ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกติดโควิดกินไม่ได้ซึมลง สัญญาณอันตรายที่พ่อแม่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา หรือโรคโควิด (COVID-19) ในเด็กเล็กและทารก ยังคงเป็นความกังวลใจอันดับต้นๆ ของคุณพ่อคุณแม่ แม้ว่าในเด็กส่วนใหญ่จะมีอาการไม่รุนแรงคล้ายไข้หวัดใหญ่ แต่ในกลุ่มเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี หรือเด็กที่มีโรคประจำตัว ความสามารถในการบอกอาการของตนเองยังมีข้อจำกัด ทำให้ผู้ปกครองต้องสังเกตความผิดปกติอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะภาวะที่ลูกติดโควิดแล้วกินไม่ได้ ซึมลง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะขาดน้ำ (Dehydration) รุนแรงที่ต้องได้รับการดูแลรักษาจากแพทย์อย่างเร่งด่วน

สาเหตุและกลไกการเกิดโรค เมื่อเชื้อโควิดเล่นงานเด็กเล็ก

โรคโควิด (COVID-19) เกิดจากการติดเชื้อไวรัสซาร์ส-คอฟ-ทู (SARS-CoV-2) ซึ่งเข้าสู่ร่างกายผ่านระบบทางเดินหายใจ ในเด็กเล็ก ระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้ไวรัสสามารถแพร่กระจายและกระตุ้นการอักเสบในเยื่อบุทางเดินหายใจได้อย่างรวดเร็ว กลไกที่ทำให้เด็กเกิดอาการกินไม่ได้และซึมลงมีหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่

  • อาการอักเสบในลำและคอ (Pharyngitis) และต่อมทอนซิลอักเสบ ทำให้เด็กเจ็บคอมากเวลาคายน้ำลายหรือกลืนอาหารและนม
  • อาการคัดจมูก น้ำมูกไหล หายใจไม่สะดวก ทำให้เด็กไม่สามารถดูดนมหรือรับประทานอาหารได้ตามปกติเพราะต้องหายใจทางปาก
  • พิษของไข้และสารอักเสบในร่างกาย (Cytokines) ส่งผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เด็กมีอาการอ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามตัว และซึมลง
  • ระบบทางเดินอาหารอาจได้รับผลกระทบ ทำให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสียร่วมด้วย ซึ่งเร่งให้เกิดการสูญเสียน้ำในร่างกายอย่างรวดเร็ว

อาการสำคัญและลำดับการดำเนินโรคที่ต้องสังเกต

การสังเกตอาการของเด็กที่ติดเชื้อโควิดควรแบ่งตามระยะเวลาและการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เพื่อให้สามารถประเมินความรุนแรงได้อย่างแม่นยำ

  • ระยะเริ่มต้น: มีไข้ต่ำถึงสูง ไอ จาม น้ำมูกไหล อ่อนเพลียเล็กน้อย ยังสามารถกินนมและอาหารได้บ้างแต่ปริมาณอาจลดลงเล็กน้อย
  • ระยะอาการเด่นชัด: ไข้สูงต่อเนื่อง เจ็บคอมาก ปฏิเสธการกินอาหารและนมอย่างสิ้นเชิง เริ่มมีอาการซึมลง ไม่ค่อยเล่น ร้องกวนมากกว่าปกติ ปัสสาวะเริ่มมีสีเข้มและออกน้อยลง
  • ระยะวิกฤต (ภาวะขาดน้ำ): ปากแห้ง ตาโหล ไม่มีน้ำตาเวลา ร้องไห้ กระหม่อมยุบ (ในทารก) ซึมมากปลุกตื่นยาก ปัสสาวะไม่ องเลยนานเกิน 6 ถึง 8 ชั่วโมง ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนอันตราย
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ภาวะขาดน้ำในเด็กเล็กเกิดขึ้นได้รวดเร็วกว่าผู้ใหญ่มาก เนื่องจากสัดส่วนของน้ำในร่างกายเด็กมีมากกว่า หากเด็กไม่ยอมดื่มนมหรือน้ำเลยติดต่อกันเกิน 4 ถึง 6 ชั่วโมง ร่วมกับมีไข้สูงและอาเจียน ควรพาไปโรงพยาบาลทันทีเพื่อรับการประเมินและให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำ

สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องพาไปโรงพยาบาลทันที

หากพบอาการเหล่านี้ในเด็กที่ติดโควิด ห้ามรอให้ถึงวันนัดหรือรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาด ต้องรีบนำส่งห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที

  • ซึมมาก ปลุกตื่นยาก ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง หรือหมดสติ
  • หายใจหอบเหนื่อย หายใจแรงจนซี่โครงบุ๋ม ท้องกระเพื่อม หรือปีกจมูกบานเวลาหายใจ
  • ริมฝีปาก ปลายมือ ปลายเท้าเขียวคล้ำ (Cyanosis) จากภาวะพร่องออกซิเจน
  • ชักจากไข้สูง หรือมีอาการเกร็งกระตุกของกล้ามเนื้อ
  • อาการขาดน้ำรุนแรง เช่น ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปากแห้งผาก ตาโหล และปัสสาวะไม่ องนานเกิน 6 ชั่วโมง
  • อาเจียนพุ่งทุกครั้งที่รับประทานอาหารหรือน้ำ ไม่สามารถเก็บอะไรไว้ในท้องได้เลย

