ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกติดโควิดหายแล้วแต่ยังเหนื่อยหอบ อาการลองโควิดที่ระบบทางเดินหายใจและวิธีฟื้นปอด

ในปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา หรือที่เรารู้จักกันในนามโรคโควิด (COVID-19) อาจจะดูบรรเทาลงในแง่ของความรุนแรงเฉียบพลัน แต่ในมุมมองของกุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินหายใจ กลับพบความท้าทายใหม่ที่น่ากังวลไม่แพ้กัน นั่นคือภาวะลองโควิด (Long COVID) หรือกลุ่มอาการหลงเหลือหลังการติดเชื้อ ซึ่งมักสร้างความกังวลใจให้กับพ่อแม่เป็นอย่างมาก เมื่อลูกรักที่เคยหายป่วยจากโรคโควิดแล้ว กลับยังมีอาการเหนื่อยหอบ ไอเรื้อรัง อ่อนเพลีย หรือวิ่งเล่นได้ไม่เต็มที่เหมือนเดิม อาการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องปกติและไม่ควรปล่อยทิ้งไว้

ภาวะลองโควิดในเด็กสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกระบบในร่างกาย แต่ระบบที่พบบ่อยและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตมากที่สุดคือระบบทางเดินหายใจและปอด บทความฉบับนี้จะพาพ่อแม่ทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงสาเหตุ กลไกการเกิดโรค อาการเตือนภัยที่อันตราย แนวทางการรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ รวมถึงวิธีฟื้นฟูสมรรถภาพปอดของเด็กๆ ให้กลับมาแข็งแรงสมบูรณ์อีกครั้ง

ทำความเข้าใจสาเหตุและกลไก ทำไมลูกถึงยังเหนื่อยหอบหลังหายจากโควิด

การที่เด็กมีอาการเหนื่อยหอบหลังจากตรวจพบว่าไม่พบเชื้อไวรัสโควิดในร่างกายแล้ว มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัยทางพยาธิสภาพที่ซับซ้อน เชื้อไวรัสโคโรนาไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ในช่วงที่ติดเชื้อเฉียบพลันเท่านั้น แต่ยังสามารถทิ้งร่องรอยความเสียหายไว้ในเนื้อเยื่อและระบบต่างๆ ของร่างกายได้

สาเหตุหลักและกลไกการเกิดภาวะลองโควิดทางระบบทางเดินหายใจประกอบด้วย

  • การอักเสบเรื้อรังในเนื้อเยื่อปอด (Chronic Pulmonary Inflammation): แม้ตัวไวรัสจะถูกกำจัดหมดไปแล้ว แต่กระบวนการอักเสบที่รุนแรงในช่วงติดเชื้ออาจทิ้งร่องรอยไว้ ทำให้เนื้อเยื่อปอดมีความยืดหยุ่นลดลง เกิดภาวะพังผืดเล็กน้อยในเนื้อปอด (Micro-fibrosis) ส่งผลให้การแลกเปลี่ยนออกซิเจนไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร เด็กจึงรู้สึกเหนื่อยง่ายเวลาออกแรง
  • ความไวของหลอดลมที่เพิ่มขึ้น (Airway Hyper-reactivity): เยื่อบุหลอดลมของเด็กอาจมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นมากกว่าปกติหลังการติดเชื้อ คล้ายกับอาการของโรคหอบหืด (Asthma) ทำให้หลอดลมตีบเกร็งได้ง่ายเมื่อเจออากาศเย็น ฝุ่นละออง หรือเวลาออกกำลังกาย จนเกิดอาการไอ หอบ และมีเสียงวี๊ด
  • ความผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic Dysfunction): การทำงานของระบบประสาทที่ควบคุมการหายใจ การเต้นของหัวใจ และความดันโลหิตอาจยังปรับตัวเข้าสู่ภาวะปกติได้ไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้เด็กมีอาการใจสั่น หอบเหนื่อย หรือหน้ามืดเวลาเปลี่ยนท่าทาง
  • ความอ่อนล้าของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจ (Respiratory Muscle Fatigue): ในช่วงที่ป่วยหนัก เด็กอาจต้องใช้กล้ามเนื้อหน้าอกและกระบังลมอย่างหนักในการหายใจ ทำให้เกิดความอ่อนล้าเรื้อรัง ส่งผลให้การหายใจในระยะฟื้นตัวต้องใช้พลังงานมากกว่าปกติ
คำแนะนำจากคุณหมอ: หากลูกมีอาการเหนื่อยหอบหลังหายจากโควิด นานเกินกว่า 4 สัปดาห์ พ่อแม่ควรพามาพบกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบบทางเดินหายใจ เพื่อตรวจประเมินสมรรถภาพปอดอย่างละเอียด เพราะเด็กบางคนอาจมีภาวะหลอดลมฝอยอักเสบเรื้อรังที่ต้องใช้ยาพ่นขยายหลอดลมร่วมด้วย

อาการสำคัญและลักษณะของลองโควิดทางระบบทางเดินหายใจในเด็ก

อาการลองโควิดในเด็กมักมีความหลากหลายและอาจแสดงออกแตกต่างกันตามช่วงวัย โดยอาการเด่นชัดที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจและปอด ได้แก่

  • เหนื่อยง่ายผิดปกติ: เด็กที่เคยวิ่งเล่นหรือทำกิจกรรมได้เป็นเวลานาน กลับเหนื่อยหอบอย่างเห็นได้ชัดหลังจากเดินเพียงไม่กี่ก้าว หรือเหนื่อยง่ายเวลาขึ้นบันได
  • ไอเรื้อรัง: อาการไอแห้งๆ หรือไอมีเสมหะเล็กน้อยที่ยังคงเป็นต่อเนื่องยาวนานเกิน 4 สัปดาห์หลังจากหายป่วย โดยมักจะไอมากขึ้นในช่วงกลางคืนหรือเวลาอากาศเปลี่ยน
  • หายใจมีเสียงวี๊ด (Wheezing): ได้ยินเสียงลมหายใจดังวี๊ด โดยเฉพาะเวลาหายใจออก ซึ่งบ่งบอกถึงภาวะหลอดลมตีบแคบ
  • เจ็บแน่นหน้าอก: เด็กโตอาจบ่นว่ารู้สึกแน่นหน้าอก หายใจเข้าได้ไม่เต็มปอด หรือรู้สึกอึดอัดบริเวณหน้าอกเวลาออกกำลังกาย
  • อ่อนเพลียเรื้อรัง (Fatigue): เด็กมักบอกว่าไม่มีแรง ง่วงนอนตลอดเวลา หรือไม่อยากทำกิจกรรมที่เคยชอบ

สัญญาณอันตรายระดับวิกฤตที่ต้องพาไปพบแพทย์ทันที

แม้ภาวะลองโควิดส่วนใหญ่จะมีอาการเรื้อรังและไม่รุนแรงถึงชีวิตในทันที แต่พ่อแม่ต้องระมัดระวังและสังเกตสัญญาณเตือนฉุกเฉิน (Red Flag Symptoms) อย่างใกล้ชิด หากพบอาการเหล่านี้ต้องรีบพาเด็กส่งโรงพยาบาลทันที

  • หายใจลำบากอย่างรุนแรง: หายใจเร็วมาก ปีกจมูกบานเวลาหายใจ หรือมีอาการหายใจจนซี่โครงยุบ บุ๋มบริเวณหน้าอกและคอ
  • ริมฝีปาก เล็บ หรือผิวหนังเขียวคล้ำ (Cyanosis): แสดงถึงภาวะร่างกายขาดออกซิเจนอย่างรุนแรง เป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์
  • ซึมลง ปลุกตื่นยาก หรือสับสน: ไม่ตอบสนองต่อสิ่งรอบตัว ซึ่งอาจเกิดจากสมองขาดออกซิเจน
  • เจ็บหน้าอกเฉียบพลันและรุนแรง: ร่วมกับอาการใจสั่น หน้ามืด หรือเป็นลม
  • ไม่สามารถดื่มน้ำหรือทานอาหารได้เลย: มีภาวะขาดน้ำร่วมด้วย

