ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

สถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาในเด็กและกลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) ยังคงเป็นปัญหาสุขภาพที่สร้างความกังวลใจให้กับคุณพ่อคุณแม่ทั่วโลก แม้ว่าในปัจจุบันสายพันธุ์ส่วนใหญ่จะไม่รุนแรงเท่ากับช่วงแรกของการแพร่ระบาด แต่สำหรับเด็กเล็กและทารก ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายของเด็กยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการรุนแรงได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของโรค อาการที่อาจเกิดขึ้น และแนวทางการดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ จึงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในการดูแลลูกน้อยให้ปลอดภัยจากภาวะแทรกซ้อนที่อันตราย

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคเมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายเด็ก

โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาเกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่ม Coronavirus ซึ่งติดต่อผ่านทางละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสสารคัดหลั่ง เมื่อเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายผ่านทางจมูก ปาก หรือเยื่อบุตา ไวรัสจะเข้าสู่เซลล์บริเวณทางเดินหายใจและเริ่มกระบวนการแบ่งตัว ระบบภูมิคุ้มกันของเด็กจะพยายามต่อสู้กับเชื้อไวรัส ซึ่งกระบวนการต่อสู้นี้เองที่จะกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารเคมีที่เรียกว่าไพโรเจน (Pyrogens) ไปกระตุ้นศูนย์ควบคุมอุณหภูมิในสมอง ส่งผลให้เกิดอาการไข้สูงขึ้น ซึ่งเป็นกลไกตามธรรมชาติในการกำจัดเชื้อโรค แต่ในเด็กเล็ก กลไกนี้อาจทำให้ไข้พุ่งสูงอย่างรวดเร็วและสร้างความกังวลใจให้แก่ผู้ดูแลเป็นอย่างมาก

ลูกติดโควิดไข้ขึ้นสูงกี่วัน และลำดับอาการที่พบได้

คำถามที่พบบ่อยที่สุดจากคุณพ่อคุณแม่คือ ลูกติดโควิดไข้ขึ้นสูงกี่วัน โดยทั่วไป อาการไข้สูงจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาในเด็กมักจะเกิดขึ้นในช่วง 1 ถึง 3 วันแรกของการติดเชื้อ และค่อยๆ ลดลงเมื่อเข้าสู่วันที่ 4 หรือ 5 ของโรค หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน อาการไข้ควรจะดีขึ้นและหายไปภายใน 5 ถึง 7 วัน

ลำดับอาการที่พบได้ทั่วไปแบ่งออกเป็นระยะ ดังนี้

  • ระยะเริ่มต้น (วันที่ 1 - 3): เด็กจะมีอาการไข้สูง ตัวร้อนจัด เจ็บคอ น้ำูกไหล ไอแห้งๆ อ่อนเพลีย งอแงมากกว่าปกติ และอาจมีอาการปวดเมื่อยตามตัว
  • ระยะแสดงอาการเด่นชัด (วันที่ 4 - 7): อาการไข้เริ่มลดลง แต่ยังคงมีอาการไอ มีเสมหะ คัดจมูก บางรายอาจสูญเสียการรับรสหรือกลิ่นชั่วคราว
  • ระยะฟื้นตัว (วันที่ 8 เป็นต้นไป): อาการทางระบบทางเดินหายใจค่อยๆ ดีขึ้น ร่างกายเริ่มฟื้นตัว พละกำลังกลับมาเป็นปกติ แต่ยังคงต้องสังเกตอาการลองโควิด (Long COVID) หรือภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ
ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากลูกน้อยมีไข้สูงเกิน 3 วัน หรือไข้ไม่ยอมลดลงเลยแม้จะทานยาลดไข้และเช็ดตัวแล้ว ถือเป็นสัญญาณผิดปกติที่ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที

สัญญาณอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องพาลูกพบแพทย์ทันที

ในฐานะกุมารแพทย์ สิ่งสำคัญที่สุดคือการสังเกตสัญญาณอันตรายที่บ่งบอกว่าอาการของเด็กกำลังเข้าสู่ขั้นรุนแรง ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ต้องรีบพาไปพบแพทย์หรือห้องฉุกเฉินทันที หากพบอาการดังต่อไปนี้

  • หายใจหอบเหนื่อย หายใจแรงจนซี่โครงบุ๋ม หรือปีกจมูกบานขณะหายใจ
  • ริมฝีปาก ปลายมือ หรือปลายเท้ามีสีเขียวคล้ำ (Cyanosis)
  • ซึมมากปลุกตื่นยาก ไม่สบตา หรือหมดสติ
  • ปฏิเสธการดื่มน้ำหรือนม อาการแสดงของภาวะขาดน้ำ เช่น ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปากแห้งสนิท และไม่ได้ปัสสาวะนานเกิน 6 ถึง 8 ชั่วโมง
  • มีอาการชักจากไข้สูง
  • เจ็บแน่นหน้าอกหรือปวดท้องอย่างรุนแรง

