ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกติดโควิดต้องกักตัวกี่วันและการดูแลรักษาอย่างถูกวิธี

เมื่อผลตรวจของลูกน้อยแสดงผลเป็นบวกและติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด (COVID-19) สิ่งแรกที่พ่อแม่ผู้ปกครองมักกังวลใจคือ ลูกติดโควิดต้องกักตัวกี่วัน การดูแลความสะอาดและการปฏิบัติตัวอย่างไรให้ปลอดภัยที่สุด ทั้งต่อตัวเด็กเองและสมาชิกทุกคนในครอบครัว ในฐานะกุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินหายใจในเด็ก ขอยืนยันว่าการตั้งสติ ความเข้าใจในตัวโรค และการปฏิบัติตามคำแนะนำทางการแพทย์อย่างเคร่งครัด จะช่วยให้เด็กผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้อย่างปลอดภัยและลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคโควิดในเด็ก

โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในเด็กเกิดจากการติดเชื้อไวรัสซาร์สโควีทู (SARS-CoV-2) ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสในกลุ่ม coronavirus เชื้อนี้ติดต่อผ่านทางระบบทางเดินหายใจเป็นหลัก ผ่านละอองฝอย (Droplets) ขนาดใหญ่และละอองฝอยขนาดเล็ก (Aerosols) ที่กระจายออกมาจากการไอ จาม การพูดคุย หรือการหายใจรดกันในระยะใกล้ รวมถึงการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนแล้วนำมือมาสัมผัสบริเวณใบหน้า ตา จมูก หรือปาก

ในเด็ก โดยเฉพาะกลุ่มเด็กเล็กและทารก ระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้เชื้อไวรัสสามารถเข้าสู่เซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจได้ง่าย ก่อให้เกิดการอักเสบ บวม และมีเสมหะสะสมในทางเดินหายใจ แม้ว่าในเด็กส่วนใหญ่จะมีอาการไม่รุนแรงเท่าในผู้สูงวัย แต่การดูแลอย่างใกล้ชิดยังคงเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

อาการสำคัญและระยะของโรคโควิดในเด็ก

อาการแสดงของการติดเชื้อโควิดในเด็กมีความหลากหลายและอาจคล้ายคลึงกับโรคติดเชื้อทางเดินหายใจอื่นๆ เช่น ไข้หวัดใหญ่ (Influenza) หรืออาร์เอสวี (RSV) โดยแบ่งระยะและอาการตามลำดับดังนี้

  • อาการระยะเริ่มแรก (Early Stage): เริ่มมีไข้สูงหรือไข้ต่ำ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามตัว เจ็บคอ คัดจมูก น้ำูกไหล และในเด็กเล็กอาจมีความงอแงผิดปกติ
  • อาการระยะเด่นชัด (Active Stage): มีอาการไอ จาม ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน สูญเสียการรับรสหรือได้กลิ่น (พบได้ในเด็กโต) และบางรายอาจมีผื่นขึ้นตามผิวหนัง
  • อาการระยะฟื้นตัว (Recovery Stage): อาการไข้และอาการทางระบบทางเดินหายใจเริ่มทุเลาลง ร่างกายมีความสดชื่นขึ้น แต่อาการไออาจยังหลงเหลืออยู่บ้างเป็นเวลาหนึ่งถึงสองสัปดาห์

ลูกติดโควิดต้องกักตัวกี่วันตามแนวทางทางการแพทย์ปัจจุบัน

คำถามที่พบบ่อยที่สุดคือ ลูกติดโควิดต้องกักตัวกี่วัน การดูแลควรเป็นอย่างไร ตามแนวทางเวชปฏิบัติปัจจุบันสำหรับผู้ป่วยเด็กที่ติดเชื้อโควิดและมีอาการน้อยหรือไม่รุนแรง กำหนดให้ทำการกักตัวเป็นเวลาอย่างน้อย 5 ถึง 7 วัน นับตั้งแต่วันที่เริ่มมีอาการ หรือวันที่ตรวจพบผลตรวจเป็นบวกเป็นวันที่ศูนย์ ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับอาการทางคลินิกเป็นสำคัญ

