ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำความรู้จักภาวะตับอักเสบในเด็ก ภัยเงียบที่อาจซ่อนอยู่ในอาการทั่วไป

ภาวะตับอักเสบในเด็ก (Pediatric Hepatitis) เป็นภาวะที่มีการอักเสบและการทำลายของเซลล์ตับ (Hepatocytes) ส่งผลให้การทำงานของตับในการขับสารพิษ การสังเคราะห์โปรตีน การสร้างน้ำดี และการควบคุมระบบภูมิคุ้มกันเกิดความบกพร่อง โรคนี้สามารถพบได้ในเด็กทุกช่วงวัย ตั้งแต่ทารกแรกเกิด วัยเตาะแตะ ไปจนถึงเด็กโตและวัยรุ่น ในหลายกรณี อาการเริ่มต้นของโรคตับอักเสบมักมีความคล้ายคลึงกับโรคติดเชื้อทั่วไป เช่น ไข้หวัด หรือกระเพาะและลำไส้อักเสบ ทำให้พ่อแม่และผู้ดูแลอาจเข้าใจผิดและมองข้ามสัญญาณเตือนสำคัญไป

ความรุนแรงของโรคตับอักเสบในเด็กมีความแตกต่างกันอย่างมาก ตั้งแต่การอักเสบระดับเล็กน้อยที่ร่างกายสามารถฟื้นฟูได้เอง การอักเสบเรื้อรังที่นำไปสู่ภาวะตับแข็ง (Cirrhosis) ไปจนถึงภาวะตับวายเฉียบพลัน (Acute Liver Failure) ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงหากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที การทำความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุ อาการ และสัญญาณอันตรายจึงเป็นหัวใจสำคัญในการปกป้องสุขภาพของลูกน้อย

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคตับอักเสบในเด็ก

กลไกการเกิดตับอักเสบเกิดจากการที่เซลล์ตับได้รับความเสียหายจากเชื้อโรค สารพิษ หรือปฏิกิริยาของระบบภูมิคุ้มกัน ส่งผลให้เอนไซม์ภายในเซลล์ตับรั่วไหลเข้าสู่กระแสเลือด และขัดขวางกระบวนการขับสารบิลิรูบิน (Bilirubin) ออกจากร่างกาย โดยสามารถจำแนกสาเหตุหลักได้ดังนี้

1. การติดเชื้อไวรัส (Viral Infections)

  • ไวรัสตับอักเสบจำเพาะ (Hepatotropic Viruses): ได้แก่ ไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A Virus - HAV) และไวรัสตับอักเสบอี (Hepatitis E Virus - HEV) ซึ่งติดต่อผ่านทางเดินอาหารจากการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ รวมถึงไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B Virus - HBV) ไวรัสตับอักเสบซี (Hepatitis C Virus - HCV) และไวรัสตับอักเสบดี (Hepatitis D Virus - HDV) ซึ่งติดต่อผ่านทางเลือด สารคัดหลั่ง และจากแม่สู่ลูกในขณะคลอด
  • ไวรัสกลุ่มอื่นๆ (Non-Hepatotropic Viruses): การติดเชื้อไวรัสระบบอื่นๆ ที่สามารถทำให้เกิดการอักเสบของตับร่วมด้วย เช่น ไวรัสเอ็บสไตน์-บาร์ (Epstein-Barr Virus - EBV), ไวรัสไซโตเมกาโล (Cytomegalovirus - CMV), ไวรัสเดงกี (Dengue Virus ก่อโรคไข้เลือดออก), อะดีโนไวรัส (Adenovirus), เริม (Herpes Simplex Virus - HSV) และเอนเทอโรไวรัส (Enterovirus)

2. สารพิษและผลข้างเคียงจากยา (Toxic and Drug-Induced Liver Injury)

