ลูกติดโควิดมีอาการชักจากไข้สูง วิธี ปฐมพยาบาลที่ถูกต้องช่วยชีวิตลูกน้อยได้อย่างไร
สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในเด็กยังคงเป็นสิ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด แม้ในเด็กส่วนใหญ่จะมีอาการไม่รุนแรงคล้ายไข้หวัดใหญ่ แต่ในเด็กเล็กกลุ่มอายุระหว่างหกเดือนถึงห้าปี อาจพบภาวะแทรกซ้อนที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับครอบครัวเป็นอย่างมาก นั่นคือ ลูกติดโควิดมีอาการชักจากไข้สูง วิธี การรับมือและปฐมพยาบาลที่ถูกต้องจึงเป็นทักษะชีวิตที่สำคัญที่สุดที่ผู้ดูแลทุกคนต้องมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับสมองและระบบประสาทของเด็ก
ทำความเข้าใจสาเหตุและกลไก: ทำไมเด็กติดโควิดจึงมีอาการชักเมื่อมีไข้สูง
อาการชักจากไข้สูงในเด็ก หรือที่ในทางการแพทย์เรียกว่า (Febrile Seizure) เกิดขึ้นจากการที่อุณหภูมิร่างกายของเด็กเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อไข้พุ่งสูงเกินสามสิบเก้าองศาเซลเซียส ในเด็กเล็กระบบประสาทส่วนกลางและสมองยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ เซลล์สมองมีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและความร้อนสูง เมื่อเชื้อไวรัสโวิด (COVID-19) เข้าสู่ร่างกาย จะกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันหลั่งสารสื่ออักเสบที่เรียกว่า (Pyrogenic Cytokines) ออกมา ซึ่งสารเหล่านี้จะไปส่ง สัญญาณ ให้ศูนย์ควบคุมอุณหภูมิร่างกายในสมองปรับตั้งค่าความร้อนสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดไข้สูงและกระตุ้นให้เกิดกระแสไฟฟ้าในสมองทำงานผิดปกติชั่วคราว จนเกิดอาการเกร็ง กระตุก หรือหมดสติไปในที่สุด
อาการสำคัญและลักษณะของภาวะชักจากไข้สูงที่ต้องสังเกต
เมื่อเด็กติดโควิดและมีไข้สูง พ่อแม่ต้องเฝ้าระวังอาการเตือนอย่างใกล้ชิด ลักษณะอาการชักจากไข้สูงที่พบบ่อย ได้แก่
- เด็กมีอาการเกร็งกระตุกที่แขนและขาทั้งสองข้าง
- ตาเหลือกค้าง กรอกตาขึ้นด้านบน
- ริมฝีปากเขียวคล้ำเนื่องจากหายใจไม่สะดวกชั่วขณะ
- ไม่รู้สึกตัว หรือเรียกไม่รู้สึกตัวในช่วงที่กำลังชัก
- หลังจากอาการชักสงบลง เด็กมักจะมีอาการซึม ง่วงนอน หรือหลับลึก
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพาไปโรงพยาบาลทันที (Red Flag Symptoms)
นอกเหนือจากอาการชักแล้ว หากเด็กติดโควิดมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ถือเป็นสัญญาณวิกฤตที่ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลโดยด่วน
- ไข้สูงเกินสามสิบเก้าองศาเซลเซียสต่อเนื่องนานเกินสามวันและไม่ตอบสนองต่อยาลดไข้
- อาการชักเกิดขึ้นนานเกินห้านาที หรือชักซ้ำหลายครั้งในวันเดียวกัน
- มีอาการหายใจหอบเหนื่อย ปีกจมูกบาน หน้าอกบุ๋มขณะหายใจ
- ภาวะขาดน้ำรุนแรง เช่น ปากแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะน้อยลงมากหรือไม่มีเลยนานกว่าหกชั่วโมง
- ซึมมากปลุกไม่ตื่น อาเจียนพุ่งตลอดเวลา หรือมีผื่นจุดเลือดออกตามตัว
วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ถูกต้องและปลอดภัยที่สุดเมื่อลูกชักจากไข้
เมื่อพบว่าลูกมีอาการชักจากไข้สูง สิ่งสำคัญที่สุดคือ ตั้งสติ และปฏิบัติตามขั้นตอนทางการแพทย์ดังนี้
- จัดท่าให้ถูกต้อง: ให้เด็กนอนราบลงบนพื้นผิวที่ปลอดภัย นุ่มพอสมควร เช่น บนที่นอนหรือเสื่อ ห้ามให้เด็กอยู่ใกล้ของมีคม บันได หรือวัตถุอันตราย
- ตะแคงตัวเด็กไปด้านใดด้านหนึ่ง: เพื่อป้องกันไม่ให้เสมหะ น้ำลาย หรืออาเจียนไหลย้อนกลับลงไปอุดกั้นทางเดินหายใจ ซึ่งอาจทำให้สำลักได้
