ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot

ทารกร้องไห้เสียงแหลมสูงตอนกลางคืน: เช็กด่วนว่าลูกเจ็บป่วยจากภาวะไส้เลื่อนหรือลำไส้กลืนกันหรือไม่

ทารกร้องไห้เสียงแหลมสูงตอนกลางคืน: สัญญาณเตือนที่พ่อแม่ห้ามมองข้าม

เสียงร้องไห้ของทารกคือการสื่อสารรูปแบบเดียวที่พวกเขาสามารถทำได้ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เสียงร้องนั้นเปลี่ยนเป็นเสียงแหลมสูง (High-pitched cry) เกิดขึ้นอย่างฉับพลันในเวลากลางคืน และปลอบเท่าไหร่ก็ไม่หยุด เสียงร้องนั้นอาจไม่ใช่แค่การงอแงธรรมดา แต่อาจเป็นเสียงสะท้อนความเจ็บปวดจากโรคทางศัลยกรรมในเด็กที่อันตรายถึงชีวิต เช่น ภาวะลำไส้กลืนกัน (Intussusception) หรือภาวะไส้เลื่อนขาหนีบติดคา (Incarcerated Inguinal Hernia) ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาจากแพทย์โดยด่วนที่สุด

ในฐานะกุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ พบว่าความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของพ่อแม่ที่มักคิดว่าลูกแค่ปวดท้องจากแก๊สหรือโคลิก (Colic) อาจทำให้พลาดโอกาสทองในการรักษาโรคที่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง บทความฉบับนี้จึงรวบรวมข้อมูลทางการแพทย์อย่างละเอียด เพื่อให้ผู้ปกครองสามารถสังเกตอาการ ตระหนักถึงสัญญาณอันตราย และรับมือได้อย่างถูกต้องตามหลักการแพทย์สากล

ทำความเข้าใจสาเหตุและกลไกการเกิดโรคอันตรายในช่องท้องทารก

ทารกในช่วงวัยแรกเกิดจนถึงสองขวบมีความเสี่ยงต่อโรคในช่องท้องบางชนิดเนื่องจากกายวิภาคและระบบย่อยอาหารที่ยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ สาเหตุหลักที่ทำให้ทารกร้องไห้เสียงแหลมสูงตอนกลางคืนจากความเจ็บปวดเฉียบพลัน มีดังนี้

ภาวะลำไส้กลืนกัน (Intussusception)

เป็นภาวะที่ส่วนหนึ่งของลำไส้เคลื่อนตัวสอดเข้าไปในลำไส้ส่วนที่อยู่ติดกัน มักพบบ่อยที่สุดในทารกอายุตั้งแต่สามเดือนถึงสามปี กลไกนี้ทำให้เกิดการอุดตันของลำไส้ หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงลำไส้ถูกบีบรัด ทำให้เกิดภาวะขาดเลือดไปเลี้ยง (Ischemia) เนื้อลำไส้เริ่มบวมอักเสบ และหากปล่อยไว้เกินยี่สิบสี่ชั่วโมงอาจเกิดภาวะลำไส้เน่าทะลุ (Bowel necrosis and perforation) ซึ่งอันตรายมาก

ภาวะไส้เลื่อนขาหนีบติดคา (Incarcerated Inguinal Hernia)

เกิดจากความผิดปกติแต่กำเนิดที่มีถุงเยื่อบุช่องท้องค้างอยู่ และมีลำไส้หรืออวัยวะภายในเคลื่อนตัวลงมาตุงที่บริเวณถุงอัณฑะหรือขาหนีบ ในเวลากลางคืนเมื่อเด็กเบ่ง ร้องไห้ หรือมีความดันในช่องท้องเพิ่มขึ้น ลำไส้อาจเลื่อนลงมาและถูกวงแหวนของผนังหน้าท้องรัดจนแน่น (Strangulation) ทำให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนไปเลี้ยงลำไส้ส่วนนั้นได้ เกิดความเจ็บปวดอย่างรุนแรงจนทารกร้องไห้เสียงแหลมสูงต่อเนื่อง

อาการสำคัญและลำดับเหตุการณ์ความเจ็บปวดที่ต้องสังเกต

การแยกแยะระหว่างอาการโคลิกทั่วไปกับภาวะเจ็บปวดทางศัลยกรรม อาศัยการสังเกตลักษณะการร้องและอาการร่วมอย่างละเอียด ดังนี้

