการดังต่อไปนี้จะเริ่มปรากฏชัดขึ้น:

  • ภาวะตัวเหลืองตาเหลือง (Jaundice): เป็นอาการเด่นชัดที่เกิดจากสารบิลิรูบิน (Bilirubin) คั่งในกระแสเลือด เนื่องจากตับไม่สามารถกำจัดสารนี้ได้
  • ปัสสาวะมีสีเข้ม: มีสีเหมือนน้ำชาหรือสีโค้ก
  • อุจจาระซีด: เนื่องจากไม่มีน้ำดีไปผสมในระบบทางเดินอาหาร
  • อ่อนเพลียเรื้อรังและเบื่ออาหาร: รู้สึกไม่สบายท้อง คลื่นไส้ หรืออาเจียนร่วมด้วย
  • อาการปวดบริเวณชายโครงขวา: ซึ่งเป็นที่ตั้งของตับ

สัญญาณอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)

หากพบอาการเหล่านี้ ห้ามรอช้าและต้องรีบไปพบแพทย์โดยด่วนเพื่อตรวจเลือดและประเมินระดับการทำงานของตับ:

  • มีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด หรือสับสน (สัญญาณของตับวาย)
  • อาเจียนรุนแรงจนไม่สามารถรับประทานน้ำหรืออาหารได้
  • ท้องโตขึ้นอย่างรวดเร็วหรือมีอาการบวมตามตัว
  • มีจุดเลือดออกตามผิวหนังหรือเลือดออกผิดปกติ

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อเข้าพบแพทย์ แพทย์จะทำการวินิจฉัยผ่านขั้นตอนต่อไปนี้:

  1. การซักประวัติอย่างละเอียด: ประวัติการฉีดวัคซีน, ประวัติการใช้ยา, สมุนไพร, และพฤติกรรมเสี่ยง
  2. การตรวจเลือด (Liver Function Test): ตรวจวัดระดับเอนไซม์ตับ (AST, ALT) และระดับบิลิรูบิน เพื่อดูความรุนแรงของการอักเสบ
  3. การตรวจหาเชื้อไวรัส: ตรวจเลือดเพื่อหาชนิดของไวรัสตับอักเสบ
  4. การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasound): เพื่อดูขนาดและลักษณะของตับว่ามีการอักเสบ บวม หรือมีพังผืดหรือไม่
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามซื้อยารับประทานเองโดยเด็ดขาด โดยเฉพาะยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs (เช่น ไอบูโพรเฟน) หรือสมุนไพรบางชนิด เพราะอาจยิ่งทำให้ตับทำงานหนักและเกิดภาวะตับวายเฉียบพลันได้

วิธีดูแลรักษาและแนวทางการฟื้นฟูตับให้แข็งแรง

การรักษาตับอักเสบขึ้นอยู่กับสาเหตุเป็นหลัก:

  • พักผ่อนให้เพียงพอ: เพื่อให้ตับมีเวลาซ่อมแซมตัวเอง
  • งดแอลกอฮอล์และสารพิษ: รวมถึงงดอาหารแปรรูปหรืออาหารที่มีไขมันสูง
  • การให้ยาต้านไวรัส: หากเกิดจากการติดเชื้อไวรัสในกลุ่มที่จำเป็นต้องรักษาด้วยยาเฉพาะทาง
  • การดูแลด้านโภชนาการ: รับประทานอาหารที่ย่อยง่าย สะอาด และได้รับสารอาหารครบถ้วนเพื่อเสริมสร้างเซลล์ตับ

การป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดตับอักเสบ

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมคือหัวใจสำคัญของการป้องกัน:

  • ฉีดวัคซีน: ตรวจเช็คตารางวัคซีนว่าได้รับวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ เอ และ บี ครบถ้วนหรือไม่
  • สุขอนามัยที่ดี: ล้างมือก่อนทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำเสมอ
  • หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง: ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น มีดโกน แปรงสีฟัน หรือเข็มฉีดยา
  • ควบคุมน้ำหนัก: ป้องกันภาวะไขมันพอกตับด้วยการออกกำลังกายสม่ำเสมอ

สรุปสิ่งที่ผู้ปกครองและคนไข้ต้องปฏิบัติ

หากสังเกตพบว่าตนเองหรือลูกหลานมีอาการตาเหลือง ตัวเหลือง หรือปัสสาวะมีสีเข้มผิดปกติ ให้จดบันทึกอาการและจำนวนครั้งของการขับถ่ายไว้ และรีบพาไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล การตรวจพบและรักษาได้เร็วจะช่วยป้องกันการเกิดตับแข็งหรือภาวะตับวายในอนาคตได้ดีที่สุด

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down