- ห้ามใส่สิ่งของใดๆ เข้าไปในปากเด็กเด็ดขาด: ความเชื่อที่ว่าต้องเอาช้อน ผ้า หรือนิ้วมือไปงัดปากเพื่อกันกัดลิ้นเป็นความเข้าใจที่ผิดมหันต์ การทำเช่นนั้นอาจทำให้ฟันหัก บาดเจ็บในช่องปาก หรือสิ่งแปลกปลอมหลุดไปอุดหลอดลมจนเสียชีวิตได้
- คลายเสื้อผ้าให้หลวม: เพื่อระบายความร้อนและช่วยให้เด็กหายใจได้สะดวกยิ่งขึ้น
- ห้ามบังคับหรือตรึงแขนขา:ปล่อยให้การเกร็งดำเนินไปตามธรรมชาติ อย่าพยายามกดหรือฝืนอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของเด็ก
- สังเกตเวลาและลักษณะอาการ: จดจำระยะเวลาที่เด็กชัก ลักษณะการเกร็ง เพื่อแจ้งให้แพทย์ทราบ
วิธีรักษาทางการแพทย์และการดูแลที่บ้านอย่างถูกวิธี
เมื่อเด็กถึงมือแพทย์ แพทย์จะทำการตรวจประเมินทางระบบประสาท ตรวจหาเชื้อโควิดยืนยันด้วยวิธี (Rapid Antigen Test) หรือ (RT-PCR) รวมถึงตรวจหาสาเหตุอื่นๆ เช่น การติดเชื้อในกระแสเลือดหรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ แนวการรักษาหลักประกอบด้วยการควบคุมอุณหภูมิร่างกาย การให้ยาลดไข้ และการรักษาตามอาการ
สำหรับการดูแลที่บ้านเมื่อผ่านพ้นภาวะวิกฤต มีแนวทางปฏิบัติที่สำคัญดังนี้
- การเช็ดตัวลดไข้ (Tepid Sponge): ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นหมาดๆ เช็ดตามซอกพับ คอ รักแร้ ขาหนีบ เพื่อช่วยระบายความร้อน ห้ามใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็งเด็ดขาดเพราะจะทำให้หลอดเลือดหดตัวและไข้สูงขึ้นกว่าเดิม
- การให้ยาลดไข้ที่ถูกต้อง: ให้รับประทานยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ในขนาดที่เหมาะสมคือน้ำหนักตัวเด็กคูณสิบถึงสิบห้า (10-15 mg/kg) ทุกสี่ถึงหกชั่วโมงเมื่อมีไข้
- การชดเชยน้ำและเกลือแร่: ให้ดื่มน้ำสะอาด นม หรือสารละลายเกลือแร่ (ORS) ทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำจากการมีไข้สูง
สิ่งห้ามทำและข้อควรระวังสำคัญสำหรับพ่อแม่
ในยามที่ลูกป่วยและมีไข้สูง พ่อแม่มักมีความกังวลและอาจทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพของเด็ก ดังนี้
- ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) ในเด็ก: เด็ดขาด เพราะอาจเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการเรย์ (Reye's Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะตับและสมองอักเสบรุนแรงถึงชีวิต
- ห้ามใช้ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ทันทีหากยังไม่แน่ใจโรค: ในช่วงที่ยังไม่ตัดโรคไข้เลือดออก การใช้ยาในกลุ่มเอ็นเซด (NSAIDs) อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดเลือดออกในทางเดินอาหารได้
- ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ให้เด็กกินเอง: โควิดเป็นโรคที่เกิดจากไวรัส การใช้ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียจึงไม่มีผลในการรักษา และอาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยาได้
- ห้ามเช็ดตัวด้วยแอลกอฮอล์: แอลกอฮอล์จะซึมเข้าสู่ผิวหนังเด็กและทำให้เกิดพิษ รวมถึงทำให้ผิวแห้งระคายเคืองอย่างมาก
การป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว
การป้องกันไม่ให้เด็กติดเชื้อโควิดและลดความเสี่ยงในการเกิดไข้สูงจนชัก สามารถทำได้โดยการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี ได้แก่ การพาเด็กรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิดตามคำแนะนำของกุมารแพทย์เมื่อถึงเกณฑ์อายุ การรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลล้างมือบ่อยๆ สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในพื้นที่แออัด และการดูแลโภชนาการให้เด็กได้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบห้าหมู่ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายมีความแข็งแรงพร้อมต่อสู้กับเชื้อโรค