ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ตับอักเสบคืออะไร และเหตุใดเราจึงไม่ควรละเลย

โรคตับอักเสบ (Hepatitis) คือภาวะที่มีการอักเสบของเนื้อเยื่อตับ ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งจากการติดเชื้อไวรัส สารเคมี แอลกอฮอล์ หรือแม้แต่ภาวะภูมิต้านทานของร่างกายทำลายตับตัวเอง ตับเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการขจัดสารพิษ ผลิตน้ำดี และช่วยในการเผาผลาญอาหาร เมื่อตับเกิดการอักเสบ ประสิทธิภาพในการทำงานของร่างกายจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งในเด็กเล็กที่มีภูมิคุ้มกันยังไม่สมบูรณ์ และผู้ใหญ่ที่อาจมีปัจจัยเสี่ยงสะสมมานาน

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคตับอักเสบ

สาเหตุหลักที่พบบ่อยที่สุดคือการติดเชื้อไวรัส โดยเฉพาะไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A) ซึ่งมักพบได้บ่อยในเด็กผ่านการรับประทานอาหารหรือน้ำที่ไม่สะอาด ไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B) และซี (Hepatitis C) ซึ่งติดต่อผ่านทางเลือดหรือสารคัดหลั่ง รวมถึงไวรัสชนิดอื่นๆ เช่น ไวรัสไข้เลือดออก (Dengue virus) หรือไซโตเมกะโลไวรัส (CMV) ในเด็กเล็ก นอกจากนี้ยังมีสาเหตุที่ไม่ใช่การติดเชื้อ เช่น การใช้ยาเกินขนาด (โดยเฉพาะพาราเซตามอล) การสะสมของไขมันในตับ หรือโรคตับจากแอลกอฮอล์ ซึ่งกลไกการเกิดโรคคือเมื่อเซลล์ตับถูกทำลายจะปล่อยเอนไซม์ออกมาในกระแสเลือด และหากรุนแรงจะทำให้ตับไม่สามารถกำจัดสารบิลิรูบิน (Bilirubin) ได้ จนเกิดอาการตัวเหลืองตาเหลืองตามมา

คำแนะนำจากคุณหมอ: ตับอักเสบไม่ได้หมายความว่าต้องติดเชื้อไวรัสเสมอไป การทานยาสมุนไพร ยาชุด หรือการใช้ยาเกินขนาดโดยไม่ปรึกษาแพทย์ เป็นสาเหตุต้นๆ ที่ทำให้ตับอักเสบเฉียบพลันในประเทศไทย

สัญญาณเตือนและอาการที่ต้องเฝ้าระวัง

อาการของตับอักเสบมักเริ่มจากความผิดปกติในระบบทางเดินอาหารก่อน ซึ่งหลายครั้งผู้ป่วยอาจเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงอาการอาหารเป็นพิษ โดยอาการที่พบบ่อยมีดังนี้:

  • อาการนำ: อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน มีไข้ต่ำๆ ปวดเมื่อยตามตัว
  • อาการเฉพาะ: ปัสสาวะมีสีเข้มเหมือนสีน้ำชา อุจจาระมีสีซีดลง
  • อาการระยะลุกลาม: ตัวเหลือง ตาเหลือง (Jaundice) ซึ่งเกิดจากสารบิลิรูบินสะสมในร่างกาย ผิวหนังมีอาการคันตามตัว และปวดแน่นบริเวณชายโครงขวา

สัญญาณอันตราย (Red Flags) ที่ต้องพบแพทย์ทันที

หากพบอาการเหล่านี้ร่วมกับภาวะตัวเหลืองตาเหลือง ถือเป็นสถานการณ์วิกฤตที่ต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาลโดยเร่งด่วน:

  • ซึมลงอย่างเห็นได้ชัด หรือมีพฤติกรรมผิดปกติ เช่น พูดจาสับสน กระสับกระส่าย (สัญญาณตับวาย)
  • อาเจียนรุนแรง ไม่สามารถรับประทานอาหารหรือน้ำได้เลยจนเกิดภาวะขาดน้ำ
  • หน้าท้องบวมตึง หรือมีอาการบวมที่ขา
  • ไข้สูงลอยไม่ยอมลด
  • มีเลือดออกผิดปกติ เช่น เลือดกำเดาไหล หรือจุดเลือดออกตามผิวหนัง

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

แพทย์จะเริ่มต้นจากการซักประวัติอย่างละเอียด ทั้งพฤติกรรมการทานอาหาร ประวัติการใช้ยา และประวัติครอบครัว จากนั้นจะทำการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันความรุนแรง:

  • การตรวจเลือด (Liver Function Test): เพื่อดูระดับค่าเอนไซม์ตับ (AST, ALT) และค่าบิลิรูบิน
  • การตรวจหาเชื้อไวรัส (Viral Serology): เพื่อแยกแยะชนิดของไวรัสตับอักเสบ
  • การตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้อง (Ultrasound Upper Abdomen): เพื่อดูความผิดปกติของขนาดตับ ท่อน้ำดี และลักษณะเนื้อตับ
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามซื้อยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เช่น ไอบูโพรเฟน หรือยาปฏิชีวนะทานเองเมื่อมีอาการตัวเหลือง เพราะยาบางชนิดอาจทำให้ตับที่อักเสบอยู่แล้วทำงานหนักขึ้นจนเกิดภาวะตับวายเฉียบพลันได้

วิธีรักษาและการดูแลที่บ้าน

หัวใจสำคัญของการรักษาตับอักเสบคือการประคับประคองและลดภาระการทำงานของตับ:

  • การพักผ่อน: งดกิจกรรมหนักเพื่อให้ตับได้ฟื้นฟู
  • โภชนาการ: รับประทานอาหารที่ย่อยง่าย รสไม่จัด ไม่ควรทานอาหารที่มีไขมันสูง
  • การใช้ยา: แพทย์จะพิจารณาให้ยาตามสาเหตุ หากเป็นการติดเชื้อไวรัสอาจใช้ยาต้านไวรัส แต่หากเป็นภาวะอักเสบเฉียบพลัน เน้นการให้น้ำเกลือและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
  • การงดเด็ดขาด: งดแอลกอฮอล์โดยสิ้นเชิง และหลีกเลี่ยงยาสมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ไม่มีการรับรองทางการแพทย์

การป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

ตับอักเสบหลายชนิดสามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีนและการปรับพฤติกรรม:

  • ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอและบี: เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
  • สุขอนามัย: กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือบ่อยๆ เพื่อป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ
  • ความปลอดภัยส่วนบุคคล: ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น มีดโกน แปรงสีฟัน หรือเข็มฉีดยา
  • การคัดกรอง: ตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อหาค่าตับในเลือด โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงหรือมีโรคประจำตัว

สรุปสิ่งที่พ่อแม่และผู้ดูแลต้องทำทันที

หากสังเกตพบว่าบุตรหลานหรือคนใกล้ชิดมีตาเหลือง ตัวเหลือง หรือปัสสาวะสีเข้ม ให้รีบพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดทันที อย่ารอให้อาการซึมหรืออาเจียนรุนแรง การวินิจฉัยโรคได้เร็วจะช่วยป้องกันความเสียหายของตับแบบถาวร และช่วยให้ตับกลับมาฟื้นตัวได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down