ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำความเข้าใจโรคมือเท้าปากและภัยเงียบที่แฝงตัวในเด็กเล็ก

โรคมือเท้าปาก (Hand, Foot, and Mouth Disease หรือ HFMD) เป็นโรคติดต่อที่พบได้บ่อยมากในเด็กทารกและเด็กเล็ก โดยเฉพาะกลุ่มเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี แม้ว่าโดยทั่วไปแล้วโรคนี้จะมีอาการไม่รุนแรงและสามารถหายได้เองตามธรรมชาติภายในระยะเวลา 7 ถึง 10 วัน แต่ในผู้ป่วยเด็กบางราย โรคนี้อาจดำเนินไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว การรับรู้และเข้าใจถึงสัญญาณเตือนอันตรายจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับพ่อแม่ ผู้ปกครอง และผู้ดูแลเด็ก เพื่อให้สามารถนำส่งโรงพยาบาลและรับการรักษาจากกุมารแพทย์ได้อย่างทันท่วงที

ตามสถิติระบาดวิทยา โรคมือเท้าปากมักเกิดการระบาดใหญ่ในสถานรับเลี้ยงเด็ก โรงเรียนอนุบาล และสนามเด็กเล่นในร่ม โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนและช่วงรอยต่อระหว่างฤดูฝนกับฤดูหนาว เนื่องจากความชื้นและอุณหภูมิที่เหมาะสมช่วยให้เชื้อไวรัสคงตัวในสิ่งแวดล้อมได้นานขึ้น แม้ว่าผู้ใหญ่จะสามารถติดเชื้อนี้ได้เช่นกัน แต่อาการมักไม่รุนแรงหรือไม่มีอาการเลย ทว่าผู้ใหญ่เหล่านี้สามารถเป็นพาหะนำเชื้อไปสู่เด็กเล็กในบ้านได้โดยไม่รู้ตัว ซึ่งกลุ่มเด็กเล็กจะมีระบบภูมิคุ้มกันที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ จึงมีความเสี่ยงสูงที่สุดที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทและระบบหัวใจร่วมหลอดเลือด

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคในระดับมหภาค

โรคมือเท้าปากเกิดจากการติดเชื้อไวรัสในกลุ่มเอนเทอโรไวรัส (Enterovirus) ซึ่งเป็นไวรัสชนิดไม่มีเปลือกหุ้ม (Non-enveloped virus) ทำให้มีความทนทานต่อสิ่งแวดล้อมและแอลกอฮอล์ทั่วไปสูงมาก ไวรัสที่เป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคแบ่งออกเป็นสองชนิดสำคัญ ได้แก่:

  • คอกซากีไวรัส เอ 16 (Coxsackievirus A16 หรือ CV-A16): เป็นสายพันธุ์ที่พบได้บ่อยที่สุด มักก่อให้เกิดอาการที่ไม่รุนแรง มีแผลในปาก มีผื่นตุ่มน้ำตามมือและเท้า และแทบไม่มีภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท
  • เอนเทอโรไวรัส 71 (Enterovirus 71 หรือ EV71): เป็นสายพันธุ์ที่อันตรายที่สุด ไวรัสชนิดนี้มีคุณสมบัติในการเข้าทำลายระบบประสาท (Neurotropic virus) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดภาวะสมองอักเสบ (Encephalitis) เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis) และภาวะอัมพาตกล้ามเนื้ออ่อนแรงคล้ายโปลิโอ รวมถึงส่งผลให้เกิดระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน

ช่องทางการติดต่อของโรคมือเท้าปากเกิดขึ้นผ่านทางระบบทางเดินอาหารและระบบทางเดินหายใจ (Fecal-oral route and Respiratory droplets) โดยผ่านการสัมผัสโดยตรงกับน้ำลาย น้ำมูก เสมหะ น้ำจากตุ่มพอง หรืออุจจาระของผู้ป่วย รวมถึงการสัมผัสของเล่นหรือสิ่งของปนเปื้อนเชื้อแล้วนำนิ้วมือเข้าปาก

เมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย จะเข้าไปเพิ่มจำนวนในเนื้อเยื่อน้ำเหลืองบริเวณลำคอ (Pharyngeal lymphoid tissue) และลำไส้เล็ก หลังจากนั้นเชื้อจะกระจายเข้าสู่กระแสเลือด (Viremia) ไปยังอวัยวะเป้าหมาย เช่น ผิวหนังและเยื่อบุช่องปาก ในกรณีที่เป็นเชื้อ EV71 ไวรัสสามารถผ่านด่านป้องกันระหว่างกระแสเลือดและสมอง (Blood-brain barrier) เข้าไปทำลายก้านสมอง (Brainstem) โดยตรง ส่งผลให้เกิดการอักเสบของสมองส่วนควบคุมการทำงานของหัวใจและการหายใจ ทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูงและน้ำท่วมปอดเฉียบพลัน (Neurogenic pulmonary edema) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว

ข้อควรระวังทางการแพทย์: แอลกอฮอล์เจลล้างมือทั่วไปไม่สามารถฆ่าเชื้อเอนเทอโรไวรัสได้อย่างมีประสิทธิภาพ การล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดอย่างถูกวิธีเป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที จึงเป็นวิธีการทางกายภาพที่สำคัญที่สุดในการขจัดเชื้อไวรัสออกจากมือ