  • ลักษณะเสียงร้อง: เป็นการร้องไห้เสียงแหลมสูง (Inconsolable high-pitched crying) ร้องแบบกะทันหัน ดิ้นพล่าน งอขาเข้าหาหน้าอก แสดงถึงอาการปวดเกร็งช่องท้องเป็นพักๆ (Colicky pain)
  • รูปแบบการปวด: ทารกอาจร้องไห้อย่างรุนแรงเป็นเวลาหนาที แล้วสงบลงราวกับอ่อนเพลียหรือหมดแรง ก่อนจะกลับมาร้องไห้ซ้ำด้วยความเจ็บปวดอีกครั้งเมื่อลำไส้บีบตัว
  • อาเจียนพุ่ง: ในภาวะลำไส้กลืนกัน ทารมจะมีอาการอาเจียนออกมาเป็นน้ำย่อยหรือมีน้ำดีปน เนื่องจากลำไส้อุดตัน
  • ลักษณะอุจจาระผิดปกติ: อุจจาระอาจมีลักษณะคล้ายเจลลี่สีแดงหรือมูกเลือด (Currant jelly stool) ซึ่งเกิดจากการหลุดลอกของเยื่อบุลำไส้และเลือดที่ออกในทางเดินอาหาร
  • ก้อนที่ขาหนีบหรือท้อง: หากเป็นภาวะไส้เลื่อน จะคลำพบก้อนแข็งที่บริเวณขาหนีบหรือถุงอัณฑะที่ไม่สามารถดันกลับเข้าไปในช่องท้องได้ และก้อนนั้นจะมีอาการบวมแดงและเจ็บมากเมื่อสัมผัส
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามใช้วิธีนวดท้องหรือพยายามออกแรงกดดันก้อนที่ขาหนีบด้วยตนเองอย่างเด็ดขาด เพราะอาจทำให้ลำไส้ที่ขาดเลือดอยู่แล้วเกิดการแตกทะลุ ส่งผลให้เชื้อโรคกระจายทั่วช่องท้องและเกิดภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดที่เป็นอันตรายถึงชีวิต

สัญญาณเตือนอันตรายระดับวิกฤตที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)

หากทารกมีอาการเหล่านี้ร่วมกับการร้องไห้เสียงแหลมสูงในเวลากลางคืน ถือเป็นเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ (Medical Emergency) ที่ต้องนำตัวส่งโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอให้ถึงเช้า

  • ทารกซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ปลุกตื่นยาก หรือหมดสติ
  • มีไข้สูงร่วมด้วย ซึ่งบ่งบอกถึงการอักเสบหรือการติดเชื้อในช่องท้อง
  • ท้องอืดแน่นแข็ง ผนังหน้าท้องตึง
  • ผิวหนังบริเวณก้อนที่ขาหนีบเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำหรือดำ
  • มีภาวะขาดน้ำรุนแรง เช่น ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปากแห้ง กระหม่อมยุ๋มลึก และปัสสาวะไม่ออกเกินห ชั่วโมง

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ของกุมารแพทย์และศัลยแพทย์

เมื่อเดินทางมาถึงโรงพยาบาล ทีมแพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยอย่างรวดเร็วและแม่นยำ เพื่อให้การรักษาทันท่วงที

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย: แพทย์จะสอบถามลักษณะการร้อง ระยะเวลา อาการอาเจียน และทำการตรวจช่องท้องและบริเวณขาหนีบอย่างละเอียด
  • การอัลตราซาวด์ช่องท้อง (Abdominal Ultrasound): เป็นวิธีที่มีความแม่นยำสูงมากในการวินิจฉัยภาวะลำไส้กลืนกัน โดยจะพบลักษณะภาพที่เรียกว่า Target sign หรือ Pseudokidney sign
  • การเอกซเรย์ช่องท้อง (Abdominal X-ray): เพื่อประเมินภาวะลำไส้อุดตัน ลมในช่องท้อง หรือความผิดปกติของโครงสร้างกระดูกและอวัยวะภายใน
  • การตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการ: เพื่อประเมินภาวะเกลือแร่ในร่างกาย ภาวะการขาดน้ำ และหาหลักฐานการติดเชื้อ

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาโรคทั้งสองชนิดนี้ต้องดำเนินการโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในโรงพยาบาลเท่านั้น ไม่สามารถรักษาให้หายได้ด้วยการรับประทานยาที่บ้าน

การรักษาภาวะลำไส้กลืนกัน

ในระยะแรกที่ยังไม่มีภาวะลำไส้เน่าทะลุ แพทย์สามารถรักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด (Non-surgical reduction) โดยการสวนแป้ง (Barium enema) หรือการสวนด้วยลม (Air enema) ภายใต้การควบคุมของเครื่องเอกซเรย์ เพื่อดันให้ลำไส้ที่กลืนกันกลับคืนสู่ตำแหน่งเดิม แต่หากวิธีนี้ไม่ได้ผล หรือมีภาวะลำไส้ทะลุ จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดฉุกเฉินโดยศัลยแพทย์เด็ก

