สถานการณ์และผลกระทบเมื่อเด็กติดเชื้อไวรัสโคโรนาและมีอาการทางระบบทางเดินอาหาร
การติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่หรือโรคโควิดในเด็ก (COVID-19 in Pediatric Patients) ในปัจจุบันไม่ได้แสดงอาการเพียงแค่ระบบทางเดินหายใจเท่านั้น แต่สายพันธุ์ที่มีการแพร่ระบาดมักทำให้เด็กๆ มีอาการแสดงในระบบทางเดินอาหารร่วมด้วยอย่างเด่นชัด เช่น อาการคลื่นไส้ อาการอาเจียน และอาการท้องเสีย (Vomiting and Diarrhea in Children) ซึ่งความรุนแรงของอาการทางเดินอาหารนี้สร้างความกังวลใจให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองเป็นอย่างมาก เนื่องจากเด็กเล็กมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะขาดน้ำ (Dehydration) อย่างรวดเร็ว นำไปสู่ภาวะช็อก (Hypovolemic Shock) ที่เป็นอันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการดูแลรักษาและการประเมินอาการอย่างทันท่วงทีตามหลักการแพทย์
ความสำคัญทางการแพทย์และกลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
ในทางการแพทย์ ระบบภูมิคุ้มกันของเด็กในแต่ละช่วงวัยจะมีปฏิกิริยาต่อเชื้อไวรัสที่แตกต่างกัน โดยกลุ่มเสี่ยงสูงสุดที่แพทย์ให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือทารกแรกเกิดจนถึงอายุสองปี และเด็กที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคหอบหืด โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด หรือภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เมื่อเด็กกลุ่มนี้ติดเชื้อและมีอาการอาเจียนร่วมกับท้องเสีย ความสมดุลของเกลือแร่และน้ำในร่างกายจะเสียไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากอัตราส่วนของน้ำในร่างกายเด็กต่อค่าน้ำหนักตัวมีค่าสูงกว่าผู้ใหญ่ ทำให้ปริมาณน้ำสำรองในร่างกายน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด
สาเหตุและกลไกการเกิดโรคเมื่อโควิดเล่นงานระบบทางเดินอาหาร
เชื้อไวรัสโคโรนาเข้าสู่ร่างกายผ่านทางเยื่อบุทางเดินหายใจ แต่ในขณะเดียวกัน ตัวรับสัญญาณของเซลล์ที่เรียกว่าตัวรับเอซีอีทู (ACE2 Receptors) มีการแสดงออกอย่างหนาแน่นไม่เพียงแต่ในปอดเท่านั้น แต่ยังพบได้จำนวนมากที่เซลล์เยื่อบุผิวของลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ด้วย เมื่อไวรัสเข้าสู่เซลล์บริเวณทางเดินอาหาร จึงทำให้เกิดกระบวนการอักเสบ การทำลายเซลล์เยื่อบุลำไส้ ส่งผลให้การดูดซึมน้ำและเกลือแร่บกพร่อง เกิดการหลั่งน้ำและเกลือแร่เข้าสู่
ลูแมนของลำไส้ ทำให้เกิดอุจจาระร่วงอย่างเฉียบพลัน นอกจากนี้ การอักเสบของระบบทางเดินอาหารส่วนบนยังส่งผลกระตุ้นศูนย์ควบคุมการอาเจียนในสมอง ทำให้เด็กมีอาการอาเจียนซ้ำๆ จนไม่สามารถรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำได้ตามปกติ กลไกเหล่านี้ทำงานร่วมกันจนทำให้ร่างกายสูญเสียทั้งน้ำและเกลือแร่ที่สำคัญอย่างรวดเร็ว
อาการสำคัญและลำดับเหตุการณ์การดำเนินโรค
การสังเกตอาการของเด็กที่ติดเชื้อโควิดและมีอาการทางระบบทางเดินอาหารสามารถแบ่งออกเป็นระยะตามการดำเนินของโรค ดังนี้
