ลูกติดโควิด อาการแบบไหนที่พ่อแม่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 หรือโรคโควิด-19 (COVID-19) ยังคงเป็นประเด็นที่พ่อแม่ผู้ปกครองให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในเด็กเล็กและทารกที่มีระบบภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรงสมบูรณ์เท่ากับผู้ใหญ่ แม้โดยส่วนใหญ่เด็กที่ติดเชื้อจะมีอาการไม่รุนแรงหรืออยู่ในกลุ่มอาการสีเขียว แต่การเข้าใจถึงกลไกของโรคและสัญญาณเตือนอันตราย (Red Flags) ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้บุตรหลานของท่านผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้อย่างปลอดภัย
สาเหตุและกลไกการก่อโรคในเด็ก
โรคโควิด-19 เกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่มโคโรนาไวรัสที่มีการกลายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง เชื้อไวรัสนี้แพร่กระจายผ่านละอองฝอย (Droplet) จากการไอ จาม หรือสัมผัสพื้นผิวที่ปนเปื้อน เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายผ่านทางจมูก ปาก หรือดวงตา จะเข้าจับกับตัวรับในระบบทางเดินหายใจ กระตุ้นให้เกิดการอักเสบในทางเดินหายใจส่วนต้นและส่วนล่าง ส่งผลให้เกิดอาการไอ มีไข้ น้ำมูก หรือบางรายอาจมีอาการทางระบบทางเดินอาหารร่วมด้วย
สัญญาณอันตรายระดับวิกฤตที่ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลทันที
พ่อแม่ควรสังเกตอาการของลูกอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง หากพบอาการดังต่อไปนี้ ถือเป็นเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอ:
- ภาวะหายใจลำบาก: หายใจหอบเหนื่อย หายใจเร็วผิดปกติ ปีกจมูกบานขณะหายใจ มีอาการอกบุ๋ม (Chest indrawing) หรือเห็นร่องซี่โครงชัดเจนขณะหายใจ
- ภาวะซึมและไม่ตอบสนอง: ลูกดูเพลียมาก ซึมลง ปลุกตื่นยาก หรือไม่ยอมทำกิจกรรมตามปกติ
- ภาวะขาดน้ำรุนแรง: ไม่ยอมดื่มนมหรือน้ำ ปัสสาวะน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด (น้อยกว่า 4-6 ชั่วโมงต่อครั้ง) ปากแห้ง ผิวหนังมีความยืดหยุ่นลดลง
- ไข้สูงไม่ลด: มีไข้สูงเกิน 39 องศาเซลเซียสต่อเนื่องนานกว่า 3 วัน หรือไข้สูงจนทำให้เกิดอาการชัก (Febrile Seizure)
- การเปลี่ยนแปลงของระดับออกซิเจน: หากมีเครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว ค่าออกซิเจนในเลือดลดลงต่ำกว่า 95 เปอร์เซ็นต์
วิธีดูแลรักษาและการพยาบาลที่บ้าน
สำหรับการติดเชื้อที่อาการไม่รุนแรง (กลุ่มสีเขียว) สามารถดูแลรักษาตามอาการได้ ดังนี้:
- การให้ยาลดไข้: ใช้ยาพาราเซตามอลขนาด 10-15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุก 4-6 ชั่วโมง เมื่อมีไข้สูง
- การเช็ดตัวลดไข้: ควรเช็ดตัวด้วยน้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่นเล็กน้อย โดยเช็ดเข้าหาหัวใจเพื่อช่วยระบายความร้อน ไม่ควรใช้น้ำเย็นจัดเพราะจะทำให้หลอดเลือดหดตัวและไข้สูงขึ้น
- การดื่มน้ำ: พยายามให้เด็กได้รับน้ำและสารอาหารอย่างเพียงพอ หากเด็กมีอาการอาเจียนหรือท้องเสียร่วมด้วย ควรให้จิบสารละลายน้ำเกลือแร่ (ORS) เพื่อชดเชยการสูญเสียเกลือแร่
- การพักผ่อน: จัดให้อยู่ในห้องที่ถ่ายเทอากาศได้สะดวก แยกของใช้ส่วนตัวเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่คนในครอบครัว
การวินิจฉัยทางการแพทย์
เมื่อเข้าพบกุมารแพทย์ แพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียด รวมถึงการตรวจร่างกายเพื่อฟังเสียงปอดและดูระดับการอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด หากจำเป็นแพทย์จะพิจารณาการตรวจเพิ่มเติม เช่น การทำ Rapid Antigen Test (ATK) แบบมาตรฐานโรงพยาบาล การตรวจเลือด (CBC) หรือการเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray) เพื่อประเมินความรุนแรงของภาวะปอดอักเสบ
การป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
แนวทางที่ดีที่สุดคือการป้องกันอย่างเคร่งครัด ได้แก่ การฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ตามเกณฑ์อายุที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด การสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่สาธารณะ การล้างมือบ่อยครั้งด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ และการเสริมสร้างสุขภาพด้วยโภชนาการที่ครบถ้วน พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่พร้อมรับมือกับเชื้อโรคทุกชนิด
สรุปขั้นตอนสำหรับพ่อแม่ผู้ดูแล
- เฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะระบบทางเดินหายใจ
- วัดอุณหภูมิร่างกายสม่ำเสมอและจดบันทึก
- หากลูกมีอาการหายใจหอบเหนื่อย ปากเขียวคล้ำ หรือซึมลง ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที
- แยกกักตัวผู้ป่วยเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อภายในบ้าน
- ปฏิบัติตามคำสั่งแพทย์และทานยาให้ครบตามขนาดที่ได้รับมอบหมาย