เด็กควรได้รับการกักตัวจนกว่าจะไม่มีไข้เป็นเวลาอย่างน้อย 24 ชั่วโมง โดยปราศจากการใช้ยาลดไข้ อาการไอและอาการทางระบบทางเดินหายใจอื่นๆ ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และแพทย์ประเมินแล้วว่ามีความปลอดภัย หากครบกำหนดระยะเวลาการกักตัวแล้วยังมีไข้หรืออาการยังไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินอาการซ้ำและอาจต้องขยายระยะเวลาการกักตัวออกไป

ข้อควรระวังทางการแพทย์: การนับวันกักตัวต้องยึดถือวันที่มีอาการหรือวันตรวจพบเชื้อเป็นหลัก ห้ามให้เด็กออกไป in-person สัมผัสกับผู้อื่นเด็ดขาดจนกว่าจะพ้นระยะแพร่เชื้อ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดในวงกว้าง

สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องพาไปพบแพทย์ทันที

แม้เด็กส่วนใหญ่จะหายจากโรคได้เอง แต่พ่อแม่ต้องเฝ้าระวังอาการวิกฤตอย่างใกล้ชิด หากพบสัญญาณอันตรายเหล่านี้ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันที:

  • ไข้สูงมากกว่า 39 องศาเซลเซียส หรือไข้สูงติดต่อกันเกิน 3 วันโดยไม่ลดลง
  • มีอาการซึมลง ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมสบตา หรือมีความผิดปกติทางระบบประสาท เช่น ชักจากไข้
  • หายใจหอบเหนื่อย หายใจลำบาก หายใจมีเสียงดังหวีด หน้าอกบุ๋ม หรือปีกจมูกบานขณะหายใจ
  • ริมฝีปาก ปลายมือ ปลายเท้ามีสีเขียวคล้ำ (ภาวะพร่องออกซิเจน)
  • ภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง เช่น ปากแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะไม่ออกหรือมีสีเข้มจัดนานเกิน 6 ถึง 8 ชั่วโมง
  • อาการปวดท้องรุนแรง อาเจียนต่อเนื่องจนไม่สามารถรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำได้

วิธีรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์และการดูแลที่บ้าน

การรักษาโรคโควิดในเด็กส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการ (Symptomatic Treatment) เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของเด็กสามารถกำจัดเชื้อได้เองเมื่อได้รับการดูแลประคับประคองที่ดี

  • การให้ยาลดไข้และบรรเทาอาการ: สามารถให้รับประทานยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ตามขนาดที่ถูกต้องคือน้ำหนักตัว 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง เมื่อมีไข้สูง ห้ามให้เด็กรับประทานยาแอสไพริน (Aspirin) หรือไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) เด็ดขาด จนกว่าแพทย์จะวินิจฉัยแน่ชัดว่าไม่ใช่โรคไข้เลือดออก
  • การเช็ดตัวลดไข้ (Tepid Sponge): ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นหมาดๆ เช็ดตามลำตัว หน้าผาก ซอกคอ และรักแร้ เพื่อช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกาย
  • การชดเชยน้ำและสารอาหาร: ให้เด็กดื่มน้ำสะอาด น้ำเกลือแร่ (ORS) หรือนมแม่บ่อยๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ และเลือกรับประทานอาหารอ่อนที่ย่อยง่าย รสชาติไม่จัด
  • การจัดการเสมหะและทางเดินหายใจ: หากมีอาการคัดจมูกหรือมีน้ำูกเหนียวข้น สามารถใช้น้ำเกลือหยอดจมูก (Saline Nasal Drops) เพื่อช่วยละลายน้ำูกและทำความสะอาดโพรงจมูก
คำแนะนำจากคุณหมอ: ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียมาให้เด็กรับประทานเองอย่างเด็ดขาด เนื่องจากโรคโควิดเกิดจากเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะไม่มีผลรักษาโรคและอาจก่อให้เกิดเชื้อดื้อยาที่เป็นอันตรายในอนาคต

การดูแลความสะอาดและการป้องกันไม่ให้ติดคนอื่นในครอบครัว

การจัดการสภาพแวดล้อมภายในบ้านและการควบคุมการแพร่กระจายเชื้อเป็นหัวใจสำคัญในการปกป้องสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัว โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวและเด็กเล็กที่ยังไม่ได้รับวัคซีน มีแนวทางปฏิบัติ ดังนี้

  • การแยกห้องพักและห้องน้ำ: จัดให้เด็กป่วยพักอาศัยในห้องแยกเดี่ยวที่มีการระบายอากาศที่ดี เปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทสะดวก และหากเป็นไปได้ควรจัดให้ใช้ห้องน้ำแยกต่างหากจากสมาชิกคนอื่น
  • การสวมหน้ากากอนามัย: ทั้งเด็กที่ติดเชื้อ (หากอายุเกิน 2 ปีและไม่มีปัญหาเรื่องการหายใจ) และผู้ดูแลต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่อยู่ใกล้ชิดกัน
  • การล้างมือและสุขอนามัย: ล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาด หรือเจลแอลกอฮอล์ความเข้มข้นไม่ต่ำกว่า 70 เปอร์เซ็นต์บ่อยๆ ทั้งก่อนและหลังสัมผัสตัวเด็ก หรือสัมผัสสิ่งของเครื่องใช้
  • การทำความสะอาดพื้นผิว: ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคบริเวณพื้นผิวสัมผัสร่วมบ่อยๆ เช่น ลูกบิดประตู ราวบันได โต๊ะ เก้าอี้ และของเล่น ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อหรือแอลกอฮอล์
  • การจัดการภาชนะและเสื้อผ้า: แยกสำรับอาหาร ชาม ช้อนส้อม และแก้วน้ำของเด็กป่วยอย่างเด็ดขาด ซักเสื้อผ้า ผ้าปูที่นอน และผ้าเช็ดตัวด้วยน้ำร้อนและผงซักฟอกตามปกติ

การป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อซ้ำและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับเด็ก ถือเป็นมาตรการเชิงรุกที่สำคัญที่สุด

  • การรับวัคซีนป้องกันโควิด: พาเด็กไปรับวัคซีนป้องกันโรคโควิดตามคำแนะนำของกุมารแพทย์และกระทรวงสาธารณสุข เพื่อช่วยลดความรุนแรงของโรคและการนอนโรงพยาบาล
  • โภชนาการที่สมบูรณ์: ส่งเสริมให้เด็กรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ เน้นผักและผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เพื่อเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
  • การพักผ่อนที่เพียงพอ: จัดเวลานอนหลับพักผ่อนให้เหมาะสมตามวัย เพื่อให้ร่างกายได้ซ่อมแซมและสร้างภูมิคุ้มกันอย่างเต็มประสิทธิภาพ
  • สุขอนามัยส่วนบุคคล: สอนให้เด็กมีนิสัยล้างมือก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ รวมถึงการสวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องเดินทางไปในสถานที่แออัด

สรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่ผู้ดูแล

เมื่อลูกรักติดเชื้อโควิด สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจว่า ลูกติดโควิดต้องกักตัวกี่วัน (ประมาณ 5 ถึง 7 วันหรือจนกว่าจะหายดีตามอาการ) การดูแลความสะอาดอย่างเข้มงวด การแยกตัวเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่คนในครอบครัว และการเฝ้าระวังสัญญาณอันตรายอย่างใกล้ชิด การดูแลด้วยความรัก ความเข้าใจ และถูกต้องตามหลักการแพทย์ จะช่วยให้เด็กฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยกลับมามีสุขภาพที่แข็งแรงดังเดิม

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down