- ระยะเริ่มต้น: เด็กจะมีอาการไข้ตัวร้อน อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามตัว คล้ายไข้หวัดใหญ่ ร่วมกับอาการเบื่ออาหาร และเริ่มมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนเป็นระยะ
- ระยะอาการเด่นชัด: อาการอาเจียนจะมีความถี่มากขึ้น รับประทานอะไรก็อาเจียนออกหมด ตามมาด้วยอาการถ่ายอุจจาระเหลวเป็นน้ำหลายครั้งต่อวัน ท้องอืด และปวดท้องจากภาวะลำไส้บีบตัว
- ระยะฟื้นตัว: หากได้รับการรักษาประคับประคองที่ถูกต้อง อาการอาเจียนจะค่อยๆ ลดลงภายในสองถึงสามวัน และอาการท้องเสียจะดีขึ้นตามลำดับภายในหนึ่งสัปดาห์
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพาลูกส่งโรงพยาบาลทันที
- ภาวะขาดน้ำรุนแรง: ปัสสาวะไม่ออกเลยนานเกินหกถึงแปดชั่วโมง ปัสสาวะมีสีเข้มจัด ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ตาโหลลึก กระหม่อมยุบในทารก และผิวหนังแห้งตึงไม่ยืดหยุ่น
- อาการทางระบบประสาท: ซึมมากปลุกตื่นยาก แขนขาอ่อนแรง หรือมีอาการชักเกร็งจากไข้สูงหรือความผิดปกติของเกลือแร่ในเลือด
- การหายใจผิดปกติ: หายใจหอบเหนื่อย ปีกจมูกบาน หน้าอกบุ๋มขณะหายใจ หรือริมฝีปากและปลายนิ้วมีสีเขียวคล้ำ
- อาการปวดท้องรุนแรง: ปวดท้องมากตลอดเวลา ท้องแข็ง หรืออาเจียนพุ่งมีเลือดปน หรืออาเจียนเป็นน้ำดีสีเขียวเข้ม
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
เมื่อผู้ปกครองพาลูกมาพบแพทย์ กุมารแพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยอย่างเป็นระบบเพื่อประเมินความรุนแรงของโรค โดยเริ่มต้นจากการซักประวัติอย่างละเอียดเกี่ยวกับระยะเวลาของอาการ จำนวนครั้งของการอาเจียนและถ่ายอุจจาระ ปริมาณของเหลวที่รับประทานได้ และประวัติการสัมผัสผู้ติดเชื้อโควิด จากนั้นจะทำการตรวจร่างกายเพื่อประเมินสัญญาณชีพ (Vital Signs) และระดับการขาดน้ำ
ในส่วนของการตรวจทางห้องปฏิบัติการ แพทย์อาจพิจารณาทำชุดตรวจแอนติเจนด้วยตนเองหรือที่สถานพยาบาล (Antigen Test Kit) เพื่อยืนยันการติดเชื้อโควิด พร้อมทั้งอาจส่งตรวจเลือดเพื่อดูระดับเกลือแร่ในร่างกาย ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count) และการทำงานของไต เพื่อวางแผนการรักษาได้อย่างแม่นยำที่สุด
วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์และการเลือกสารน้ำทดแทน
การรักษาหลักสำหรับเด็กที่ติดเชื้อโควิดและมีอาการอาเจียนท้องเสียคือ การรักษาตามอาการและการป้องกันภาวะขาดน้ำอย่างเคร่งครัด โดยมีแนวทางปฏิบัติที่สำคัญดังนี้
การใช้เกลือแร่ทดแทนสูตรสำหรับเด็ก (Oral Rehydration Salts - ORS)
สารละลายเกลือแร่โออาร์เอส (ORS) ถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการรักษาอาการท้องเสียและอาเจียน เพื่อทดแทนน้ำและเกลือแร่โซเดียมและโปแทสเซียมที่สูญเสียไป
- วิธีการให้ที่ถูกต้อง: ให้จิบบ่อยๆ ทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง เช่น ให้ใช้ช้อนชาป้อนครั้งละหนึ่งถึงสองช้อนชา ทุกๆ ห้าถึงสิบนาที แม้ว่าเด็กจะอาเจียนก็ห้ามหยุดให้ทันที แต่ให้เว้นระยะเวลาสักสิบถึงสิบห้านาทีแล้วเริ่มป้อนใหม่ด้วยปริมาณที่น้อยลง