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อมาถึงโรงพยาบาล กุมารแพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยอย่างเป็นระบบเพื่อประเมินความรุนแรงของโรคและภาวะแทรกซ้อน

  • การซักประวัติอย่างละเอียดเกี่ยวกับระยะเวลาที่มีไข้ ปริมาณนมหรือน้ำที่ดื่มได้ จำนวนครั้งของการปัสสาวะ และโรคประจำตัว
  • การตรวจร่างกายโดยละเอียด ฟังเสียงปอด ประเมินการทำงานของระบบหายใจ และประเมินระดับความรุนแรงของภาวะขาดน้ำ
  • การตรวจหาเชื้อไวรัสด้วยวิธีแยงจมูก (Rapid Antigen Test หรือ RT-PCR) เพื่อยืนยันการติดเชื้อโควิด
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม เช่น การตรวจเลือดเพื่อดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด การตรวจหาความสมดุลของเกลือแร่ในร่างกาย (Electrolytes) และการเอกซเรย์ปอดหากสงสัยว่ามีภาวะปอดอักเสบ (Pneumonia)

วิธีดูแลรักษาและการพยาบาลที่บ้านอย่างถูกวิธี

สำหรับเด็กที่อาการไม่รุนแรงและแพทย์อนุญาตให้กลับมาดูแลที่บ้านได้ การดูแลรักษาจะเน้นการรักษาตามอาการและการป้องกันภาวะขาดน้ำ

  • การให้น้ำเกลือแร่ (Oral Rehydration Salts - ORS): หากเด็กไม่ยอมดื่มนม ให้จิบน้ำเกลือแร่สำหรับเด็กทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง เพื่อชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไปจากไข้และการอาเจียน ห้ามให้ดื่มน้ำเปล่าบริสุทธิ์ปริมาณมากเกินไปในเด็กเล็กเพราะอาจทำให้เกลือแร่ในเลือดต่ำได้
  • การดูแลเรื่องอาหาร: ให้เลือกอาหารอ่อนที่ย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ซุป หรือนมแม่ในทารก หากเด็กเจ็บคอ อาหารอุ่นๆ หรือเย็นๆ เช่น ไอศกรีมรสผลไม้ธรรมชาติ (ไม่มีนม) อาจช่วยลดอาการเจ็บคอและช่วยให้เด็กยอมกลืนได้ง่ายขึ้น
  • การลดไข้ที่ถูกต้อง: ให้เช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุ่น (Tepid Sponge) เป็นระยะ และใช้ยาลดไข้พาราเซตามอล (Paracetamol) ตามขนาดน้ำหนักตัวที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำอย่างเคร่งครัด
คำแนะนำจากคุณหมอ: ขนาดยาพาราเซตามอลที่ปลอดภัยสำหรับเด็กคือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ให้กินทุกๆ 4 ถึง 6 ชั่วโมง เฉพาะเวลาที่มีไข้หรือปวดเท่านั้น และห้ามให้เด็กกินยาเกินขนาดเด็ดขาด

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

ในกระบวนการดูแลเด็กป่วยโรคโควิด มีข้อห้ามทางการแพทย์ที่ผู้ปกครองต้องใส่ใจเป็นพิเศษเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของบุตรหลาน

  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) หรือยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในเด็กที่มีไข้สูงเด็ดขาด จนกว่าจะมั่นใจว่าไม่ใช่โรคไข้เลือดออกหรือโรคติดเชื้อที่เสี่ยงต่อภาวะเลือดออกง่าย เนื่องจากยาเหล่านี้อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการเรย์ส์ซินโดรม (Reye syndrome) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (Antibiotics หรือยาฆ่าเชื้อ) ให้เด็กกินเอง เนื่องจากโควิดเกิดจากเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะจึงไม่มีผลในการรักษา และอาจก่อให้เกิดเชื้อดื้อยา รวมถึงผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหารของเด็กด้วย
  • ห้ามฝืนบังคับให้เด็กกินอาหารหรือนมปริมาณมากๆ ในครั้งเดียว เพราะจะทำให้อาเจียนและเสี่ยงสำลัก ควรใช้วิธีแบ่งมื้ออาหารให้เล็กลงแต่ให้บ่อยครั้งขึ้น

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อโควิดและการเตรียมความพร้อมของร่างกายเด็กเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการลดความรุนแรงของโรค

  • การรับวัคซีนป้องกันโรคโควิดตามคำแนะนำของกุมารแพทย์และกระทรวงสาธารณสุขในกลุ่มอายุที่กำหนด เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่และลดความรุนแรงหากติดเชื้อ
  • การรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ และสวมหน้ากากอนามัยในพื้นที่แออัดเมื่อเด็กมีอายุถึงเกณฑ์ที่เหมาะสม
  • การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติให้แข็งแรง
กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล:
1. สังเกตปริมาณการดื่มนมและน้ำของลูกอย่างใกล้ชิด
2. เฝ้าระวังอาการซึม ปัสสาวะออกน้อย ปากแห้ง ซึ่งบ่งบอกถึงภาวะขาดน้ำ
3. เช็ดตัวลดไข้และให้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด
4. ให้จิบเกลือแร่ (ORS) ทีละน้อยแต่มักๆ เพื่อป้องกันการขาดน้ำ
5. รีบพาไปโรงพยาบาลทันทีหากพบอาการในกลุ่ม Red Flags เช่น หอบเหนื่อย ซึมมาก หรือปัสสาวะไม่ออกเลย
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down