ลูกติดโควิดอาเจียนท้องเสีย: สถานการณ์ที่พ่อแม่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด (COVID-19) ยังคงเป็นความท้าทายสำหรับครอบครัวที่มีเด็กเล็ก แม้ว่าในปัจจุบันสายพันธุ์ส่วนใหญ่จะมีอาการไม่รุนแรงเท่ากับช่วงแรกของการแพร่ระบาด แต่ในกลุ่มเด็กทารกและเด็กเล็กระบบทางเดินอาหารและภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้เด็กจำนวนไม่น้อยเมื่อติดเชื้อไวรัสนี้ ไม่เพียงแต่จะมีอาการทางระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้ ไอ น้ำูก เท่านั้น แต่ยังแสดงอาการทางระบบทางเดินอาหารร่วมด้วย ได้แก่ อาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง และท้องเสียอย่างรุนแรง
อาการท้องเสียและอาเจียนร่วมกับการติดเชื้อโควิดในเด็กถือเป็นภาวะที่แพทย์ให้ความสำคัญมาก เนื่องจากเด็กมีความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียน้ำและเกลือแร่ในร่างกายอย่างรวดเร็ว หากผู้ดูแลไม่เข้าใจวิธีเลือกอาหารและสารน้ำทดแทนที่ถูกต้อง อาจนำไปสู่ภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง ภาวะเกลือแร่ในร่างกายผิดปกติ และอาจเกิดภาวะช็อกที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ บทความนี้จึงรวบรวมข้อมูลทางการแพทย์ที่ครบถ้วนและละเอียดที่สุด เพื่อให้พ่อแม่สามารถรับมือและดูแลลูกน้อยได้อย่างปลอดภัยตามหลักกุมารเวชศาสตร์
สาเหตุและกลไกการเกิดอาการอาเจียนและท้องเสียเมื่อติดเชื้อโควิด
หลายท่านอาจสงสัยว่าโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจอย่างโควิด ทำไมจึงทำให้เด็กมีอาการอาเจียนและท้องเสียได้ ในทางการแพทย์พบว่าเชื้อไวรัสนี้ไม่ได้เกาะติดเฉพาะเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจเท่านั้น แต่ตัวรับสัญญาณของไวรัสที่เรียกว่าเอซีอีทู (ACE2 Receptors) ยังพบได้หนาแน่นบริเวณเซลล์เยื่อบุลำไส้ด้วย
เมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายและกระจายตัวไปยังระบบทางเดินอาหาร จะทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุลำไส้ ส่งผลให้การดูดซึมน้ำและสารอาหารบกพร่อง เกิดภาวะลำไส้หลั่งน้ำและเกลือแร่ส่วนเกินออกมา กลายเป็นอุจจาระร่วงหรือท้องเสีย นอกจากนี้ การที่ร่างกายมีไข้สูงและการอักเสบทั่วร่างกายยังไปกระตุ้นศูนย์ควบคุมการอาเจียนในสมอง ทำให้เด็กมีอาการคลื่นไส้และอาเจียนร่วมด้วย ซึ่งยิ่งทำให้อาการสูญเสียน้ำรวดเร็วยิ่งขึ้น
อาการสำคัญและระยะเวลาการดำเนินโรค
การสังเกตอาการของลูกน้อยในแต่ละระยะช่วยให้พ่อแม่ประเมินความรุนแรงและให้การดูแลได้อย่างทันท่วงที โดยทั่วไปอาการจะดำเนินไปตามลำดับดังนี้
- ระยะเริ่มต้น: เด็กเริ่มมีไข้ต่ำถึงสูง มีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ตามด้วยอาการปวดท้อง คลื่นไส้ และอาจเริ่มอาเจียนหลังรับประทานอาหารหรือดื่มนม
- ระยะแสดงอาการเด่นชัด: มีอาการอาเจียนและท้องเสียบ่อยครั้ง อุจจาระอาจมีลักษณะเหลวเป็นน้ำ อาการอาเจียนทำให้ไม่สามารถรับประทานอาหารหรือน้ำได้ตามปกติ ร่างกายเริ่มแสดงสัญญาณการสูญเสียน้ำ
- ระยะฟื้นตัว: หากได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้อง อาการอาเจียนจะค่อยๆ ลดลงภายในสองถึงสามวัน ตามด้วยอาการท้องเสียที่ค่อยๆ ดีขึ้น และเด็กเริ่มกลับมารับประทานอาหารได้ตามปกติภายในหนึ่งสัปดาห์
สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องพาไปโรงพยาบาลทันที
- ซึมลงอย่างเห็นได้ชัด: ปลุกตื่นยาก ไม่สนใจสิ่งรอบตัว หรือหมดสติ
- ภาวะขาดน้ำรุนแรง: ปัสสาวะไม่ออกเลยติดต่อกันเกินหกถึงแปดชั่วโมง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปากแห้งสนิท ตาโหลลึก หรือในเด็กทารกกระหม่อมหน้าบุ๋มลงไปอย่างชัดเจน
- อาเจียนพุ่งทุกครั้งที่รับประทาน: ไม่สามารถเก็บน้ำหรืออาหารไว้ในท้องได้เลยแม้แต่น้อย
- อุจจาระมีเลือดปน: อุจจาระมีมูกเลือดปนร่วมกับอาการปวดท้องรุนแรง
- หายใจหอบเหนื่อย: หายใจเร็วกว่าปกติ ปีกจมูกบาน หรือมีลักษณะอกบุ๋ม ท้องบุ๋มเวลาหายใจ
- ไข้สูงมากและไม่ยอมลด: ไข้สูงเกินสามสิบเก้าองศาเซลเซียสและไม่ตอบสนองต่อยาลดไข้
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
เมื่อพาเด็กมาพบแพทย์ กุมารแพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง โดยขั้นตอนประกอบด้วยการซักประวัติอย่างละเอียดถึงลักษณะและจำนวนครั้งของการอาเจียนและท้องเสีย ระยะเวลาการมีไข้ และปริมาณสารน้ำที่เด็กได้รับในแต่ละวัน
แพทย์จะทำการตรวจร่างกายอย่างครอบคลุม ประเมินระดับความดันโลหิต ชีพจร ความชุ่มชื้นของเยื่อเมือกในช่องปาก และความยืดหยุ่นของผิวหนัง เพื่อประเมินภาวะขาดน้ำ นอกจากนี้ อาจมีการตรวจหาเชื้อโควิดด้วยวิธีแยงจมูกตรวจแอนติเจน (Rapid Antigen Test) ตรวจเลือดเพื่อดูระดับเกลือแร่ การทำงานของไต และความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด รวมถึงการตรวจอุจจาระในกรณีที่สงสัยว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
วิธีดูแลรักษาและการให้สารน้ำทดแทนเพื่อป้องกันภาวะช็อก
หัวใจสำคัญที่สุดในการรักษาเด็กที่ติดเชื้อโควิดแล้วมีอาการอาเจียนและท้องเสีย คือการป้องกันและแก้ไขภาวะขาดน้ำและการสูญเสียเกลือแร่ โดยมีแนวทางการปฏิบัติตามหลักการแพทย์ดังนี้
การใช้เกลือแร่สำหรับเด็ก (Oral Rehydration Salts: ORS)
เมื่อเด็กอาเจียนและท้องเสีย ห้ามให้ดื่มน้ำเปล่าบริสุทธิ์ในปริมาณมากๆ ทันที เพราะอาจทำให้ระดับเกลือแร่ในเลือดเจือจางลงจนเกิดภาวะชักได้ สิ่งที่ต้องให้คือสารละลายเกลือแร่โออาร์เอส (ORS) สูตรสำหรับเด็ก ซึ่งมีสัดส่วนของเกลือแร่และน้ำตาลกลูโคสที่เหมาะสมในการช่วยดูดซึมน้ำกลับเข้าสู่ร่างกายผ่านลำไส้
เทคนิคการให้ ORS ที่ถูกต้อง: ให้จิบบ่อยๆ ทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง เช่น ใช้ช้อนชาป้อนหรือให้จิบจากแก้วทีละหนึ่งถึงสองช้อนชา ทุกๆ ห้าถึงสิบนาที แม้ว่าเด็กจะอาเจียน ก็ให้เว้นระยะการอาเจียนประมาณสิบห้าถึงสาม0นาที แล้วเริ่มจิบเกลือแร่ปริมาณน้อยๆ ใหม่ ห้ามบังคับให้ดื่มรวดเดียวหมดขวดเพราะจะไปกระตุ้นให้อาเจียนซ้ำ
การเลือกอาหารที่เหมาะสมในช่วงท้องเสียและอาเจียน
ในช่วงที่เด็กมีอาการทางเดินอาหาร ควรปรับอาหารให้ย่อยง่ายเพื่อไม่ให้ลำไส้ต้องทำงานหนักเกินไป
- สำหรับเด็กทารก: หากยังทานนมแม่ ให้ทานนมแม่ต่อได้บ่อยตามต้องการ เพราะนมแม่ย่อยง่ายและมีภูมิคุ้มกัน หากทานนมผง อาจต้องปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาเปลี่ยนเป็นนมสูตรปราศจากน้ำตาลแลคโตส (Lactose-free Formula) ชั่วคราว เนื่องจากภาวะลำไส้อักเสบอาจทำให้เด็กย่อยน้ำตาลแลคโตสไม่ได้ชั่วคราว
