ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ส่องสัญญาณลูกปวดท้องจากนิ่วในถุงน้ำดี: เมื่อโรคของผู้ใหญ่กลายเป็นภัยเงียบในเด็ก

อาการปวดท้องในเด็กเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยในห้องตรวจกุมารแพทย์ โดยส่วนใหญ่มักเกิดจากสาเหตุที่ไม่รุนแรง เช่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย หรืออาการปวดท้องจากความเครียด แต่หากบุตรหลานของท่านมีอาการปวดท้องเรื้อรัง ปวดรุนแรง หรือมีลักษณะการปวดที่จำเพาะเจาะจง อาการเหล่านั้นอาจเป็นเสียงเตือนจากโรคที่หลายคนคิดว่าเกิดขึ้นเฉพาะในผู้ใหญ่ นั่นคือโรคนิ่วในถุงน้ำดี (Gallstones) และโรคนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะหรือนิ่วในไต (Kidney Stones)

ในอดีตโรคนนิ่วถูกจัดว่าเป็นโรคของผู้สูงอายุหรือวัยกลางคน แต่ในปัจจุบันด้วยวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ภาวะโภชนาการ การบริโภคอาหารสำเร็จรูป อาหารที่มีไขมันสูง น้ำตาลสูง และภาวะโรคอ้วนในเด็กที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้สถิติการตรวจพบนิ่วในถุงน้ำดีและนิ่วในไตในเด็กและทารกเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้พ่อแม่สามารถปกป้องลูกน้อยจากภาวะแทรกซ้อนอันตรายได้ทันท่วงที

สาเหตุและกลไกการเกิดโรค: ทำไมนิ่วจึงเกิดขึ้นกับเด็ก

นิ่ว (Calculi / Stones) คือก้อนตะกอนแข็งที่ตกผลึกจากสารต่างๆ ในร่างกาย โดยสาเหตุและกลไกการเกิดจะมีความแตกต่างกันระหว่างนิ่วในถุงน้ำดีและนิ่วในไต ดังนี้

กลไกการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี (Gallstones Pathophysiology)

ถุงน้ำดีทำหน้าที่เก็บและหลั่งน้ำดีซึ่งผลิตจากตับเพื่อช่วยย่อยไขมัน น้ำดีประกอบด้วยน้ำ คอเลสเตอรอล กรดน้ำดี และบิลิรูบิน หากมีความผิดปกติเกิดขึ้น เช่น มีปริมาณคอเลสเตอรอลในน้ำดีสูงเกินกว่าที่กรดน้ำดีจะละลายได้หมด หรือมีการบีบตัวของถุงน้ำดีที่ผิดปกติทำให้น้ำดีคั่งค้างนานเกินไป สารเหล่านี้จะตกผลึกรวมตัวกันจนกลายเป็นก้อนนิ่วในที่สุด ในเด็กมักพบปัจจัยเสี่ยงจากความผิดปกติของเม็ดเลือดแดงแตกง่าย (Hemolytic Anemia) เช่น โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia) ซึ่งทำให้มีสารบิลิรูบินสูงและเกิดเป็นนิ่วชนิดเม็ดสี รวมถึงเด็กที่มีภาวะอ้วน น้ำหนักเกิน หรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดี

กลไกการเกิดนิ่วในไตและทางเดินปัสสาวะ (Kidney Stones Pathophysiology)

ไตมีหน้าที่กรองของเสียและเกลือแร่ส่วนเกินออกจากร่างกายทางปัสสาวะ เมื่อปัสสาวะมีความเข้มข้นสูงและมีสารประกอบจำพวกแคลเซียม ออกซาเลต ยูริก หรือฟอสเฟต มากจนร่างกายขับออกไม่หมด สารเหล่านี้จะตกผลึกและเกาะตัวกันเป็นก้อนนิ่ว ปัจจัยกระตุ้นในเด็กได้แก่ การดื่มน้ำน้อยเรื้อรัง การรับประทานอาหารรสเค็มจัดหรือมีโปรตีนและเกลือสูง การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะบ่อยครั้ง ความผิดรูปของระบบทางเดินปัสสาวะแต่กำเนิด หรือโรคทางพันธุกรรมบางชนิดที่ทำให้มีการขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะมากผิดปกติ

อาการสำคัญและลักษณะความเจ็บปวดที่ต้องสังเกต

การสังเกตอาการปวดท้องในเด็กเป็นเรื่องท้าทายเนื่องจากเด็กเล็กอาจยังไม่สามารถบรรยายลักษณะความเจ็บปวดได้อย่างแม่นยำ พ่อแม่จึงต้องสังเกตพฤติกรรมและตำแหน่งที่เด็กแสดงอาการเจ็บปวดอย่างใกล้ชิด