ตับเป็นอวัยวะหลักที่ทำหน้าที่ขจัดสารพิษและแปรรูปยา การได้รับยาเกินขนาด เช่น การได้รับยาพาราเซตามอล (Paracetamol Toxicity) เกินขนาดที่เหมาะสมตามน้ำหนักตัว การได้รับยาปฏิชีวนะบางชนิด ยากันชัก ตลอดจนการบริโภคผลิตภัณฑ์สมุนไพร ยาต้ม ยาหม้อ หรืออาหารเสริมที่ไม่ได้รับการรับรองทางการแพทย์ อาจทำให้เซลล์ตับเกิดการตายเฉียบพลันได้

3. โรคทางพันธุกรรมและเมแทบอลิซึม (Genetic and Metabolic Disorders)

พบได้บ่อยในกลุ่มเด็กเล็กและทารก เช่น โรควิลสัน (Wilson Disease) ซึ่งเกิดจากความผิดปกติในการเผาผลาญและการสะสมของทองแดงในตับและสมอง, โรคกาแลกโตซีเมีย (Galactosemia), ภาวะพร่องเอนไซม์อัลฟา-1 แอนติทริปซิน (Alpha-1 Antitrypsin Deficiency) และโรคท่อน้ำดีตีบตันแต่กำเนิด (Biliary Atresia)

4. โรคตับอักเสบจากภูมิคุ้มกันตนเอง (Autoimmune Hepatitis)

เป็นภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานผิดปกติ โดยหันมาสร้างแอนติบอดีโจมตีและทำลายเซลล์ตับของตนเอง ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง หากไม่ได้รับการรักษาอาจนำไปสู่ภาวะตับวายหรือตับแข็งตั้งแต่วัยเด็ก

อาการสำคัญและระยะการดำเนินโรคของตับอักเสบ

การดำเนินโรคของตับอักเสบในเด็กสามารถแบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ซึ่งแสดงลักษณะอาการที่แตกต่างกัน ดังนี้

ระยะเริ่มต้นหรือระยะก่อนเกิดอาการเหลือง (Prodromal Phase)

ในระยะแรก ร่างกายจะแสดงอาการคล้ายการติดเชื้อไวรัสทั่วไป ผู้ปกครองมักสังเกตพบว่า:

  • เด็กมีอาการอ่อนเพลีย เซื่องซึม ไม่ร่าเริงตามวัย ไม่อยากเล่น
  • มีไข้ต่ำๆ หรือมีไข้สูงลอย
  • เบื่ออาหาร ปฏิเสธการดื่มนมหรือรับประทานอาหาร
  • คลื่นไส้ อาเจียน และปวดท้อง โดยเฉพาะบริเวณใต้ชายโครงขวาหรือบริเวณลิ้นปี่
  • ท้องเสีย หรือถ่ายอุจจาระเหลว

ระยะอาการเด่นชัดหรือระยะตัวเหลือง (Icteric Phase)

เมื่อการอักเสบของเซลล์ตับรุนแรงขึ้น การขับสารบิลิรูบินจะบกพร่อง ทำให้เกิดอาการแสดงที่ชัดเจน:

  • ภาวะดีซ่าน (Jaundice): ตาขาวเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ผิวหนังทั่วตัวเหลืองชัดเจน
  • ปัสสาวะสีเข้ม (Dark Urine): ปัสสาวะเปลี่ยนเป็นสีชาเข้ม น้ำตาลไหม้ หรือสีน้ำโค้ก เนื่องจากมีสารบิลิรูบินขับออกทางไต
  • อุจจาระสีซีด (Pale or Clay-Colored Stool): เกิดจากการอุดกั้นหรือขาดน้ำดีในทางเดินอาหาร ทำให้อุจจาระมีสีเทาอ่อน สีขาว หรือสีซีดลงอย่างเห็นได้ชัด
  • ท้องโต แน่นท้อง (Abdominal Distension): เกิดจากภาวะตับโต (Hepatomegaly) และม้ามโต (Splenomegaly) หรือเริ่มมีการสะสมของน้ำในช่องท้อง (Ascites)
  • อาการคันตามผิวหนัง (Pruritus): เกิดจากการสะสมของเกลือน้ำดีใต้ผิวหนัง

