ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ไขข้อข้องใจเรื่องวัคซีนไข้หวัดใหญ่และการติดเชื้อซ้ำในเด็กเล็ก

ในฐานะกุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบบทางเดินหายใจในเด็ก คำถามที่ผู้ปกครองมักจะเข้ามาปรึกษาในห้องตรวจอยู่เป็นประจำคือ ทำไมลูกฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปีแล้ว แต่ทำไมยังป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่อีก หรือบางรายป่วยซ้ำๆ จนพ่อแม่เกิดความกังวลใจและตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของตัววัคซีน บทความนี้จึงถูกเรียบเรียงขึ้นเพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ 100 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้พ่อแม่ทุกท่านคลายความกังวลและรู้วิธีรับมืออย่างถูกต้อง

โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันที่เกิดจากเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza Virus) แม้ว่าวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่จะเป็นเครื่องมือทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการลดความรุนแรงและการนอนโรงพยาบาล แต่ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับกลไกของวัคซีนอาจทำให้ผู้ปกครองเข้าใจผิดว่าวัคซีนสามารถป้องกันการติดเชื้อได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมีปัจจัยทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์หลายประการที่เข้ามาเกี่ยวข้อง

สาเหตุและกลไกการเกิดโรค ทำไมฉีดวัคซีนแล้วยังป่วยได้

การที่เด็กได้รับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่แล้วยังคงป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่อยู่ สามารถอธิบายได้ด้วยกลไกทางการแพทย์และลักษณะทางชีววิทยาของตัวไวรัส ดังนี้

  • ความหลากหลายของสายพันธุ์ไวรัส: เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่มีความสามารถในการกลายพันธุ์สูงมาก (Antigenic Drift และ Antigenic Shift) วัคซีนในแต่ละปีจะถูกผลิตขึ้นตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) โดยคาดการณ์สายพันธุ์ที่จะระบาดมากที่สุดในฤดูกาลนั้นๆ หากเด็กไปรับเชื้อสายพันธุ์อื่นที่ไม่ได้บรรจุอยู่ในวัคซีนปีนั้น ก็ยังคงมีโอกาสติดเชื้อได้
  • ระยะเวลาการสร้างภูมิคุ้มกัน: ร่างกายต้องใช้เวลาประมาณ 2 ถึง 4 สัปดาห์หลังการฉีดวัคซีนจึงจะมีระดับภูมิคุ้มกันที่สูงพอในการป้องกันโรค หากเด็กได้รับเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายในช่วงเวลาก่อนที่ภูมิคุ้มกันจะทำงานเต็มที่ ก็จะเกิดอาการป่วยได้
  • การติดเชื้อจากไวรัสชนิดอื่นที่มีอาการคล้ายกัน: อาการไข้ ไอ น้ำูก ที่ผู้ปกครองพบ อาจไม่ได้เกิดจากไวรัสไข้หวัดใหญ่เสมอไป แต่อาจเกิดจากไวรัสชนิดอื่น เช่น ไวรัสอาร์เอสวี (RSV), ไวรัสไรโน (Rhinovirus) หรืออะดีโนไวรัส (Adenovirus) ซึ่งวัคซีนไข้หวัดใหญ่ไม่สามารถป้องกันได้
  • ภาวะภูมิคุ้มกันเฉพาะบุคคล: เด็กแต่ละคนมีความสามารถในการสร้างภูมิคุ้มกัน (Immune Response) ที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับอายุ โรคประจำตัว และภาวะโภชนาการ
คำแนะนำจากคุณหมอ: แม้ว่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่จะไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ประโยชน์ที่สำคัญที่สุดและได้รับการยืนยันทางการแพทย์คือ ช่วยลดความรุนแรงของโรค ลดโอกาสการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ปอดอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ และลดอัตราการเสียชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ

อาการสำคัญและระยะเวลาการดำเนินโรคของไข้หวัดใหญ่

เมื่อเด็กติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ อาการมักจะเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันและมีความรุนแรงมากกว่าโรคหวัดธรรมดา โดยมีระยะการดำเนินโรคดังนี้

  • ระยะเริ่มต้น (Day 1 - 2): มีไข้สูงลอยอย่างกะทันหัน (อาจสูงถึง 39 ถึง 40 องศาเซลเซียส) ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อตามตัวอย่างรุนแรง อ่อนเพลียมาก มีอาการเบื่ออาหาร
  • ระยะแสดงอาการเด่นชัด (Day 3 - 5): เริ่มมีอาการทางระบบทางเดินหายใจเด่นชัดขึ้น เช่น ไอแห้งๆ เจ็บคอ น้ำมูกใส คัดจมูก ในเด็กเล็กอาจมีอาการอาเจียนหรือท้องเสียร่วมด้วย
  • ระยะฟื้นตัว (Day 6 - 7 เป็นต้นไป): ไข้เริ่มลดลง อาการปวดเมื่อยและอ่อนเพลียค่อยๆ ดีขึ้น อาการไออาจหลงเหลืออยู่ได้อีกประมาณ 1 ถึง 2 สัปดาห์

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)