- ข้อห้ามเด็ดขาด: ห้ามให้เด็กดื่มน้ำเปล่าบริสุทธิ์ในปริมาณมากๆ เพื่อทดแทนน้ำที่เสียไปอย่างรวดเร็ว เพราะจะทำให้ระดับโซเดียมในเลือดลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดภาวะสมองบวมและชักได้ ห้ามให้ดื่มน้ำอัดลม น้ำผลไม้กล่องสำเร็จรูป หรือเกลือแร่สำหรับนักกีฬาเป็นอันขาด เนื่องจากมีปริมาณน้ำตาลที่สูงเกินไป ซึ่งจะทำให้อาการท้องเสียแย่ลง
การเลือกอาหารที่เหมาะสมในช่วงที่มีอาการ
เมื่อเด็กเริ่มทุเลาจากอาการอาเจียนและสามารถรับประทานอาหารได้ ควรเลือกอาหารย่อยง่ายและให้พลังงานเพียงพอ
- สำหรับทารกที่ดื่มนมแม่: ให้ดูดนมแม่ต่อได้ตามความต้องการ เนื่องจากนมแม่ย่อยง่ายและมีภูมิคุ้มกันช่วยต่อสู้กับโรค
- สำหรับทารกที่ดื่มนมผง: แพทย์อาจพิจารณาแนะนำให้นมสูตรปราศจากน้ำตาลแลคโตส (Lactose-free Formula) ชั่วคราว หากเด็กมีภาวะย่อยน้ำตาลแลคโตสบกพร่องชั่วคราวจากเยื่อบุลำไส้อักเสบ
- สำหรับเด็กโต: แนะนำให้รับประทานอาหารอ่อนย่อยง่าย เช่น ข้าวต้มปลา โจ๊กหมูสับ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ต้ม กล้วยสุก หรือแอปเปิ้ลบด หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง อาหารรสจัด อาหารที่มีกากใยสูง และนมวัวสดจนกว่าลำไส้จะกลับสู่ภาวะปกติ
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด
- ห้ามใช้ยาหยุดถ่าย (Anti-motility Drugs): เช่น ยาโลเปราไมด์ในเด็กเล็กเด็ดขาด เพราะจะทำให้เชื้อโรคและสารพิษค้างอยู่ในลำไส้ ส่งผลให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดและลำไส้โป่งพองที่เป็นอันตรายถึงชีวิต
- การใช้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics): เนื่องจากโควิดและการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารส่วนใหญ่เกิดจากไวรัส การให้ยาปฏิชีวนะจึงไม่มีประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น และยังส่งผลเสียทำลายแบคทีเรียประจำถิ่นในลำไส้ ทำให้ท้องเสียแย่ลง ยกเว้นแต่แพทย์จะตรวจพบการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วยเท่านั้น
- การใช้ยาลดไข้: การคำนวณขนาดยาพาราเซตามอลต้องอ้างอิงตามน้ำหนักตัวของเด็กเสมอ (สิบถึงสิบห้ากิโลกรัมต่อมิลลิกรัม ทุกสี่ถึงหกชั่วโมง) และห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็กเด็ดขาดเพราะเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการรายซินโดรม (Reye Syndrome) รวมถึงควรหลีกเลี่ยงยาไอบูโพรเฟนหากเด็กมีภาวะขาดน้ำรุนแรงเพราะอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของไต
วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว
การป้องกันการติดเชื้อซ้ำและการแพร่กระจายของโรคในครอบครัวต้องอาศัยมาตรการสุขอนามัยที่เข้มงวด
- การล้างมือ: ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำนานอย่างน้อยยี่สิบวินาที หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ล้างมือทุกครั้งก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ
- การฉีดวัคซีน: พาเด็กเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิดและวัคซีนพื้นฐานตามคำแนะนำของกุมารแพทย์อย่างครบถ้วน เพื่อลดความรุนแรงของโรคและการเกิดภาวะแทรกซ้อน
- การแยกตัวผู้ป่วย: หากมีสมาชิกในครอบครัวติดเชื้อ ควรแยกของใช้ส่วนตัว และสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส