ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความรุนแรงของอุบัติเหตุบนท้องถนนในเด็กและทารก

อุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญอันดับต้นๆ ของการบาดเจ็บรุนแรงและการเสียชีวิตในเด็กทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย โครงสร้างทางกายภาพของเด็กยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ กระดูกมีความยืดหยุ่นสูงแต่เปราะบาง อวัยวะภายในยังเล็กและบอบบาง ทำให้เมื่อเกิดการกระแทกหรืออุบัติเหตุ แม้จะเป็นความเร็วที่ไม่สูงนัก แต่ก็สามารถส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บรุนแรงต่อสมอง กระดูกสันหลัง ช่องอก และช่องท้องได้ทันที การทำความเข้าใจถึงสาเหตุ กลไกการเกิดโรค อาการแสดงที่ต้องระวัง และแนวทางการปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ถูกต้อง จึงเป็นทักษะชีวิตที่สำคัญที่สุดสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแลทุกคนเพื่อลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น

สาเหตุและกลไกการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุบนท้องถนนในเด็ก

การบาดเจ็บในเด็กจากอุบัติเหตุบนท้องถนนมักเกิดขึ้นจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งความประมาท ขาดอุปกรณ์ความปลอดภัยที่ได้มาตรฐาน และพัฒนาการตามวัยของเด็กที่ยังขาดความตระหนักรู้เรื่องอันตราย โดยจำแนกตามกลไกการเกิดอุบัติเหตุได้ดังนี้

  • การโดยสารรถยนต์ส่วนบุคคล: การไม่ใช้คาร์ซีท (Car Seat) หรือคาร์ซีทไม่เหมาะสมตามช่วงวัย การไม่คาดเข็มขัดนิรภัย หรือการอุ้มเด็กไว้ตักผู้ใหญ่ ซึ่งเมื่อเกิดการชนหรือเบรกกะทันหัน ร่างกายเด็กจะกลายเป็นกระสุนพุ่งชนคอนโซลหน้ารถหรือกระจกอย่างรุนแรง
  • การโดยสารรถจักรยานยนต์: การไม่สวมหมวกกันน็อคที่ได้มาตรฐาน การซ้อนท้ายโดยไม่มีที่จับยึดที่มั่นคง หรือการที่ขาเด็กไปติดซี่ล้อรถจักรยานยนต์
  • การเดินถนนและการข้ามถนน: เด็กวิ่งข้ามถนนกะทันหันเนื่องจากความคึกคะนองตามวัย การมองไม่เห็นรถที่วิ่งมาเนื่องจากความสูงของเด็กที่ต่ำกว่าระดับสายตา หรือการเล่นใกล้เขตการจราจร

กลไกการบาดเจ็บต่ออวัยวะสำคัญและพยาธิสภาพ

เมื่อเกิดอุบัติเหตุ พลังงานจากการชนจะถ่ายเทเข้าสู่ร่างกายเด็ก ส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บในหลายระบบพร้อมกัน (Polytrauma) ดังนี้

  • การบาดเจ็บที่ศีรษะและสมอง (Traumatic Brain Injury): สมองของเด็กบอบบางและมีน้ำเหลืองในกะโหลกศีรษะมาก แรงกระแทกสามารถทำให้สมองช้ำ (Contusion) เลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง (Subdural or Epidural Hematoma) หรือสมองบวม ซึ่งอันตรายถึงชีวิต
  • การบาดเจ็บที่กระดูกสันหลังและคอ (Spinal Cord Injury): กล้ามเนื้อคอของเด็กยังไม่แข็งแรงพอที่จะพยุงศีรษะที่มีขนาดใหญ่เทียบกับลำตัวได้ เมื่อเกิดการสะบัดอย่างรุนแรง (Whiplash) อาจทำให้กระดูกต้นคอเคลื่อนและกดทับไขสันหลัง
  • การบาดเจ็บในช่องอกและช่องท้อง (Internal Organs Injury): แรงกระแทกจากเข็มขัดนิรภัยหรือแฮนด์รถจักรยานยนต์อาจทำให้ซี่โครงหักทิ่มปอด ม้ามแตก ตับฉีกขาด หรือลำไส้ทะลุ ส่งผลให้เกิดภาวะตกเลือดภายในและช็อกอย่างรวดเร็ว

อาการและสัญญาณอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

ภายหลังเกิดอุบัติเหตุ เด็กบางคนอาจไม่มีบาดแผลภายนอกให้เห็นเด่นชัด แต่ภายในอาจเกิดความเสียหายรุนแรง ผู้ดูแลต้องสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา หากพบสัญญาณอันตราย (Red Flag Symptoms) ดังต่อไปนี้ ต้องนำส่งโรงพยาบาลระดับตติยภูมิหรือห้องฉุกเฉินทันที

  • หมดสติ ซึมลง ปลุกตื่นยาก หรือจำเหตุการณ์ขณะเกิดอุบัติเหตุไม่ได้ (Amnesia)
  • อาเจียนพุ่งมากกว่าหนึ่งครั้งหลังเกิดเหตุ ซึ่งเป็นสัญญาณของความดันในกะโหลกศีรษะสูง
  • มีเลือดหรือน้ำใสๆ ไหลออกจากจมูกหรือหู
  • ปวดศีรษะรุนแรงต่อเนื่อง ร้องกวนไม่หยุดในทารก
  • หายใจหอบเหนื่อย หายใจลำบาก เจ็บหน้าอกเมื่อหายใจ
  • ปวดท้องรุนแรง ท้องแข็ง หรือมีรอยฟกช้ำบริเวณหน้าท้องและหน้าอกอย่างชัดเจน
  • แขนขาอ่อนแรง ขยับไม่ได้ หรือมีอาการชาตามร่างกาย
  • กระดูกผิดรูป บวม ช้ำ ปวดมากเมื่อสัมผัสบริเวณแขนขาหรือลำตัว
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามวางใจเด็ดขาดหากเด็กบอกว่าไม่เป็นอะไรหลังเกิดอุบัติเหตุ เนื่องจากเด็กอาจตกใจหรือยังอยู่ในภาวะช็อก อาการเลือดออกในสมองหรืออวัยวะภายในอาจแสดงผลหลังจากผ่านไปหลายชั่วโมง ควรให้แพทย์ตรวจร่างกายอย่างละเอียดเสมอ

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อเด็กถูกนำส่งถึงโรงพยาบาล แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉินและกุมารแพทย์จะดำเนินการประเมินและวินิจฉัยตามขั้นตอนมาตรฐานสากล ดังนี้

  • การประเมินสัญญาณชีพและการกู้ชีพเบื้องต้น (Primary Survey): ตรวจสอบทางเดินหายใจ การหายใจ และระบบไหลเวียนโลหิต (ABCDEs) เพื่อให้มั่นใจว่าเด็กมีออกซิเจนไปเลี้ยงสมองและอวัยวะสำคัญอย่างเพียงพอ
  • การตรวจทางรังสีวิทยา (Imaging Studies): การเอกซเรย์กระดูกสันหลังส่วนคอ หน้าอก และกระดูกส่วนต่างๆ, การทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT Scan Brain) เพื่อหาภาวะเลือดออกในสมอง และการอัลตราซาวนด์ช่องท้อง (Focused Assessment with Sonography for Trauma - FAST) เพื่อหาเลือดออกในช่องท้อง
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Laboratory Tests): การเจาะเลือดเพื่อตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) การทำงานของตับ ไต และเกลือแร่ในร่างกาย เพื่อประเมินภาวะเสียเลือดและการตอบสนองต่อการรักษา

วิธีดูแลรักษาและการปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ถูกต้อง

การปฐมพยาบาลที่ถูกต้องในนาทีชีวิตช่วยลดอัตราการเสียชีวิตและความพิการได้อย่างมียิ่งยวด มีแนวทางปฏิบัติที่สำคัญดังนี้

