ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เข้าใจความเครียดของเด็กเมื่อพฤติกรรมก้าวร้าวปรากฏในห้องเรียน

ในฐานะกุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก สิ่งหนึ่งที่มักสร้างความกังวลใจอย่างมากให้กับคุณพ่อคุณแม่คือ เมื่อคุณครูที่โรงเรียนแจ้งว่าลูกมีพฤติกรรมก้าวร้าว รุนแรง ทำร้ายเพื่อน หรือไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้ตามเกณฑ์อายุ คำถามแรกๆ ที่มักเกิดขึ้นในใจคือ ลูกเป็นเด็กพิเศษ หรือลูกมีภาวะออทิสติกเทียม (Pseudo-Autism) จากการเลี้ยงดูและการใช้หน้าจอหรือไม่ ภาวะเหล่านี้มีความซับซ้อนและต้องอาศัยการวินิจฉัยที่ละเอียดรอบคอบ เพื่อให้เด็กได้รับการช่วยเหลือที่ตรงจุดและทันท่วงที

ความแตกต่างระหว่างเด็กพิเศษที่เป็นกลุ่มออทิสติกสเปกตรัมและภาวะออทิสติกเทียม

เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องทางการแพทย์ จำเป็นต้องแยกแยะระหว่างความผิดปกติด้านพัฒนาการแท้จริงกับภาวะที่ถูกกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อม ดังนี้

  • โรคออทิสติกสเปกตรัม (Autism Spectrum Disorder - ASD): เป็นความผิดปกติทางระบบประสาทและสมองที่มีมาแต่กำเนิด ส่งผลต่อความบกพร่องในการสื่อสาร การปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และมีพฤติกรรมความสนใจแบบทำซ้ำ อาการมักแสดงออกตั้งแต่ช่วงปฐมวัยไม่ว่าจะถูกเลี้ยงดูอย่างไร
  • ภาวะออทิสติกเทียม (Pseudo-Autism): ไม่ใช่โรคทางพันธุกรรมหรือความผิดปกติของสมองแต่กำเนิด แต่เกิดจากปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการปล่อยให้เด็กดูหน้าจออิเล็กทรอนิกส์ (โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต โทรทัศน์) เป็นระยะเวลานานตั้งแต่ยังเล็ก ขาดการสื่อสารสองทาง และขาดการปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ ทำให้สมองส่วนที่เกี่ยวกับการควบคุมอารมณ์และสังคมพัฒนาไม่เต็มที่ จนแสดงอาการคล้ายเด็กออทิสติก
คำแนะนำจากคุณหมอ: ข่าวดีคือภาวะออทิสติกเทียมสามารถฟื้นฟูและหายขาดได้ หากมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ต่างจากโรคออทิสติกแท้ที่จะคงอยู่ตลอดชีวิต แต่สามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้ด้วยการฝึกอบรมที่เหมาะสม

สาเหตุและกลไกที่ทำให้เด็กแสดงพฤติกรรมรุนแรงในโรงเรียน

พฤติกรรมรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการตี ผลัก ขว้างปาสิ่งของ หรือกรีดร้องในห้องเรียน ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้เหตุผล ในทางการแพทย์พฤติกรรมเหล่านี้คือภาษาที่เด็กใช้สื่อสารเมื่อพวกเขาไม่สามารถจัดการกับความรู้สึกของตนเองได้ โดยมีสาเหตุหลักดังนี้

  • ความบกพร่องในการประมวลผลทางประสาทสัมผัส (Sensory Processing Disorder): เด็กบางคนมีความไวต่อสิ่งเร้ามากเกินไป เช่น เสียงดังในห้องเรียน แสงไฟที่จ้าเกินไป หรือการสัมผัสที่อึดอัด ทำให้สมองรู้สึกถูกคุกคามและตอบสนองด้วยการป้องกันตัวหรือก้าวร้าว
  • ปัญหาการสื่อสารและความเข้าใจภาษา (Communication Deficit): เมื่อเด็กต้องการอะไรแต่ไม่สามารถพูดอธิบายหรือเรียบเรียงความคิดออกมาเป็นคำพูดได้ เกิดความคับข้องใจ (Frustration) จึงแสดงออกเป็นพฤติกรรมรุนแรงแทน
  • ผลกระทบจากการติดจอ (Screen Dependency): การดูสื่อที่มีความเร็วสูงทำให้สมองเคยชินกับการตอบสนองแบบฉับพลัน เมื่อมาอยู่ในโรงเรียนที่ต้องรอคอย มีกฎระเบียบ และไม่มีการตอบสนองทันใจเหมือนหน้าจอ เด็กจึงหงุดหงิดและควบคุมอารมณ์ไม่ได้
  • การขาดทักษะการจัดการอารมณ์ (Emotional Regulation): เด็กไม่เคยเรียนรู้วิธีการสงบสติอารมณ์ตนเองเมื่อโกรธ เพราะที่บ้านอาจได้รับการตามใจหรือแก้ไขปัญหาให้ตลอดเวลา

สัญญาณอันตรายและอาการร่วมที่ต้องพบกุมารแพทย์และจิตแพทย์เด็กทันที

หากลูกของคุณเริ่มมีพฤติกรรมรุนแรงในโรงเรียนร่วมกับสัญญาณเตือนเหล่านี้ คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรนิ่งนอนใจและควรพาไปรับการประเมินจากแพทย์เฉพาะทาง

  • พฤติกรรมรุนแรงทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนทำร้ายตนเอง ครู หรือเพื่อนร่วมชั้นจนเกิดบาดแผล
  • มีอาการพูดช้า หรือพูดทวนคำ (Echolalia) ไม่สามารถสนทนาตอบโต้เพื่อสื่อสารความต้องการพื้นฐานได้
  • ไม่สบตา ไม่หันตามเสียงเรียก เมินเฉยต่อผู้คนรอบข้าง ราวกับอยู่ในโลกของตนเอง
  • มีพฤติกรรมทำซ้ำๆ เช่น โยกตัว สะบัดมือ หมุนตัว หรือหมั่นไส้อยู่กับสิ่งของบางประเภทอย่างหมกมุ่น
  • มีปัญหาการนอนหลับอย่างรุนแรง เช่น หลับยาก ตื่นกลางดึกบ่อย หรือนอนกัดฟัน

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์อย่างละเอียด

การวินิจฉัยเด็กที่มีพฤติกรรมรุนแรงหรือสงสัยว่าเป็นเด็กพิเศษ จำเป็นต้องอาศัยทีมสหวิชาชีพประกอบด้วย กุมารแพทย์พัฒนาการและพฤติกรรม จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น นักกิจกรรมบำบัด และนักจิตวิทยาคลินิก โดยมีขั้นตอนดังนี้

  • การซักประวัติอย่างละเอียด: แพทย์จะสอบถามประวัติพัฒนาการตั้งแต่แรกเกิด พฤติกรรมที่บ้านและโรงเรียน ประวัติการใช้หน้าจอ และบรรยากาศการเลี้ยงดูในครอบครัว
  • การประเมินพัฒนาการและพฤติกรรม: ใช้แบบประเมินมาตรฐานสากล เช่น แบบคัดกรองออทิสติก (CHAT หรือ M-CHAT) และแบบประเมินพฤติกรรมเด็ก (Conners หรือ CBCL)
  • การตรวจร่างกายและระบบประสาท: เพื่อแยกแยะภาวะทางกายอื่นๆ เช่น ปัญหาการได้ยิน การมองเห็น หรือโรคทางระบบประสาทร่วมด้วย
  • การสังเกตพฤติกรรมในห้องตรวจ: แพทย์จะสังเกตการณ์ปฏิสัมพันธ์ของเด็ก การเล่น และการตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นรอบตัว

วิธีดูแลรักษาและปรับพฤติกรรมที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การดูแลเด็กที่มีพฤติกรรมรุนแรงและสงสัยภาวะออทิสติกเทียม ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างบ้าน โรงเรียน และทีมแพทย์ โดยมีแนวทางปฏิบัติที่สำคัญดังนี้

  • งดการใช้หน้าจอทุกชนิดอย่างเด็ดขาด (Digital Detox): สำหรับเด็กที่มีภาวะออทิสติกเทียม การตัดหน้าจอออกไปจะช่วยให้สมองส่วนหน้าได้ฟื้นฟูความสามารถในการควบคุมตัวเองและการสื่อสารตามธรรมชาติ
  • การปรับพฤติกรรมเชิงบวก (Positive Behavior Support): ใช้ระบบเสริมแรงทางบวก เช่น คำชมเชย หรือสติ๊กเกอร์สะสมคะแนนเมื่อเด็กทำตัวดี หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง การตี หรือการดุด่ารุนแรง เพราะจะยิ่งกระตุ้นให้เด็กก้าวร้าวมากขึ้น
  • การจัดตารางกิจวัตรประจำวันให้ชัดเจน (Visual Schedule): เด็กกลุ่มนี้มักมีความวิตกกังวลสูงหากไม่รู้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น การใช้ตารางรูปภาพบอกลำดับกิจวัตรจะช่วยให้เด็กรู้สึกปลอดภัยและลดพฤติกรรมต่อต้าน
  • กิจกรรมบำบัด (Occupational Therapy): ช่วยปรับสมดุลการรับความรู้สึกทางกาย (Sensory Integration) ให้เด็กสามารถทนต่อสิ่งเร้าต่างๆ รอบตัวได้ดีขึ้น
  • การฝึกทักษะทางสังคม (Social Skills Training): สอนให้เด็กรู้จักวิธีเล่นร่วมกับผู้อื่น การรอคอย และการแสดงออกเมื่อไม่พอใจด้วยวิธีที่เหมาะสมแทนการใช้กำลัง
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามคิดว่าพฤติกรรมรุนแรงของลูกจะหายไปได้เองเมื่อโตขึ้น การปล่อยทิ้งไว้โดยไม่แก้ไขจะทำให้พฤติกรรมฝังรากลึกและแก้ไขได้ยากยิ่งขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น และห้ามใช้ยาจิตเวชเพื่อควบคุมพฤติกรรมโดยไม่ผ่านการวินิจฉัยและสั่งจ่ายจากจิตแพทย์เด็กอย่างเด็ดขาด

การป้องกันและการเสริมสร้างพัฒนาการระยะยาว

เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กเกิดภาวะออทิสติกเทียมหรือมีพฤติกรรมรุนแรงจากความเครียด คุณพ่อคุณแม่ควรปฏิบัติตามหลักการเลี้ยงดูที่เหมาะสมดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการให้เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปีสัมผัสหน้าจอทุกชนิด และจำกัดเวลาสำหรับเด็กโตให้อยู่ในความเหมาะสม
  • ส่งเสริมการเล่นอิสระ (Free Play) และการทำกิจกรรมกลางแจ้ง เพื่อกระตุ้นพัฒนาการรอบด้านและการทำงานของกล้ามเนื้อมัดใหญ่
  • ใช้เวลาร่วมกันในการพูดคุย อ่านหนังสือ และทำกิจกรรมครอบครัว เพื่อสร้างสายสัมพันธ์และความมั่นคงทางจิตใจ
  • ฝึกวินัยเชิงบวกตั้งแต่วัยเด็กตอนต้น สอนให้ลูกรู้จักการรอคอยและการแก้ปัญหาเมื่อไม่ได้ดังใจ
กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแลในการปฏิบัติ:
  1. นัดหมายพบกุมารแพทย์พัฒนาการเพื่อรับการประเมินอย่างเป็นทางการทันทีเมื่อได้รับรายงานเรื่องพฤติกรรมรุนแรงจากโรงเรียน
  2. ตัดวงจรการใช้หน้าจอทั้งหมดอย่างเด็ดขาด เพื่อรีเซ็ตการทำงานของสมองเด็ก
  3. ประสานงานกับคุณครูที่โรงเรียนเพื่อใช้แนวทางจัดการพฤติกรรมในทิศทางเดียวกัน
  4. จัดระเบียบกิจวัตรประจำวันให้สม่ำเสมอ และเพิ่มกิจกรรมการเคลื่อนไหวร่างกาย
  5. มีความอดทนและเข้าใจว่าพฤติกรรมของลูกต้องการความช่วยเหลือ ไม่ใช่การลงโทษ
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down