ระยะฟื้นตัว (Convalescent Phase)

หากได้รับการรักษาที่ถูกต้องและเป็นตับอักเสบชนิดเฉียบพลันที่ไม่รุนแรง อาการตัวเหลืองและอ่อนเพลียจะค่อยๆ ลดลง เด็กเริ่มมีความอยากอาหารและกลับมาร่าเริง ค่าการทำงานของตับจะค่อยๆ ปรับเข้าสู่ระดับปกติภายในระยะเวลา 1 ถึง 3 เดือน

สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flags) ที่ต้องนำเด็กส่งโรงพยาบาลทันที:
  • เด็กมีอาการซึมมาก ปลุกตื่นยาก สับสน พฤติกรรมเปลี่ยน หงุดหงิดผิดปกติ หรือมีอาการชัก (สัญญาณของภาวะสมองทำงานผิดปกติจากโรคตับ: Hepatic Encephalopathy)
  • มีภาวะเลือดออกผิดปกติ เช่น เลือดกำเดาไหลไม่หยุด เลือดออกตามไรฟัน มีจุดจ้ำเลือดหรือรอยฟกช้ำตามตัวโดยไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายดำ
  • ท้องโตขึ้นอย่างรวดเร็ว หายใจเหนื่อย หายใจหอบ หรือมีอาการบวมที่ขาทั้งสองข้างและใบหน้า
  • อาเจียนตลอดเวลา ไม่สามารถรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำเกลือแร่ได้เลย และมีภาวะขาดน้ำรุนแรง (ปากแห้ง ตาลึกโหล ปัสสาวะไม่ออกนานเกิน 6-8 ชั่วโมง)

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อนำเด็กมาพบแพทย์ กุมารแพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยอย่างเป็นขั้นตอนเพื่อระบุระดับความรุนแรงและหาสาเหตุที่แท้จริงของโรค:

  • การซักประวัติและการตรวจร่างกาย: การซักประวัติการรับวัคซีน ประวัติการรับประทานยาและสมุนไพร ประวัติอาหารและน้ำดื่ม ประวัติโรคทางพันธุกรรมในครอบครัว พร้อมตรวจคลำขนาดของตับ ม้าม และตรวจดูภาวะดีซ่าน
  • การตรวจเลือดประเมินการทำงานของตับ (Liver Function Tests - LFT): ตรวจวัดระดับเอนไซม์ตับ AST (Aspartate Aminotransferase) และ ALT (Alanine Aminotransferase) ซึ่งจะสูงขึ้นอย่างมากเมื่อเซลล์ตับถูกทำลาย รวมถึงตรวจระดับ Bilirubin, Albumin, และ Alkaline Phosphatase (ALP)
  • การตรวจการแข็งตัวของเลือด (Coagulation Profile): เช่น ค่า Prothrombin Time (PT) และ International Normalized Ratio (INR) เพื่อประเมินความสามารถของตับในการสร้างโปรตีนช่วยการแข็งตัวของเลือด ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดภาวะตับวายเฉียบพลันที่สำคัญที่สุด
  • การตรวจทางไวรัสวิทยาและภูมิคุ้มกัน (Viral Serology and Autoimmune Markers): เช่น Anti-HAV IgM, HBsAg, Anti-HBc IgM, Anti-HCV, ตรวจหาเชื้อ EBV, CMV และการตรวจภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง (ANA, SMA)
  • การตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้อง (Abdominal Ultrasonography): เพื่อประเมินขนาด โครงสร้างของเนื้อตับ ถุงน้ำดี ท่อน้ำดี และตรวจดูภาวะน้ำในช่องท้องหรือก้อนเนื้องอก
  • การเจาะตรวจชิ้นเนื้อตับ (Liver Biopsy): พิจารณาทำในกรณีที่หาสาเหตุไม่ได้ มีอาการเรื้อรัง หรือสงสัยโรคตับอักเสบจากภูมิคุ้มกันตนเอง