อาการของนิ่วในถุงน้ำดี

เด็กมักมีอาการปวดแน่นบริเวณช่องท้องส่วนบน (Epigastric pain) หรือใต้ชายโครงขวา อาการปวดอาจร้าวลามไปที่บริเวณไหล่ขวาหรือหลัง อาการปวดมักเกิดขึ้นหลังจากรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง มักเป็นๆ หายๆ นานครั้งละหลายนาทีจนถึงหลายชั่วโมง ร่วมกับมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เรอเปรี้ยว หรือแน่นท้องหลังทานอาหาร

อาการของนิ่วในไต

เด็กมักมีอาการปวดบริเวณหลังส่วนล่างหรือบั้นเอว (Flank pain) ซึ่งอาจร้าวลงมาที่บริเวณท้องน้อย ขาหนีบ หรืออวัยวะเพศ ลักษณะการปวดจะเป็นการปวดบิดเกร็งอย่างรุนแรง (Renal colic) เป็นพักๆ เนื่องจากก้อนนิ่วเคลื่อนตัวไปอุดตันท่อไต นอกจากนี้เด็กอาจมีอาการปัสสาวะขัด ปัสสาวะแสบ ปัสสาวะบ่อย หรือมีเลือดปนในปัสสาวะทำให้ปัสสาวะมีสีแดงหรือสีน้ำชา

ข้อควรระวังทางการแพทย์: เด็กเล็กที่มีนิ่วในไตหรือถุงน้ำดีอาจไม่แสดงอาการปวดชัดเจน แต่มักแสดงออกด้วยการร้องกวน งอแงโดยไม่ทราบสาเหตุ เบื่ออาหาร น้ำหนักไม่ขึ้นตามเกณฑ์ หรือมีไข้ต่ำๆ เรื้อรังจากการอักเสบ ซึ่งพ่อแม่ไม่ควรนิ่งนอนใจเด็ดขาด

สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องพาไปพบแพทย์ทันที

หากบุตรหลานของท่านมีอาการปวดท้องร่วมกับอาการเหล่านี้ ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลโดยด่วน เพื่อป้องกันภาวะแทรก้อนรุนแรง เช่น ถุงน้ำดีอักเสบทะลุ ไตวาย หรือการติดเชื้อในกระแสเลือด

  • มีไข้สูงหนาวสั่นร่วมกับอาการปวดท้อง ซึ่งบ่งบอกถึงการติดเชื้อรุนแรงในถุงน้ำดีหรือระบบทางเดินปัสสาวะ
  • ตัวเหลือง ตาเหลือง (Jaundice) ซึ่งเกิดจากนิ่วหลุดไปอุดตันท่อน้ำดีส่วนกลาง
  • อาเจียนพุ่งอย่างต่อเนื่อง ไม่สามารถรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำได้เลย
  • ปัสสาวะไม่ออก หรือปริมาณปัสสาวะลดลงอย่างมาก ร่วมกับมีอาการซึมลง
  • อาการปวดท้องรุนแรงมากจนเด็กตัวงอ ดิ้นรน หรือหมดสติ

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อมาพบกุมารแพทย์หรือแพทย์เฉพาะทางด้านระบบทางเดินอาหารและทางเดินปัสสาวะ แพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดเพื่อให้ได้ผลที่แม่นยำ

    การซักประวัติและตรวจร่างกาย: แพทย์จะสอบถามลักษณะอาการปวด ระยะเวลา ประวัติการรับประทานอาหาร และโรคประจำตัวในครอบครัว พร้อมทั้งตรวจร่างกายคลำหาตำแหน่งที่มีความเจ็บปวดหรือก้อนผิดปกติในช่องท้อง

    การตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้อง (Abdominal Ultrasound): เป็นวิธีที่มีความปลอดภัยสูง ไม่เจ็บปวด และไม่มีรังสีเอกซเรย์ ช่วยให้แพทย์มองเห็นก้อนนิ่วในถุงน้ำดี ขนาดของถุงน้ำดี ภาวะท่อน้ำดีอุดตัน และสภาพของไตได้อย่างชัดเจน

    การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan): ใช้ในกรณีที่ต้องการความละเอียดสูงเพื่อตรวจหาก้อนนิ่วในไตและท่อไตที่มีขนาดเล็กหรือมองไม่เห็นจากอัลตราซาวด์

    การตรวจทางห้องปฏิบัติการ: เช่น การตรวจปัสสาวะ (Urinalysis) เพื่อหาเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และผลึกนิ่ว การตรวจเลือดเพื่อดูการทำงานของตับ (Liver function tests) ค่าการทำงานของไต (BUN, Creatinine) และการอักเสบในร่างกาย (Complete Blood Count)

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษานิ่วในถุงน้ำดีและนิ่วในไตในเด็กขึ้นอยู่กับขนาด ตำแหน่ง ความรุนแรงของอาการ และสาเหตุที่ทำให้เกิดโรค โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินแนวทางที่เหมาะสมที่สุด

