ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกติดโควิดไข้ขึ้นสูงกี่วัน พร้อมความเข้าใจในกลไกโรค

เมื่อเด็กเล็กติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด (COVID-19) สิ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครองมีความกังวลมากที่สุดคืออาการไข้สูง โดยทั่วไปแล้วอาการไข้สูงในเด็กที่ติดเชื้อโควิดมักจะเกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาสามถึงห้าวันแรกของการเจ็บป่วย และค่อยๆ ลดความรุนแรงลงเมื่อร่างกายเริ่มสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อสู้กับเชื้อไวรัส กลไกการเกิดไข้เป็นปฏิกิริยาตามธรรมชาติของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายที่พยายามเพิ่มอุณหภูมิเพื่อยับยั้งการแบ่งตัวของเชื้อโรค อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาของไข้อาจมีความแตกต่างกันไปตามสายพันธุ์ของไวรัส ภูมิคุ้มกันพื้นฐานของเด็กแต่ละคน รวมถึงประวัติการได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิดมาก่อนหน้านี้

ในกลุ่มทารกและเด็กเล็ก ระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้ตอบสนองต่อเชื้อโรคด้วยการทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นได้อย่างรวดเร็ว การเข้าใจถึงธรรมชาติของโรคจะช่วยลดความตื่นตระหนก และช่วยให้ผู้ปกครองสามารถสังเกตอาการของลูกน้อยได้อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งให้การดูแลรักษาประคับประคองตามอาการได้อย่างถูกต้องในระหว่างที่พักฟื้นอยู่ที่บ้าน

สาเหตุและเส้นทางการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสในเด็ก

โรคโควิดเกิดจากการติดเชื้อไวรัสกลุ่มโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งติดต่อผ่านทางละอองฝอยจากการไอ จาม การพูดคุย หรือการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนแล้วนำมือเข้าปาก จมูก หรือตา ในเด็กเล็กมักติดเชื้อจากการสัมผัสใกล้ชิดกับสมาชิกในครอบครัว ผู้ดูแล หรือเพื่อนในสถานรับเลี้ยงเด็ก เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะจับกับตัวรับบนผิวเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจ และเริ่มกระบวนการแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการอักเสบในระบบทางเดินหายใจส่วนบนและส่วนล่าง ปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เด็กมีอาการรุนแรง ได้แก่ โรคประจำตัว เช่น โรคหอบหืด โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือภาวะน้ำหนักเกิน

อาการแสดงและลำดับพัฒนาการของโรคในเด็ก

อาการติดเชื้อโควิดในเด็กมักเริ่มต้นด้วยไข้สูงเฉียบพลัน อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามตัว ในเด็กโตอาจบ่นว่าเจ็บคอ คัดจมูก น้ำูกไหล หรือมีอาการไอแห้งๆ ในระยะต่อมา เด็กบางรายอาจมีอาการทางระบบทางเดินอาหารร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง หรือมีอาการท้องเสีย ซึ่งพบได้บ่อยกว่าในผู้ใหญ่ ระยะฟื้นตัวมักจะเริ่มขึ้นหลังจากผ่านพ้นช่วงสามถึงห้าวันแรกไปแล้ว หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน อาการไข้จะค่อยๆ ลดลงจนเป็นปกติภายในเจ็ดถึงสิบวัน แต่อาการไออาจหลงเหลืออยู่ได้อีกสักระยะหนึ่ง

ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากเด็กมีไข้สูงติดต่อกันเกินสี่วัน หรือไข้เริ่มลดลงแล้วกลับมาสูงใหม่อีกครั้งอย่างกะทันหันในสัปดาห์ที่สอง อาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน หรือกลุ่มอาการอักเสบหลายระบบในเด็ก (MIS-C) ซึ่งต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพาไปพบแพทย์ทันที

การดูแลเด็กติดโควิดที่บ้าน ผู้ปกครองต้องสังเกตอาการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีสัญญาณเตือนอันตรายหรือที่เรียกว่า Red Flags ที่บ่งบอกว่าอาการของเด็กกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤตและต้องได้รับการดูแลจากแพทย์โดยด่วน ได้แก่

  • ไข้สูงมากและไม่ตอบสนองต่อยาลดไข้ หรือมีไข้สูงต่อเนื่องเกินสามถึงสี่วัน
  • มีอาการชักจากไข้สูง หรือเกร็งกระตุก
  • ซึมลง ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมสบตา หรือมีความผิดปกติทางระบบประสาท
  • หายใจหอบเหนื่อย หายใจลำบาก หายใจมีเสียงดัง หรือเวลาหายใจสังเกตเห็นซี่โครงบุ๋ม ท้องบุ๋ม ปีกจมูกบาน
  • ริมฝีปาก ปลายมือ ปลายเท้าเขียวคล้ำ ภาวะขาดออกซิเจน
  • อาการแสดงของภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง เช่น ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปากแห้ง กระหม่อมบุ๋มในทารก และปัสสาวะไม่ออกนานเกิน 6 ถึง 8 ชั่วโมง
  • อาการปวดท้องรุนแรง อาเจียนต่อเนื่องจนไม่สามารถรับประทานอะไรได้เลย