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อเดินทางมาพบแพทย์ กุมารแพทย์จะทำการประเมินอาการอย่างละเอียด เริ่มจากการซักประวัติการสัมผัสผู้ติดเชื้อ ระยะเวลาที่มีไข้ และลักษณะอาการร่วม การตรวจร่างกายโดยการฟังเสียงปอดและตรวจคอ และการตรวจวินิจฉัยยืนยันด้วยชุดตรวจแอนติเจนด้วยตนเอง (ATK) หรือการทำป้ายจมูก (Swab) หากมีความจำเป็น แพทย์อาจพิจารณาตรวจเลือดเพิ่มเติมเพื่อดูเม็ดเลือดขาว หรือเอ็กซเรย์ปอด (Chest X-ray) เพื่อประเมินภาวะปอดอักเสบในเด็กที่มีอาการรุนแรง

วิธีดูแลรักษาและพยาบาลลูกน้อยที่บ้านอย่างถูกวิธี

สำหรับการรักษาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาในเด็กที่ไม่มีอาการรุนแรง แพทย์จะให้การรักษาตามอาการและการดูแลประคับประคองที่บ้าน มีหลักปฏิบัติที่สำคัญดังนี้

คำแนะนำจากคุณหมอ: การดูแลเด็กที่บ้านต้องเน้นความสะอาด การให้พักผ่อนอย่างเพียงพอ และการชดเชยน้ำในร่างกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ

การเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้อง

การเช็ดตัวควรใช้น้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้อง ห้ามใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็งเด็ดขาด เพราะจะทำให้เส้นเลือดหดตัวและระบายความร้อนได้ยากขึ้น ใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาดเช็ดตามซอกพับ หน้าผาก รักแร้ และขาหนีบ เพื่อช่วยให้ร่างกายระบายความร้อนได้ดีขึ้น

การให้สารน้ำและโภชนาการ

ควรให้เด็กดื่มน้ำสะอาด นมแม่ หรือน้ำเกลือแร่ (ORS) บ่อยๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ สำหรับเด็กโตสามารถทานอาหารอ่อนๆ ที่ย่อยง่าย เช่น โจ๊ก หรือข้าวต้มอุ่นๆ ที่มีสารอาหารครบถ้วน

การใช้ยาที่ถูกต้องและปลอดภัยตามน้ำหนักตัว

การใช้ยาในเด็กต้องมีความระมัดระวังเป็นอย่างสูง เนื่องจากอวัยวะภายในยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ การคำนวณขนาดยาต้องอ้างอิงจากน้ำหนักตัวของเด็กเป็นหลัก

  • ยาลดไข้พาราเซตามอล (Paracetamol): ขนาดยาที่ถูกต้องคือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ให้กินทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้ ห้ามให้บ่อยกว่ากำหนดเพราะอาจเป็นอันตรายต่อตับ
  • ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen): ห้ามใช้ในเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 6 เดือน และห้ามใช้เด็ดขาดในเด็กที่สงสัยว่าเป็นโรคไข้เลือดออก เนื่องจากจะไปเพิ่มความเสี่ยงในการมีเลือดออกในทางเดินอาหาร
  • ยาแอสไพริน (Aspirin): ห้ามใช้ในเด็กและวัยรุ่นเด็ดขาด เนื่องจากมีความเสี่ยงในการเกิดกลุ่มอาการรายย์ (Reye syndrome) ซึ่งเป็นภาวะสมองบวมและตับวายที่อันตรายถึงชีวิต
  • ยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ): ห้ามหาซื้อยาฆ่าเชื้อให้เด็กทานเองเด็ดขาด เนื่องจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาเกิดจากไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะไม่มีผลรักษาโรคและยังก่อให้เกิดเชื้อดื้อยาอีกด้วย

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อและการแพร่กระจายของโรคในครอบครัวทำได้โดยการส่งเสริมสุขอนามัยที่ดี ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในพื้นที่แออัด และการฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาตามคำแนะนำของกุมารแพทย์เพื่อลดความรุนแรงของโรคและการเกิดภาวะแทรกซ้อนระยะยาว

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

สรุปขั้นตอนปฏิบัติที่สำคัญเพื่อให้คุณพ่อคุณแม่สามารถดูแลลูกน้อยได้อย่างมั่นใจ

  • สังเกตอาการไข้และประเมินระยะเวลา ไข้ควรดีขึ้นภายใน 3 ถึง 5 วัน
  • ใช้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด
  • เช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นเพื่อช่วยลดไข้และทำให้เด็กสบายตัวขึ้น
  • ให้เด็กดื่มน้ำและนมบ่อยๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
  • เฝ้าระวังอาการเตือนอันตราย เช่น หอบเหนื่อย ซึมมาก และไม่ยอมทานอาหาร
  • รีบพาไปโรงพยาบาลทันทีหากพบสัญญาณอันตรายหรือไข้สูงต่อเนื่องเกิน 3 วัน
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down