การรักษานิ่วในถุงน้ำดี

หากเด็กไม่มีอาการและนิ่วมีขนาดเล็ก แพทย์อาจนัดติดตามอาการและอัลตราซาวด์เป็นระยะ แต่หากมีอาการปวดบ่อยครั้ง ถุงน้ำดีอักเสบ หรือมีความผิดปกติของเม็ดเลือดแดงร่วมด้วย แพทย์อาจพิจารณาทำการผ่าตัดส่องกล้องตัดถุงน้ำดี (Laparoscopic Cholecystectomy) ซึ่งเป็นวิธีมาตรฐานที่มีแผลขนาดเล็กและฟื้นตัวได้เร็ว

การรักษานิ่วในไต

นิ่วที่มีขนาดเล็กมาก (ต่ำกว่าสิลลิเมตร) อาจหลุดออกมาได้เองทางปัสสาวะ โดยแพทย์จะให้ดื่มน้ำมากๆ และให้ยาแก้ปวดหรือยาช่วยขยายท่อปัสสาวะ แต่หากนิ่วมีขนาดใหญ่หรืออุดกั้นทางเดินปัสสาวะ แพทย์อาจจำเป็นต้องใช้วิธีการสลายนิ่วด้วยคลื่นกระแทก (Extracorporeal Shock Wave Lithotripsy - ESWL) หรือการส่องกล้องเพื่อคีบหรือเลนิ่วออก (Ureteroscopy)

คำแนะนำจากคุณหมอ: ห้ามให้เด็กรับประทานยาสลายนิ่วหรือสมุนไพรขับนิ่วตามคำแนะนำทั่วไปโดยไม่ปรึกษาแพทย์เด็ดขาด เนื่องจากอาจทำให้ก้อนนิ่วเคลื่อนตัวลงมาอุดตันท่อน้ำดีหรือท่อไตอย่างเฉียบพลันและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง

  • ห้ามปล่อยให้เด็กดื่มน้ำน้อย โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนหรือขณะออกกำลังกาย เพราะจะทำให้ปัสสาวะมีความเข้มข้นสูงและเกิดนิ่วซ้ำได้ง่าย
  • หลีกเลี่ยงการให้เด็กรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง อาหารฟาสต์ฟู้ด ขนมกรุบกรอบที่มีโซเดียมสูง และน้ำหวานผสมฟรุกโตส ซึ่งเป็นปัจจัยส่งเสริมการเกิดนิ่วทั้งในไตและถุงน้ำดี
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) ติดต่อกันเป็นเวลานานเพื่อบรรเทาอาการปวดท้องโดยยังไม่ทราบสาเหตุ เพราะอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของไต

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างสุขภาพในระยะยาว

การป้องกันการเกิดนิ่วในเด็กสามารถทำได้เริ่มต้นจากครอบครัวผ่านการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ดังนี้

    สนับสนุนให้เด็กดื่มน้ำสะอาดปริมาณที่เพียงพอในแต่ละวัน: เพื่อช่วยเจือจางสารต่างๆ ในปัสสาวะและป้องกันการตกผลึกของนิ่วในไต

    ส่งเสริมการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบหหมู่: เน้นผักและผลไม้สดที่มีใยอาหารสูง ลดอาหารเค็มจัด อาหารสำเร็จรูป และควบคุมน้ำหนักตัวของเด็กให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานเพื่อป้องกันโรคอ้วน

    ส่งเสริมให้เด็กออกกำลังกายสม่ำเสมอ: เพื่อกระตุ้นระบบการเผาผลาญและการทำงานของอวัยวะภายในให้เป็นปกติ

    ตรวจสุขภาพประจำปี: หากเด็กมีโรคประจำตัวหรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคนิ่ว ควรพาไปรับการตรวจสุขภาพและอัลตราซาวด์ช่องท้องตามคำแนะนำของแพทย์

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

แนวทางปฏิบัติสำหรับพ่อแม่:
  • สังเกตลักษณะอาการปวดท้องของลูกอย่างละเอียด เช่น ตำแหน่งที่เป็น ความรุนแรง และเวลาที่เกิดอาการ
  • สนับสนุนให้ลูกดื่มน้ำสะอาดอย่างสม่ำเสมอและทานอาหารที่มีประโยชน์ ลดอาหารไขมันและรสเค็ม
  • หากลูกมีอาการปวดท้องเรื้อรัง ปวดรุนแรง มีไข้ ตัวเหลือง หรือปัสสาวะผิดปกติ ควรรีบพาไปพบกุมารแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยทันที
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดและหลีกเลี่ยงการรักษาด้วยวิธีพื้นบ้านที่ไม่มีงานวิจัยรองรับ
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down