ลูกติดเชื้อโรคโควิดสิบเก้าและปัญหาสุขภาพที่พ่อแม่ต้องกังวล
การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสองพันสิบเก้าหรือที่เรารู้จักกันในชื่อโรคโควิดสิบเก้า (COVID-19) ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญสำหรับครอบครัวที่มีเด็กเล็ก โดยเฉพาะในทารกและเด็กวัยเตาะแตะที่มีระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ เมื่อเด็กเล็กติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ อาการมักไม่ได้แสดงออกแค่เพียงไข้หวัดทั่วไป แต่สามารถลุกลามจนทำให้เด็กเกิดอาการเบื่ออาหาร กินไม่ได้ และซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งอาการเหล่านี้มักนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายที่สุดอย่างหนึ่ง นั่นคือ ภาวะขาดน้ำ (Dehydration) ในเด็กเล็ก ซึ่งหากพ่อแม่ไม่สังเกตและให้การดูแลอย่างทันท่วงที อาจอันตรายถึงชีวิตได้
สาเหตุและกลไกการเกิดโรคเมื่อเด็กเล็กติดเชื้อไวรัส
เมื่อเด็กได้รับเชื้อไวรัสโควิดสิบเก้า เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายผ่านทางระบบทางเดินหายใจและแพร่กระจายไปยังเนื้อเยื่อต่างๆ กลไกของโรคทำให้เกิดการอักเสบในเยื่อบุทางเดินหายใจ ส่งผลให้เด็กมีอาการไข้สูง เจ็บคอมาก คัดจมูก น้ำมูกไหล และอาจมีอาการทางระบบทางเดินอาหารร่วมด้วยเช่น ท้องเสีย อาเจียน หรือปวดท้อง นอกจากนี้สารสื่ออักเสบที่ร่างกายหลั่งออกมาเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรคยังส่งผลกระทบต่อศูนย์ควบคุมอุณหภูมิและความอยากอาหารในสมอง ทำให้เด็กมีความอยากอาหารลดลงอย่างเฉียบพลัน ประกอบกับอาการเจ็บคอที่ทำให้เด็กกลืนน้ำลายหรือกลืนนมได้ยาก เด็กจึงปฏิเสธการดื่มน้ำและอาหาร ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของวงจรอันตรายที่ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่ปริมาณมากอย่างรวดเร็ว
อาการสำคัญและพัฒนาการของโรคในเด็กเล็ก
อาการของการติดเชื้อไวรัสโควิดสิบเก้าในเด็กเล็กมักเริ่มต้นด้วยอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ทั่วไป ก่อนจะพัฒนาไปสู่อาการที่จำเพาะเจาะจงมากขึ้น โดยสามารถแบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ได้ดังนี้
- ระยะเริ่มต้น: เด็กเริ่มมีไข้ต่ำถึงสูง อาการไอ จาม น้ำมูกไหล อ่อนเพลีย งอแงมากกว่าปกติ และเริ่มมีความสนใจในการกินนมนอาหารลดลง
- ระยะแสดงอาการเด่นชัด: ไข้สูงขึ้นต่อเนื่อง อาการเจ็บคอทวีความรุนแรงจนเด็กไม่ยอมกลืนอะไรเลย หายใจเร็วกว่าปกติ อาจมีอาการอาเจียนหรือถ่ายเหลวร่วมด้วย เริ่มมีอาการซึมลง ไม่ค่อยเล่น ปัสสาวะน้อยลงและมีสีเข้ม
- ระยะฟื้นตัว: หากได้รับการรักษาและการประคับประคองที่ถูกต้อง ไข้จะเริ่มลดลงภายในเจ็ดถึงสิบวัน ความอยากอาหารค่อยๆ กลับมา และเด็กเริ่มมีความสดใสขึ้นตามลำดับ
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพาไปโรงพยาบาลทันที
พ่อแม่และผู้ดูแลต้องเฝ้าระวังอาการเตือนภัย (Red Flag Symptoms) อย่างใกล้ชิด หากพบอาการเหล่านี้ร่วมกับการติดเชื้อไวรัสโควิดสิบเก้า ควรรีบนำตัวเด็กส่งโรงพยาบาลหรือห้องฉุกเฉินทันทีโดยไม่ต้องรอให้ครบกำหนดกักตัว
- ซึมมากปลุกตื่นยาก ไม่สบตา ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง หรือหมดสติ
- มีภาวะขาดน้ำรุนแรง เช่น ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปากแห้งสนิท ตาโหล ลึก กระหม่อมยุบในทารก
- ปัสสาวะไม่ออกเลย หรือไม่มีปัสสาวะนานเกินหกถึงแปดชั่วโมงในเด็กเล็ก
- หายใจหอบเหนื่อย หายใจแรงจนซี่โครงบุ๋ม ปีกจมูกบาน หรือริมฝีปากและปลายนิ้วมีสีเขียวคล้ำ
- มีอาการชักจากไข้สูง หรือเกร็งกระตุกตามร่างกาย
- ไข้สูงเกินสามสิบเก้าองศาเซลเซียสที่ไม่ยอมลดลงเลยแม้จะเช็ดตัวและให้ยาลดไข้แล้ว
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
เมื่อมาถึงโรงพยาบาล กุมารแพทย์จะทำการประเมินอาการอย่างละเอียดเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของเด็ก โดยขั้นตอนการวินิจฉัยอาจประกอบด้วย
- การซักประวัติอย่างละเอียดเกี่ยวกับระยะเวลาการมีไข้ ปริมาณนมหรือน้ำที่ดื่มได้ และจำนวนครั้งของปัสสาวะ
- การตรวจร่างกายทั่วไป ประเมินสัญญาณชีพ ระดับความรู้สึกตัว และประเมินความรุนแรงของภาวะขาดน้ำตามเกณฑ์มาตรฐานทางการแพทย์
- การตรวจหาเชื้อไวรัสด้วยวิธีแยงจมูกหรือคอ (COVID-19 ATK หรือ RT-PCR)
- การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม เช่น การตรวจเลือดเพื่อดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด การทำงานของไต และความสมดุลของเกลือแร่ในร่างกาย หากเด็กมีอาการขาดน้ำรุนแรงหรือซึมมาก
- การเอกซเรย์ปอด ในกรณีที่แพทย์สงสัยว่ามีภาวะปอดอักเสบติดเชื้อแทรกซ้อน
วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์
การรักษาเด็กที่ติดเชื้อโควิดสิบเก้าและมีภาวะขาดน้ำ จะเน้นการรักษาตามอาการและการประคับประคองระบบไหลเวียนโลหิตในร่างกายให้กลับสู่ภาวะปกติ
- การให้น้ำเกลือแร่ (ORS): หากเด็กยังมีสติและสามารถดื่มได้ แพทย์จะแนะนำให้จิบสารละลายเกลือแร่สำหรับเด็กทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง เพื่อชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไป ห้ามให้ดื่มน้ำเปล่าบริสุทธิ์ปริมาณมากๆ ในคราวเดียวเพราะอาจทำให้เกลือแร่ในเลือดต่ำลง20
- การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ (IV Fluid): ในกรณีที่เด็กซึมมาก อาเจียนตลอดเวลา หรือมีภาวะขาดน้ำระดับปานกลางถึงรุนแรงจนไม่สามารถกินทางปากได้ แพทย์จำเป็นต้องรับตัวเด็กไว้รักษาในโรงพยาบาลและให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำเพื่อปรับสมดุลของร่างกายอย่างเร่งด่วน
- การลดไข้และการบรรเทาอาการเจ็บคอ: ให้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวที่ถูกต้องเพื่อลดไข้และบรรเทาอาการปวด
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด
ในการดูแลเด็กเล็กที่ป่วยเป็นไข้และมีอาการซึม มีข้อควรปฏิบัติทางการแพทย์ที่เคร่งครัดซึ่งพ่อแม่ต้องจำให้ขึ้นใจ
- ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) และยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) เด็ดขาดในเด็กที่สงสัยว่าอาจเป็นโรคติดเชื้อไวรัส เช่น ไข้หวัดใหญ่ ไข้เลือดออก หรือโควิดสิบเก้า เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการเรย์ซินโดรม (Reye's syndrome) ที่เป็นอันตรายถึงชีวิต หรือทำให้เลือดออกในทางเดินอาหารได้ง่ายขึ้น
- การคำนวณขนาดยาพาราเซตามอลต้องแม่นยำ: ขนาดยาที่ถูกต้องคือ สิบถึงสิบห้าิลลิกรัม่อนน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ให้กินทุกสี่ถึงหกชั่วโมงเฉพาะเวลาที่มีไข้หรือปวดเท่านั้น และห้ามให้ยาเกินขนาดเด็ดขาด
- ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อให้เด็กกินเอง: โรคโควิดสิบเก้าเกิดจากเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะจึงไม่มีผลในการรักษาใดๆ ทั้งสิ้น และอาจก่อให้เกิดเชื้อดื้อยา รวมถึงผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินอาหารของเด็กได้
วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว
การป้องกันการติดเชื้อและการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงในเด็กเล็ก เริ่มต้นจากการสร้างเกราะป้องกันที่แข็งแรงรอบตัวเด็ก
- การรับวัคซีนป้องกันโรคโควิดสิบเก้า: พาเด็กอายุตั้งแต่หกเดือนขึ้นไปเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิดสิบเก้าตามคำแนะนำของกุมารแพทย์และกระทรวงสาธารณสุข เพื่อลดความรุนแรงของโรคและการนอนโรงพยาบาล
- การรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล: ล้างมือให้เด็กบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำสะอาด หรือเจลแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัด อากาศถ่ายเทไม่สะดวก หรือมีผู้คนหนาแน่น
- โภชนาการที่เหมาะสม: ส่งเสริมให้เด็กรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบห้าหมู่ ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ และนอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติให้แข็งแรงพร้อมต่อสู้กับเชื้อโรค
1. สังเกตอาการซึม ปริมาณการกินนม น้ำ และจำนวนครั้งของผ้าอ้อมที่เปียกปัสสาวะอย่างใกล้ชิด
2. หากเด็กยังมีสติและไม่อาเจียน ให้จิบสารละลายเกลือแร่ (ORS) หรือนมแม่/นมผสมทีละน้อยบ่อยๆ
3. เช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุ่นสะอาดและให้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวที่แพทย์แนะนำ
4. ห้ามให้ยาแอสไพรินหรือไอบูโพรเฟนเด็ดขาด
5. รีบพาไปพบแพทย์ทันทีหากพบสัญญาณอันตราย เช่น ซึมมาก ไม่ยอมดื่มน้ำ ปัสสาวะไม่ออก หรือหายใจหอบเหนื่อย