ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำความรู้จักกับโรคตับอักเสบจากภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง

ตับอักเสบจากภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง (Autoimmune Hepatitis) เป็นโรคเรื้อรังที่เกิดขึ้นเมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ซึ่งปกติทำหน้าที่ต่อ ู้เชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม เกิดความผิดพลาดและหันมาโจมตีเซลล์ตับของตนเอง ทำให้เกิดการอักเสบ ทำลายเนื้อเยื่อตับ และหากปล่อยไว้ไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาจนำไปสู่ภาวะพังผืดในตับ ตับแข็ง และภาวะตับวายได้ในที่สุด แม้โรคนี้จะสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย แต่สิ่งที่ทำให้แพทย์หลายท่านกังวลคือ โรคมักพบได้บ่อยในกลุ่มคนอายุน้อย วัยรุ่น และวัยหนุ่มสาว ซึ่งมักเป็นช่วงวัยที่กำลังศึกษาหรือทำงาน และไม่คาดคิดว่าตนเองจะเผชิญกับโรคตับเรื้อรัง

คำแนะนำจากคุณหมอ: โรคตับอักเสบจากภูมิคุ้มกันทำลายตัวเองไม่ใช่โรคติดต่อและไม่ได้เกิดจากการรับประทานอาหารที่ไม่สะอาด แต่มันคือความรวนของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายที่ต้องอาศัยการวินิจฉัยที่แม่นยำและการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่องจากแพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบทางเดินอาหารและตับ

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคตับอักเสบจากภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง

สาเหตุที่แท้จริงของการเกิดโรคตับอักเสบจากภูมิคุ้มกันทำลายตัวเองยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่ทางการแพทย์ปัจจุบันเชื่อว่าเกิดจากปัจจัยร่วมกันหลายประการ ทั้งทางพันธุกรรม ปัจจัยกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อม และความผิดปกติของการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน โดยมีรายละเอียดของกลไกดังนี้

  • ปัจจัยทางพันธุกรรม: ผู้ป่วยบางรายอาจมียีนบางชนิดที่ถ่ายทอดในครอบครัว ซึ่งทำให้มีความไวต่อการกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติได้ง่ายกว่าคนทั่วไป
  • สิ่งกระตุ้นภายนอก: การติดเชื้อไวรัสบางชนิด การได้รับสารเคมี หรือการใช้ยาบางประเภท อาจเป็นตัวจุดชนวน (Trigger) ให้ระบบภูมิคุ้มกันจดจำเซลล์ตับผิดเพี้ยนไป และเริ่มสร้างภูมิคุ้มกันต้านทานเนื้อเยื่อตับ (Autoantibodies) ขึ้นมาทำลายเซลล์ตับตนเอง
  • ความผิดปกติของเม็ดเลือดขาว: เม็ดเลือดขาวชนิดทีเซลล์ (T-cells) สูญเสียความสามารถในการแยกระหว่างสิ่งแปลกปลอมกับเซลล์ของตนเอง ทำให้เกิดการบุกรุกเข้าไปทำลายเซลล์ตับอย่างต่อเนื่องจนเกิดการอักเสบเรื้อรัง

อาการสำคัญและการดำเนินของโรค

ในระยะแรกของการเกิดโรค ผู้ป่วยหลายรายอาจไม่มีอาการแสดงใดๆ เลย หรือมีอาการเพียงเล็กน้อยคล้ายกับอาการอ่อนเพลียทั่วไป ทำให้มักถูกมองข้ามหรือวินิจฉัยล่าช้า จนกระทั่งโรคดำเนินไปสู่อีกระดับที่มีการอักเสบรุนแรงขึ้น โดยอาการที่พบได้บ่อยมีดังนี้

  • อาการอ่อนเพลียเรื้อรัง: รู้สึกเหนื่อยล้า อ่อนแรง ไม่มีเรี่ยวแรงแม้จะนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ
  • ดีซ่าน: มีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะมีสีเข้มคล้ายชาเขียวเข้มหรือสีโค้ก และอุจจาระมีสีซีดลง
  • อาการทางผิวหนังและข้อต่อ: มีอาการปวดข้อ ปวดเมื่อยตามร่างกาย มีผื่นผิวหนัง หรือมีอาการคันตามตัวเนื่องจากเกลือให้น้ำดีสะสมในกระแสเลือด
  • อาการปวดแน่นชายโครงขวา: รู้สึกไม่สบายบริเวณช่องท้องส่วนบนด้านขวา ซึ่งเป็นตำแหน่งของตับ

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

หากปล่อยให้โรคดำเนินไปโดยไม่ได้รับการรักษา หรือในกรณีที่เกิดการกำเริบอย่างรุนแรง ผู้ป่วยอาจเข้าสู่ภาวะตับวายเฉียบพลัน ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลโดยด่วน สัญญาณอันตราย (Red Flag Symptoms) ได้แก่

  • มีอาการซึมลง สับสน พูดจาไม่รู้เรื่อง หรือมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นสัญญาณของโรคตับคั่งในสมอง (Hepatic Encephalopathy)
  • มีอาการท้องโตขึ้นอย่างรวดเร็วจากภาวะมีน้ำในช่องท้อง (Ascites) หรือมีอาการบวมที่ขาและข้อเท้าทั้งสองข้าง
  • อาเจียนเป็นเลือดสด หรือถ่ายอุจจาระดำสนิทคล้ายยางมะตอย ซึ่งบ่งชี้ว่ามีเลือดออกทางเดินอาหารส่วนบนจากภาวะความดันในหลอดเลือดดำพอร์ทัลสูง
  • มีเลือดออกง่ายและหยุดยาก เช่น เลือดกำเดาไหลไม่หยุด มีรอยช้ำตามตัวโดยไม่ทราบสาเหตุ
ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากพบอาการตัวเหลืองตาเหลืองร่วมกับอาการซึมหรืออาเจียนเป็นเลือด ห้ามรอจนถึงวันนัดเด็ดขาด ต้องรีบพาไปพบแพทย์ที่ห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลใกล้บ้านทันที เพราะอาจเป็นภาวะตับวายเฉียบพลันที่อันตรายถึงชีวิต