พ่อแม่ผู้ปกครองต้องสังเกตอาการของลูกอย่างใกล้ชิด หากพบสัญญาณอันตรายเหล่านี้ ควรรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที เพราะอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิต

  • ไข้สูงต่อเนื่องเกิน 3 วัน หรือไข้กลับมาสูงอีกครั้งหลังจากที่เคยลดไปแล้ว
  • มีอาการซึมลง ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมสบตา หรือมีความผิดปกติทางสมอง
  • หายใจหอบเหนื่อย หายใจเร็ว ปีกจมูกบาน หรือมีลักษณะหายใจจนหน้าอกบุ๋ม ท้องบุ๋ม
  • ริมฝีปาก ปลายมือปลายเท้ามีสีเขียวคล้ำ (Cyanosis)
  • มีอาการชักจากไข้ (Febrile Seizure)
  • ภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง เช่น ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปากแห้งสนิท ปัสสาวะไม่ออกหรือมีสีเข้มจัดนานเกิน 6 ถึง 8 ชั่วโมง
  • เจ็บแน่นหน้าอก หรือปวดท้องรุนแรงตลอดเวลา
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็กที่มีไข้เด็ดขาด เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเกิดกลุ่มอาการเรย์ (Reye Syndrome) ซึ่งส่งผลให้ตับและสมองอักเสบเฉียบพลันและอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ และห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อรับประทานเอง เนื่องจากไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะไม่มีผลรักษาและยังก่อให้เกิดเชื้อดื้อยา

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อมาพบแพทย์ กุมารแพทย์จะทำการซักประวัติการรับวัคซีน ประวัติการสัมผัสผู้ป่วย และตรวจร่างกายอย่างละเอียด หากมีความจำเป็น แพทย์อาจพิจารณาตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมด้วยวิธีดังนี้

  • การตรวจหาเชื้อไวรัสด้วยชุดตรวจสำเร็จรูป (Rapid Influenza Diagnostic Test): โดยการใช้อุปกรณ์ป้ายสารคัดหลั่งจากโพรงจมูก (Nasopharyngeal Swab) ทราบผลรวดเร็วภายใน 15 ถึง 30 นาที
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม: เช่น การตรวจเลือดสมบูรณ์ (CBC) เพื่อดูเม็ดเลือดขาว หรือการเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray) ในกรณีที่แพทย์สงสัยว่ามีภาวะปอดอักเสบแทรกซ้อน

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์และการพยาบาลที่บ้าน

การรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการและการดูแลประคับประคองเพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อสู้กับเชื้อไวรัส

  • การให้ยาลดไข้ที่ถูกต้อง: ใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ตามขนาดน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง คือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง เมื่อมีไข้สูง หลีกเลี่ยงการใช้ยาไอบูโพรเฟนในระยะแรกจนกว่าจะแน่ใจว่าไม่ใช่โรคไข้เลือดออก
  • การเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้อง: ใช้น้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่นเช็ดตัวเพื่อช่วยระบายความร้อน ห้ามใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็งเช็ดตัวเด็ดขาดเพราะจะทำให้หลอดเลือดหดตัวและระบายความร้อนได้ยากขึ้น
  • การดูแลเรื่องสารน้ำและโภชนาการ: ให้เด็กดื่มน้ำสะอาดหรือสารละลายเกลือแร่ (ORS) ทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ ในเด็กเล็กควรให้ดื่มนมแม่หรือนมสูตรปกติอย่างสม่ำเสมอ อาหารควรเป็นอาหารอ่อนย่อยง่าย
  • การใช้ยาต้านไวรัส: ในกรณีที่เด็กอยู่ในกลุ่มเสี่ยง หรือแพทย์พิจารณาว่ามีอาการรุนแรง อาจมีการจ่ายยาต้านไวรัส (เช่น Oseltamivir) ซึ่งจะได้ผลดีที่สุดหากเริ่มให้ภายใน 48 ชั่วโมงแรกที่มีอาการ

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อและการป่วยซ้ำสามารถทำได้ร่วมกันหลายแนวทาง ดังนี้

  • การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ทุกปี: แม้ว่าวัคซีนจะไม่สามารถป้องกันได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่การฉีดทุกปี (ปีละ 1 เข็ม สำหรับเด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป และปีละ 2 เข็ม สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 9 ปีที่รับวัคซีนครั้งแรก) เป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในการลดความรุนแรงของโรค
  • สุขอนามัยส่วนบุคคล: สอนให้เด็ก ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำ หรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่ชุมชน และหลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการระบาด
  • การดูแลสุขภาพพื้นฐาน: ให้เด็กรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายตามวัยเพื่อเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง

สรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่ผู้ดูแล

การที่เด็กฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่แล้วยังคงติดเชื้อ ไม่ได้แปลว่าวัคซีนไม่มีประโยชน์ แต่วัคซีนทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันชั้นยอดในการลดความรุนแรงของโรคและป้องกันอันตรายถึงชีวิต สิ่งสำคัญคือพ่อแม่ต้องเข้าใจธรรมชาติของโรค สังเกตอาการอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down