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์อย่างละเอียด

เมื่อมาพบกุมารแพทย์ แพทย์จะมีขั้นตอนการตรวจวินิจฉัยเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการเหนื่อยหอบ โดยอิงตามมาตรฐานทางการแพทย์ ดังนี้

  • การซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด: แพทย์จะซักถามประวัติการติดเชื้อโควิด ความรุนแรงของโรคในอดีต ระยะเวลาที่มีอาการ และประวัติโรคภูมิแพ้ในครอบครัว พร้อมทั้งใช้เครื่องฟังตรวจ (Stethoscope) เพื่อฟังเสียงการทำงานของปอดและหัวใจ
  • การเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray): เพื่อประเมินความผิดปกติของเนื้อปอด ตรวจหาภาวะปอดอักเสบหลงเหลือ หรือรอยโรคในช่องอก
  • การตรวจสมรรถภาพปอด (Pulmonary Function Test: PFT): ในเด็กโตที่สามารถให้ความร่วมมือได้ การเป่าตรวจสมรรถภาพปอดจะช่วยบอกปริมาณอากาศและความยืดหยุ่นของปอด รวมถึงความสามารถในการขยายตัวของหลอดลม
  • การวัดระดับออกซิเจนในเลือด (Pulse Oximetry): เพื่อตรวจสอบว่าร่างกายสามารถรับออกซิเจนได้เพียงพอกับความต้องการหรือไม่
  • การตรวจเลือดเพิ่มเติม: เพื่อคัดกรองภาวะการอักเสบในร่างกาย หรือภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ

วิธีรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพปอดที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาอาการเหนื่อยหอบจากลองโควิด เน้นการรักษาตามอาการและการฟื้นฟูระบบทางเดินหายใจให้กลับคืนสู่สภาพปกติโดยเร็วที่สุด ซึ่งพ่อแม่ควรดำเนินการตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

  • การใช้ยาตามแพทย์สั่ง: หากเด็กมีภาวะหลอดลมไวหรือหลอดลมตีบ แพทย์อาจพิจารณาให้ยาพ่นขยายหลอดลม หรือยาสเตียรอยด์ชนิดพ่นขนาดต่ำเพื่อลดการอักเสบเรื้อรังในหลอดลม ห้ามซื้อยาพ่นหรือยาปฏิชีวนะให้เด็กใช้เองเด็ดขาด
  • การทำกายภาพบำบัดทรวงอก (Chest Physical Therapy): สำหรับเด็กที่มีเสมหะค้าง ในหลอดลม การเคาะปอดและฝึกการหายใจลึกๆ จะช่วยให้ทางเดินหายใจโล่งขึ้น
  • โปรแกรมการฟื้นฟูสมรรถภาพปอด (Pulmonary Rehabilitation): เริ่มต้นจากการให้เด็กฝึกการหายใจแบบใช้กระบังลม (Diaphragmatic Breathing) และการฝึกหายใจเข้าออกลึกๆ เพื่อขยายความจุของปอด
  • การปรับกิจกรรมอย่างค่อยเป็นค่อยไป: หลีกเลี่ยงการให้เด็กออกกำลังกายอย่างหักโหมในระยะแรก แต่ให้เริ่มจากกิจกรรมเบาๆ เช่น การเดินช้าๆ หรือการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ แล้วค่อยๆ เพิ่มความหนักขึ้นตามสภาพร่างกาย
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามให้เด็กออกกำลังกายอย่างหนักหน่วงทันทีหากยังมีอาการเหนื่อยหอบหรือเจ็บแน่นหน้าอก เพราะอาจทำให้กล้ามเนื้อหัวใจทำงานหนักเกินไปและเกิดอันตรายร้ายแรงได้ การฟื้นฟูต้องทำทีละน้อยและอยู่ในความดูแลของแพทย์