การรักษาและการดูแลพยาบาลเด็กอย่างถูกต้องตามหลักการแพทย์

แนวทางการรักษาโรคตับอักเสบขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของโรค โดยแบ่งเป็นมิติการรักษาทางการแพทย์และการดูแลที่บ้านดังนี้

การรักษาทางการแพทย์

  • การรักษาแบบประคับประคอง (Supportive Care): สำหรับตับอักเสบจากไวรัสเฉียบพลัน เช่น ไวรัสตับอักเสบเอ แพทย์จะเน้นการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำในกรณีที่เด็กขาดน้ำ การควบคุมสมดุลเกลือแร่ และการติดตามการทำงานของตับอย่างใกล้ชิด
  • การรักษาจำเพาะตามสาเหตุ: การให้ยาต้านไวรัสสำหรับไวรัสตับอักเสบบีหรือซี, การให้ยากดภูมิคุ้มกัน (Immunosuppressive drugs) เช่น สเตียรอยด์ในโรคตับอักเสบจากภูมิคุ้มกันตนเอง, การให้ยาขับทองแดงในโรควิลสัน, หรือการผ่าตัด Kasai procedure ในเด็กที่เป็นโรคท่อน้ำดีตีบตัน
  • การรักษาภาวะตับวายเฉียบพลัน: เด็กต้องได้รับการดูแลในหอผู้ป่วยวิกฤต (PICU) และอาจจำเป็นต้องได้รับการประเมินเพื่อเตรียมปลูกถ่ายตับ (Liver Transplantation) หากตับไม่สามารถฟื้นตัวได้

การดูแลเด็กที่บ้านอย่างถูกวิธี

  • การพักผ่อน: ให้เด็กนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอและงดกิจกรรมที่ต้องออกแรงมากหรือการเล่นกีฬาหนักในช่วงที่มีการอักเสบของตับ
  • โภชนาการที่เหมาะสม: จัดอาหารที่ย่อยง่าย มีคาร์โบไฮเดรตสูงเพื่อให้พลังงานเพียงพอ แบ่งเป็นมื้อเล็กๆ แต่บ่อยครั้ง เลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูงหากเด็กมีอาการแน่นท้องหรือคลื่นไส้ และรับประทานโปรตีนคุณภาพดีในปริมาณที่เหมาะสมตามคำแนะนำของแพทย์
  • การป้องกันภาวะขาดน้ำ: หากเด็กอาเจียน ให้จิบสารละลายเกลือแร่สำหรับผู้ที่มีอาการท้องเสีย (Oral Rehydration Salts - ORS) ทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง
  • การแยกของใช้และสุขอนามัย: ในกรณีที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ ต้องแยกช้อนส้อม จานชาม แก้วน้ำ ทำความสะอาดห้องน้ำด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ และล้างมือด้วยน้ำและสบู่อย่างเคร่งครัดหลังขับถ่ายและก่อนรับประทานอาหาร
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด:
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) หรือยาแก้คลื่นไส้ให้เด็กรับประทานเอง: โรคตับอักเสบส่วนใหญ่เกิดจากไวรัส ยาปฏิชีวนะไม่สามารถรักษาได้ และอาจเพิ่มภาระการทำงานของตับ
  • การใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ต้องระมัดระวังอย่างเข้มงวด: คำนวณขนาดยาตามน้ำหนักตัวจริงอย่างถูกต้องคือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อครั้ง ทานห่างกันอย่างน้อย 4 ถึง 6 ชั่วโมง และห้ามทานเกิน 5 ครั้งต่อวัน (หรือห้ามเกิน 60-75 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อวัน) ในเด็กที่มีภาวะตับอักเสบควรปรึกษาแพทย์ก่อนให้ยาทุกครั้ง
  • ห้ามใช้ยาในกลุ่ม NSAIDs (เช่น Ibuprofen) หรือ Aspirin โดยเด็ดขาด: เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองในทางเดินอาหาร เลือดออกง่ายขึ้น และในกรณีของการติดเชื้อไวรัส การใช้ Aspirin ในเด็กอาจกระตุ้นให้เกิดกลุ่มอาการรายส์ (Reye's Syndrome) ซึ่งนำไปสู่ภาวะตับวายและสมองบวมเฉียบพลัน
  • ห้ามให้เด็กรับประทานยาสมุนไพร ยาต้ม ยาหม้อ หรืออาหารเสริมที่ไม่ทราบสารประกอบ: สารปนเปื้อนและโลหะหนักในสมุนไพรเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เซลล์ตับถูกทำลายรุนแรงขึ้น