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

การวินิจฉัยโรคตับอักเสบจากภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง แพทย์จำเป็นต้องอาศัยการตรวจหลายๆ ด้านร่วมกัน เพื่อแยกโรคตับอักเสบจากสาเหตุอื่น เช่น ไวรัสตับอักเสบเอ บี ซี หรือตับอักเสบจากแอลกอฮอล์และยา โดยขั้นตอนการตรวจประกอบด้วย

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย: แพทย์จะสอบถามประวัติการเจ็บป่วย ประวัติการใช้ยา สมุนไพร อาหารเสริม และตรวจหาร่องรอยของโรคตับเรื้อรัง เช่น ตับโต ม้ามโต หรือดีซ่าน
  • การตรวจเลือดเชิงลึก: ตรวจการทำงานของตับ (Liver Function Tests) เช่น ค่าเอนไซม์ตับ AST, ALT, Bilirubin และการตรวจหาภูมิต้านทานจำเพาะในเลือด เช่น Antinuclear Antibodies (ANA), Anti-Smooth Muscle Antibodies (SMA) และ Anti-LKM1
  • การตัดชิ้นเนื้อตับเพื่อตรวจทางพยาธิวิทยา (Liver Biopsy): ถือเป็นมาตรฐานทองคำ (Gold Standard) ในการยืนยันการวินิจฉัย ประเมินระดับความรุนแรงของการอักเสบ และตรวจวัดระดับพังผืดหรือภาวะตับแข็งในเนื้อตับ
  • การตรวจทางรังสีวิทยา: การทำอัลตราซาวนด์ช่องท้อง (Ultrasound) หรือเครื่องตรวจวัดความยืดหยุ่นของตับ (FibroScan) เพื่อประเมินโครงสร้างและเนื้อสัมผัสของตับ

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

เป้าหมายหลักของการรักษาโรคตับอักเสบจากภูมิคุ้มกันทำลายตัวเองคือ การควบคุมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันที่ไม่สมดุล ลดการอักเสบของเซลล์ตับ ป้องกันไม่ให้เกิดพังผืดลุกลาม และนำพาผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะสงบของโรค (Remission) โดยมีแนวทางการรักษาดังนี้

  • การใช้ยากดภูมิคุ้มกัน: แพทย์มักจะเริ่มการรักษาด้วยยากลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids) เช่น เพรดนิโซโลน (Prednisolone) เพื่อลดการอักเสบอย่างรวดเร็ว และอาจใช้ยาร่วมกับยากดภูมิต้านทานชนิดอื่น เช่น อาซาไธโอพรีน (Azathioprine) เพื่อช่วยลดผลข้างเคียงจากการใช้สเตียรอยด์ในระยะยาว
  • การติดตามการรักษาอย่างใกล้ชิด: ผู้ป่วยต้องพบแพทย์ตามนัดหมายเพื่อเจาะเลือดติดตามค่าการทำงานของตับและระดับยาอย่างสม่ำเสมอ ห้ามปรับลดขนาดยาหรือหยุดยาเองเด็ดขาด เนื่องจากอาจทำให้โรคกลับมากำเริบรุนแรงขึ้นได้
  • การดูแลสุขภาพและการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต: หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด งดการใช้ยา สมุนไพร หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ไม่มีใบรับรองแพทย์หรืออาจมีพิษต่อตับ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วน

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง

เนื่องจากตับเป็นอวัยวะหลักในการเผาผลาญและกำจัดสารพิษ รวมถึงยาต่างๆ ผู้ป่วยโรคตับอักเสบจากภูมิคุ้มกันทำลายตัวเองจึงต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษในเรื่องดังต่อไปนี้

  • ห้ามซื้อยาแก้ปวดหรือยาลดไข้ทานเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร: โดยเฉพาะยาพาราเซตามอลในขนาดสูง หรือยาแก้อักเสบกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เนื่องจากอาจเพิ่มภาระหนักให้แก่ตับที่กำลังอักเสบอยู่
  • ระวังผลิตภัณฑ์สมุนไพรและอาหารเสริมล้างพิษตับ: ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิดโฆษณาว่าช่วยบำรุงตับ แต่อาจมีสารเคมีหรือตัวยาที่ทำให้ตับอักเสบรุนแรงขึ้นได้
  • การฉีดวัคซีนป้องกันโรค: ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวเกี่ยวกับการรับวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอและบี รวมถึงวัคซีนไข้หวัดใหญ่ เพื่อป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อนที่อาจทำให้ตับทำงานหนักขึ้น

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแล

แนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยและครอบครัว:
  • รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ห้ามหยุดยาเองแม้ว่าอาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม
  • มาพบแพทย์ตามนัดหมายทุกครั้งเพื่อเจาะเลือดตรวจค่าการทำงานของตับ
  • สังเกตอาการผิดปกติ เช่น ตัวเหลือง ตาเหลือง อ่อนเพลียมาก หรือมีเลือดออกผิดปกติ
  • งดการดื่มแอลกอฮอล์ สมุนไพรเสริมสุขภาพ และยาชุดยาแปลกปลอมเด็ดขาด
  • ดูแลสุขภาพกายและใจให้แข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอ และรับประทานอาหารปรุงสุกสะอาดที่มีสารอาหารครบถ้วน
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down