- สำหรับเด็กโต: ให้เลือกอาหารอ่อนย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก ซุปใส เนื้อปลาต้ม กล้วยสุก หรือแอปเปิ้ลบด หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง อาหารรสจัด อาหารทอด และนมวัวหรือผลิตภัณฑ์จากนมที่มีน้ำตาลแลคโตสสูงในช่วงสองถึงสามวันแรก
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด
- ห้ามซื้อยาหยุดท้องเสียรับประทานเอง: ยาหยุดการเคลื่อนไหวของลำไส้ไม่แนะนำให้ใช้ในเด็กเล็ก เพราะจะทำให้เชื้อโรคและสารพิษค้างอยู่ในลำไส้ ส่งผลให้อาการแย่ลงและเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดได้
- ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) ทานเอง: โควิดเกิดจากเชื้อไวรัส การรับประทานยาปฏิชีวนะจึงไม่มีผลในการรักษาโรค และยังอาจทำลายแบคทีเรียดีในลำไส้ ทำให้อาการท้องเสียแย่ลงไปอีก
- ระวังการใช้ยาลดไข้: ห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็กเด็ดขาดเนื่องจากเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการเรย์ซินโดรม (Reye's Syndrome) ซึ่งรุนแรงถึงชีวิต สำหรับยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ต้องคำนวณขนาดยาให้ถูกต้องตามน้ำหนักตัวของเด็ก คือสิบถึงสิบห้าิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุกสี่ถึงหกชั่วโมงเมื่อมีไข้
การป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว
การป้องกันการติดเชื้อโควิดและการแพร่กระจายในครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยพ่อแม่และผู้ดูแลควรปฏิบัติตามมาตรการสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด
- การรับวัคซีน: พาเด็กเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิดตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขและกุมารแพทย์ เพื่อลดความรุนแรงของโรคและลดโอกาสการเกิดภาวะแทรกซ้อน
- สุขอนามัยส่วนบุคคล: ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำหรือเจลแอลกอฮอล์เป็นประจำ หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการแพร่ระบาด
- การเตรียมความพร้อมด้านโภชนาการ: ส่งเสริมให้เด็กรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบห้าหมู่ ดื่มน้ำสะอาดเพียงพอ และนอนหลับพักผ่อนให้สนิทเพื่อเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงอยู่เสมอ
กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแลในการจัดการเบื้องต้น
- ประเมินความรุนแรงและสังเกตสัญญาณเตือนอันตราย เช่น อาการซึม ปัสสาวะไม่ออก
- เตรียมสารละลายเกลือแร่โออาร์เอส (ORS) สูตรสำหรับเด็ก และใช้วิธีจิบทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง
- งดน้ำเปล่าปริมาณมากและห้ามใช้ยาหยุดท้องเสียหรือยาปฏิชีวนะเองโดยเด็ดขาด
- ปรับอาหารเป็นแบบอ่อนย่อยง่าย เช่น ข้าวต้มหรือซุปใส หลีกเลี่ยงนมวัวชั่วคราว
- ควบคุมไข้ด้วยพาราเซตามอลตามน้ำหนักตัว และห้ามใช้ยาแอสไพริน
- รีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันทีหากเด็กมีอาการขาดน้ำรุนแรงหรืออาเจียนพุ่งตลอดเวลา