วิธีป้องกันและการสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันโรคตับอักเสบในเด็กที่มีประสิทธิภาพสูงสุดสามารถทำได้ผ่านแนวทางปฏิบัติดังนี้:

  1. การฉีดวัคซีนป้องกันโรค:
    • วัคซีนไวรัสตับอักเสบบี: ฉีดเข็มแรกตั้งแต่แรกเกิด และฉีดต่อเนื่องตามตารางสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของกระทรวงสาธารณสุข (ที่อายุ 2, 4, 6 เดือน หรือตามโปรแกรมวัคซีนรวม)
    • วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ: แนะนำให้ฉีดในเด็กอายุตั้งแต่ 1 ขวบขึ้นไป จำนวน 2 เข็ม ห่างกัน 6 ถึง 12 เดือน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่ยาวนาน
  2. สุขอนามัยในการบริโภคอาหารและน้ำดื่ม: ปลูกฝังสุขนิสัย "กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ" ดื่มน้ำสะอาดที่ผ่านการต้มสุกหรือน้ำดื่มบรรจุขวดที่ได้มาตรฐาน รับประทานอาหารปรุงสุกใหม่ หลีกเลี่ยงอาหารดิบหรือกึ่งสุกกึ่งดิบ
  3. การดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล: ล้างมือด้วยน้ำและสบู่เป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที ก่อนรับประทานอาหาร หลังเข้าห้องน้ำ และหลังเปลี่ยนผ้าอ้อมให้เด็ก
  4. การตรวจคัดกรองในมารดาตั้งครรภ์: ตรวจคัดกรองเชื้อไวรัสตับอักเสบบีในหญิงตั้งครรภ์ทุกราย หากพบการติดเชื้อ ทารกแรกเกิดต้องได้รับทั้งวัคซีนและภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป (Hepatitis B Immune Globulin - HBIG) ภายใน 12 ชั่วโมงหลังคลอด เพื่อป้องกันการถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูก

สรุปขั้นตอนปฏิบัติสำหรับพ่อแม่เมื่อสงสัยว่าลูกมีภาวะตับอักเสบ

  • สังเกตอาการผิดปกติ: ติดตามการเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง ตาขาว สีของปัสสาวะและอุจจาระของลูกอย่างสม่ำเสมอ
  • บันทึกประวัติการใช้ยา: รวบรวมรายชื่อยาทุกชนิดที่ลูกได้รับในช่วง 1 ถึง 3 เดือนที่ผ่านมา รวมถึงอาหารเสริมหรือสมุนไพร เพื่อแจ้งให้แพทย์ทราบ
  • งดการซื้อยารับประทานเอง: หลีกเลี่ยงการใช้ยาใดๆ ที่ไม่ผ่านการสั่งจ่ายโดยแพทย์ผู้รักษา
  • รีบพาไปพบแพทย์: หากพบอาการเบื่ออาหาร ซึม อ่อนเพลียต่อเนื่อง ตัวเหลือง ตาเหลือง หรือท้องโต ควรรีบนำเด็กไปรับการตรวจประเมินทางห้องปฏิบัติการที่โรงพยาบาลโดยเร็ว
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down