การรักษาภาวะไส้เลื่อนขาหนีบติดคา

แพทย์จะพิจารณาให้ยาระงับปวดและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ จากนั้นศัลยแพทย์จะทำการดันลำไส้กลับเข้าช่องท้องด้วยความระมัดระวัง (Manual reduction) หากทำสำเร็จ แพทย์จะนัดหมายเพื่อทำการผ่าตัดซ่อมแซมผนังหน้าท้องในเวลาอันใกล้ แต่หากไม่สามารถดันกลับได้ หรือสงสัยว่าลำไส้เน่าตาย จะต้องทำการผ่าตัดเปิดช่องท้องฉุกเฉินทันทีเพื่อตัดลำไส้ส่วนที่เสียออก

คำแนะนำจากคุณหมอ: ภายหลังการรักษา ทารกจะต้องพักฟื้นในโรงพยาบาลเพื่อสังเกตการณ์ทำงานของลำไส้ การให้อาหารทางสายยางหรือทางเส้นเลือดดำจะค่อยๆ ปรับเปลี่ยนเป็นการให้นมทางปากเมื่อลำไส้เริ่มกลับมาทำงานเป็นปกติแล้ว

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

  • ห้ามให้เด็กรับประทานอาหารหรือนมใดๆ ทางปากทันทีเมื่อสงสัยว่ามีภาวะลำไส้อุดตันหรือไส้เลื่อนติดคา เพราะอาจทำให้อาเจียนและสำลักลงปอดได้
  • ห้ามซื้อยาลดกรด ยาแก้ปวดท้อง หรือยาขับลมมาให้ทารกรับประทานเองเพื่อหวังจะบรรเทาอาการ เพราะจะทำให้อาการของโรครุนแรงขึ้นและเป็นการบิดเบือนอาการทางคลินิกที่สำคัญ
  • ห้ามประคบร้อนหรือประคบเย็นบริเวณก้อนที่ขาหนีบเองโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์

การป้องกันและการดูแลระยะยาวสำหรับทารก

เนื่องจากภาวะไส้เลื่อนขาหนีบเป็นความผิดปกติทางกายวิภาคแต่กำเนิด จึงไม่สามารถป้องกันได้ด้วยการรับประทานอาหารหรือวิตามิน แต่สามารถป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ด้วยการสังเกตความผิดปกติของลูกน้อยตั้งแต่เนิ่นๆ เมื่ออาบน้ำหรือเปลี่ยนผ้าอ้อม หากสังเกตเห็นก้อนตุงที่บริเวณขาหนีบหรือถุงอัณฑะ ควรพาไปพบกุมารแพทย์เพื่อวางแผนรับการผ่าตัดรักษาล่วงหน้า ก่อนที่จะเกิดภาวะติดคาในเวลากลางคืน

ส่วนภาวะลำไส้กลืนกันในทารกบางรายอาจมีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัสในทางเดินอาหาร การรักษาสุขอนามัยที่ดี การล้างมือให้สะอาดก่อนสัมผัสทารก และการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสที่เป็นตัวกระตุ้นได้

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

เพื่อให้สามารถปฏิบัติได้อย่างถูกต้องเมื่อเผชิญเหตุการณ์ทารกร้องไห้เสียงแหลมสูงตอนกลางคืน พ่อแม่ควรยึดถือแนวทางปฏิบัติฉบับย่อดังนี้

  • ขั้นตอนที่ 1: ตั้งสติและตรวจร่างกายเบื้องต้น ถอดเสื้อผ้าทารกออกเพื่อตรวจดูผิวหนัง ท้อง และบริเวณขาหนีบอย่างละเอียดว่ามีก้อนบวมแข็งหรือรอยแดงหรือไม่
  • ขั้นตอนที่ 2: สังเกตลักษณะการร้อง หากเป็นการร้องไห้เสียงแหลมสูงต่อเนื่อง งอขา อาเจียนพุ่ง หรือมีอุจจาระปนเลือด ให้ตระหนักทันทีว่าเป็นภาวะฉุกเฉิน
  • ขั้นตอนที่ 3: งดการให้นมและอาหารทางปากทันทีเพื่อป้องกันการสำลัก และห้ามซื้อยาให้เด็กกินเองเด็ดขาด
  • ขั้นตอนที่ 4: รีบนำตัวทารกส่งแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉินของโรงพยาบาลใกล้บ้านทันที เพื่อให้ได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาจากกุมารแพทย์และศัลยแพทย์โดยเร็วที่สุด
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down