  • ห้ามเคลื่อนย้ายเด็กโดยไม่จำเป็น: หากสงสัยว่ามีการบาดเจ็บที่กระดูกสันหลังหรือคอ ห้ามอุ้ม ดึง หรือบิดตัวเด็กเด็ดขาด เพราะอาจทำให้ไขสันหลังขาดและเป็นอัมพาตถาวร หากจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายต้องประคองศีรษะและลำคอให้อยู่ในแนวตรงเสมอ (In-line stabilization)
  • การห้ามเลือดภายนอก: หากมีแผลฉีกขาดและมีเลือดออกมาก ให้ใช้ผ้าสะอาดหรือผ้าก๊อซกดลงบนบาดแผลโดยตรงเพื่อห้ามเลือด หลีกเลี่ยงการใช้สายรัด (Tourniquet) ยกเว้นในกรณีที่เลือดออกที่แขนขาและรุนแรงมากจนการกดแผลไม่ได้ผล
  • การจัดการเมื่อหมดสติแต่ยังหายใจ: หากเด็กหมดสติแต่ยังมีสัญญาณชีพ ให้จัดท่านอนตะแคงกึ่งคว่ำ (Recovery Position) เพื่อป้องกันลิ้นตกและป้องกันการสำลักอาเจียน
  • การรักษาในโรงพยาบาล: แพทย์จะพิจารณาให้สารน้ำทดแทน เลือดหรือส่วนประกอบของเลือดในกรณีที่ช็อกจากการเสียเลือด การผ่าตัดฉุกเฉินเพื่อห้ามเลือดในช่องท้องหรือผ่าตัดลดความดันในสมอง และการดูแลรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤต (PICU)
คำแนะนำจากคุณหมอ: สิ่งสำคัญที่สุดในการปฐมพยาบาลเด็กบาดเจ็บจากอุบัติเหตุคือ ตั้งสติ ประเมินความปลอดภัยรอบตัวก่อนเข้าช่วยเหลือ โทรสายด่วนการแพทย์ฉุกเฉินทันที และห้ามให้เด็กกินน้ำหรืออาหารใดๆ ทางปากเด็ดขาดหากต้องเข้ารับการผ่าตัดหรือประเมินอาการทางศัลยกรรม

การป้องกันและการลดความเสี่ยงอุบัติเหตุบนท้องถนนในเด็ก

การป้องกันอุบัติเหตุเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการปกป้องเด็ก ผู้ปกครองและสังคมควรปฏิบัติตามแนวทางดังนี้

  • การใช้งานคาร์ซีทอย่างถูกต้อง: ติดตั้งคาร์ซีทที่ได้มาตรฐานสากลในเบาะหลังรถยนต์ และเลือกขนาดให้เหมาะสมกับน้ำหนักและส่วนสูงของเด็ก โดยให้เด็กนั่งหันหน้าไปทางด้านหลังรถให้นานที่สุดตามเกณฑ์อายุ
  • การคาดเข็มขัดนิรภัย: สำหรับเด็กโตที่พ้นวัยคาร์ซีท ต้องคาดเข็มขัดนิรภัยให้พาดผ่านกระดูกไหปลาร้าและตักส่วนล่างเสมอ ไม่ควรให้พาดผ่านคอหรือหน้าท้องโดยตรง
  • ความปลอดภัยบนรถจักรยานยนต์: สวมหมวกนิรภัยที่ได้มาตรฐานและมีสายรัดคางกระชับพอดีกับศีรษะเด็กทุกครั้ง หลีกเลี่ยงการให้เด็กเล็กโดยสารรถจักรยานยนต์หากไม่จำเป็น
  • การฝึกอบรมวินัยจราจร: สอนให้เด็กเข้าใจสัญญาณไฟจราจร การข้ามถนนทางม้าลาย การจับมือผู้ใหญ่เมื่อเดินริมถนน และห้ามวิ่งเล่นใกล้ถนนหรือลานจอดรถเด็ดขาด

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของบุตรหลาน ขอให้ผู้ดูแลปฏิบัติตามเช็คลิสต์สั้นๆ นี้

  • ติดตั้งคาร์ซีทและคาดเข็มขัดนิรภัยให้เด็กทุกครั้งที่เดินทางโดยรถยนต์
  • สวมหมวกกันน็อคเด็กทุกครั้งที่โดยสารรถจักรยานยนต์
  • หากเกิดอุบัติเหตุ ห้ามเคลื่อนย้ายเด็กสุ่มส่าหะ ป้องกันการบาดเจ็บซ้ำที่กระดูกสันหลัง
  • ประเมินอาการเตือนอันตราย เช่น ซึม อาเจียนพุ่ง หายใจหอบเหนื่อย
  • โทรแจ้งสายด่วนการแพทย์ฉุกเฉินทันทีและนำส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดเพื่อรับการวินิจฉัยจากแพทย์เฉพาะทาง
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down