การดูแลรักษาและฟื้นฟูสุขภาพปอดที่บ้านอย่างถูกวิธี

นอกจากการพบแพทย์ตามนัดแล้ว การดูแลเอาใจใส่ที่บ้านมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จในการรักษา

  • จัดสภาพแวดล้อมภายในบ้านให้ปลอดโปร่ง: หลีกเลี่ยงฝุ่นละออง ควันบุหรี่ ควันธูป ขนสัตว์ และสารก่อภูมิแพ้ต่างๆ ที่อาจกระตุ้นให้หลอดลมของเด็กหดเกร็ง
  • ควบคุมความชื้นและอากาศ: รักษาความสะอาดภายในห้องนอน อากาศต้องถ่ายเทได้สะดวก ไม่มีอุณหภูมิที่หนาวจัดหรือร้อนจัดจนเกินไป
  • โภชนาการที่เหมาะสมและเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน: เน้นให้เด็กรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะอาหารที่มีวิตามินซี วิตามินดี และโปรตีนคุณภาพดี เพื่อช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่สึกหรอและเสริมสร้างภูมิต้านทาน
  • การดื่มน้ำอุ่นให้เพียงพอ: น้ำช่วยให้เสมหะที่เหนียวข้นในลำคอและหลอดลมเจือจางลง ทำให้เด็กขับเสมหะออกได้ง่ายขึ้น
  • การพักผ่อนที่เพียงพอ: ให้เด็กนอนหลับพักผ่อนอย่างน้อยแปดถึงสิบชั่วโมงต่อวัน เพื่อให้ร่างกายและปอดได้ซ่อมแซมตัวเองอย่างเต็มที่

วิธีป้องกันการติดเชื้อซ้ำและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในระยะยาว

การป้องกันไม่ให้เด็กกลับไปติดเชื้อโควิดซ้ำ หรือติดเชื้อทางเดินหายใจชนิดอื่น เป็นหัวใจสำคัญในการปกป้องปอดที่กำลังฟื้นตัว

  • การรับวัคซีนป้องกันโรคโควิดและไข้หวัดใหญ่: พาเด็กไปรับวัคซีนป้องกันโรคโควิดและวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามกำหนดเวลาของกระทรวงสาธารณสุขหรือคำแนะนำของกุมารแพทย์ เพื่อลดความรุนแรงหากติดเชื้อซ้ำ
  • การรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล: สอนให้เด็ก ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำหรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่ชุมชนแออัด
  • การเว้นระยะห่าง: หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่ที่มีคนหนาแน่นและอากาศถ่ายเทไม่สะดวกในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคทางเดินหายใจ

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแลในการรับมือลองโควิด

ขั้นตอนปฏิบัติสำหรับพ่อแม่ในการดูแลลูกที่มีอาการเหนื่อยหอบจากลองโควิด:
  • สังเกตอาการอย่างใกล้ชิด: จดบันทึกความถี่ของการไอ อาการเหนื่อยหอบ และกิจกรรมที่กระตุ้นให้เกิดอาการ
  • หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น: ป้องกันไม่ให้ลูกสัมผัสกับฝุ่น ควัน และสารก่อภูมิแพ้ที่ทำให้หลอดลมระคายเคือง
  • ปฏิบัติตามคำสั่งแพทย์: ให้เด็กใช้ยาตามที่แพทย์กำหนดอย่างเคร่งครัด และห้ามหยุดยาเอง
  • พาไปตรวจตามนัด: ติดตามผลการรักษาและประเมินสมรรถภาพปอดกับกุมารแพทย์อย่างสม่ำเสมอ
  • ไปโรงพยาบาลทันทีเมื่อมีอาการวิกฤต: หากลูกมีอาการหายใจหอบแรง ซี่โครงบุ๋ม ริมฝีปากเขียวคล้ำ หรือซึมลง ต้องรีบพาพบแพทย์ฉุกเฉินทันที
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down