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อเด็กมีอาการเข้าข่ายติดเชื้อโควิด แพทย์จะทำการซักประวัติการสัมผัสผู้ป่วยและการได้รับวัคซีน ร่วมกับการตรวจร่างกายอย่างละเอียด การตรวจยืนยันทำได้โดยการใช้ชุดตรวจโควิดแบบแยงจมูก (Rapid Antigen Test) หากผลเป็นบวกแพทย์จะประเมินความรุนแรงของโรค ในรายที่มีอาการรุนแรงหรือมีโรคประจำตัว แพทย์อาจพิจารณาตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม เช่น การตรวจเลือดเพื่อดูระดับการอักเสบ การเอกซเรย์ปอดเพื่อประเมินภาวะปอดอักเสบ หรือการวัดระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด

วิธีดูแลรักษาที่บ้านและการใช้ยาอย่างถูกต้องปลอดภัย

การรักษาโรคโควิดในเด็กส่วนใหญ่เป็นการรักษาประคับประคองตามอาการเนื่องจากเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส การบริหารยาจึงต้องทำด้วยความระมัดระวังและอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรอย่างเคร่งครัด

  • การให้ยาลดไข้: ควรใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) คำนวณขนาดยาตามน้ำหนักตัวของเด็ก คือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ให้กินทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้ ห้ามให้ยาเกินขนาดที่กำหนด
  • การเช็ดตัวลดไข้: ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นหมาดๆ เช็ดตามซอกพับ หน้าผาก และลำตัว เพื่อช่วยระบายความร้อนร่วมกับการให้ยาลดไข้
  • การดูแลภาวะขาดน้ำ: ให้เด็กดื่มน้ำสะอาด นม หรือสารละลายเกลือแร่ (ORS) ทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
  • โภชนาการ: เลือกอาหารอ่อน ย่อยง่าย รสชาติไม่จัด เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก หรือซุปอุ่นๆ หากเด็กทานอาหารได้น้อย ให้แบ่งมื้ออาหารเป็นมื้อเล็กๆ หลายมื้อ
คำแนะนำจากคุณหมอ: ห้ามซื้อยาต้านไวรัสหรือยาปฏิชีวนะให้เด็กกินเองโดยเด็ดขาด การใช้ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียไม่มีผลต่อการรักษาโรคโควิดและอาจก่อให้เกิดเชื้อดื้อยาได้ นอกจากนี้ห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็กเด็ดขาด เพราะอาจเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการรายส์ซินโดรม (Reye syndrome) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดในการดูแลเด็ก

นอกจากการใช้ยาอย่างระมัดระวังแล้ว ผู้ปกครองควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ไอหรือยาลดน้ำมูกบางชนิดในเด็กอายุต่ำกว่าสองปีโดยไม่ปรึกษาแพทย์ เนื่องจากอาจเกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย ห้ามใช้ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในช่วงที่ยังไม่แน่ชัดว่าเด็กเป็นไข้เลือดออกหรือไม่ เพราะอาจทำให้เลือดออกง่ายขึ้น หลีกเลี่ยงการให้เด็กนอนในห้องที่ปิดทึบอย่างไร้อากาศถ่ายเท ควรเปิดหน้าต่างให้มีอากาศบริสุทธิ์หมุนเวียน แต่ต้องระมัดระวังไม่ให้เด็กโดนลมแอร์หรือลมพัดโดยตรงจนเกินไป

การป้องกันการติดเชื้อและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อโควิดในเด็กที่ดีที่สุดคือการสร้างเสริมสุขภาพและภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรง เด็กควรได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิดและวัคซีนพื้นฐานอื่นๆ ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขอย่างครบถ้วน ส่งเสริมให้เด็กกินอาหารที่มีประโยชน์ครบห้าหมู่ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายตามวัย ฝึกสุขอนามัยที่ดีด้วยการล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำสะอาด หรือเจลแอลกอฮอล์ สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในพื้นที่แออัดหรือมีความเสี่ยง และหลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่ที่มีคนพลุกพล่านในช่วงที่มีการแพร่ระบาดสูง

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล:
1. สังเกตอาการไข้สูงในช่วง 3 ถึง 5 วันแรก และเตรียมยาลดไข้พาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวให้พร้อม
2. วัดไข้และประเมินอาการซึม การหายใจ และการดื่มน้ำอย่างสม่ำเสมอทุก 4 ชั่วโมง
3. เช็ดตัวลดไข้และให้ดื่มน้ำเกลือแร่หรือนมเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
4. ห้ามใช้ยาแอสไพริน ยาไอบูโพรเฟน หรือยาปฏิชีวนะเด็ดขาด
5. รีบพาเด็กไปพบแพทย์ทันทีหากพบสัญญาณอันตราย เช่น หอบเหนื่อย ชัก ซึม หรือปัสสาวะไม่ออก
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down