อาการและระยะดำเนินโรคที่ผู้ปกครองต้องสังเกต

ระยะเวลาฟักตัวของโรคมือเท้าปากมักใช้เวลาประมาณ 3 ถึง 6 วัน หลังจากได้รับเชื้อ โดยอาการของโรคสามารถแบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ได้ดังนี้:

1. ระยะเริ่มต้น (Prodromal Stage): ผู้ป่วยเด็กจะมีไข้ต่ำๆ ถึงไข้สูงเฉียบพลัน (38 ถึง 39 องศาเซลเซียส) มีอาการเจ็บคอ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย งอแง และเริ่มน้ำลายไหลมากเนื่องจากเจ็บคอ ระยะนี้มักใช้เวลาประมาณ 1 ถึง 2 วัน

2. ระยะปรากฏอาการเด่นชัด (Active Stage):

  • แผลในช่องปาก (Herpangina): เริ่มต้นจากจุดแดงเล็กๆ บนเพดานปาก ลิ้น และกระพุ้งแก้ม จากนั้นจะกลายเป็นตุ่มน้ำใสและแตกออกเป็นแผลหลุมขนาดเล็กที่มีขอบสีแดง แผลเหล่านี้เจ็บปวดมาก ทำให้เด็กไม่ยอมกลืนน้ำลาย ปฏิเสธการดื่มนมและน้ำ
  • ผื่นตามผิวหนัง (Exanthem): มีผื่นจุดแดง หรือตุ่มน้ำใสขนาดเล็ก (Vesicles) ล้อมรอบด้วยขอบสีแดง ปรากฏขึ้นบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า หลังมือ หลังเท้า รอบก้น และหัวเข่า ตุ่มน้ำเหล่านี้มักไม่มีอาการคันและไม่ตกสะเก็ดเหมือนโรคอีสุกอีใส

3. ระยะฟื้นตัว (Recovery Stage): ในรายที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน ไข้จะค่อยๆ ลดลงภายใน 3 ถึง 4 วัน แผลในปากจะสมานตัว และตุ่มน้ำที่ผิวหนังจะค่อยๆ ยุบตัวลงและหายไปเองโดยไม่ทิ้งรอยแผลเป็นภายใน 7 ถึง 10 วัน แต่อาจมีผิวหนังลอกบริเวณปลายนิ้วมือหรือนิ้วเท้าได้หลังจากนั้น

3 สัญญาณเตือนอันตรายโรคมือเท้าปากชนิดรุนแรง (Red Flag Symptoms)

หากผู้ป่วยเด็กมีอาการในกลุ่มสัญญาณเตือนดังต่อไปนี้ แสดงว่าเชื้อไวรัสเริ่มเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลางแล้ว ผู้ปกครองห้ามรอดูอาการหรือรอจนถึงวันรุ่งขึ้นเด็ดขาด ต้องนำส่งโรงพยาบาลแผนกฉุกเฉินทันที:

1. อาการซึมลง (Lethargy)

ความแตกต่างระหว่างเด็กที่เพลียไข้ปกติกับเด็กที่มีอาการซึมลงจากสมองอักเสบ คือ เด็กที่เพลียไข้เมื่อยาลดไข้ออกฤทธิ์และไข้ลดลง จะสามารถกลับมาเล่น ทำกิจกรรม หรือพูดคุยได้ตามปกติ แต่เด็กที่มีอาการซึมจากระบบประสาทอักเสบจะมีลักษณะดังนี้:

  • แม้ยาลดไข้ออกฤทธิ์จนไข้ลดลงแล้ว แต่เด็กยังคงซึม นอนนิ่ง ไม่ยอมเล่น
  • ไม่สบตา พูดน้อยลง หรือไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งเร้ารอบตัวตามวัย
  • ง่วงนอนตลอดเวลา ปลุกตื่นยาก หรือเมื่อตื่นแล้วก็ร้องไห้งอแงแบบไม่มีสาเหตุแล้วหลับต่อทันที

2. อาการสะดุ้งผวา (Myoclonus / Startle Reflex)

อาการสะดุ้งผวาเกิดจากการที่สมองส่วนควบคุมกล้ามเนื้อถูกกระตุ้นจากอาการอักเสบ ทำให้เกิดการหดตัวของกล้ามเนื้ออย่างกะทันหัน ซึ่งมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากการสะดุ้งทั่วไป ดังนี้:

  • เด็กจะมีอาการสะดุ้งทั้งตัว แขนขาขยับกระตุกอย่างรุนแรงโดยไม่มีเสียงดังหรือสิ่งเร้าภายนอกมากระตุ้น
  • อาการสะดุ้งมักเกิดขึ้นบ่อยครั้งเป็นระยะ โดยเฉพาะในช่วงที่เด็กกำลังจะเคลิ้มหลับ หรือขณะหลับ
  • มีอาการสั่นของมือ สั่นของเท้า หรือสั่นของทั้งร่างกายขณะเคลื่อนไหวขยับตัว

3. อาการอาเจียนบ่อยและพุ่ง (Persistent / Projectile Vomiting)

การอาเจียนที่เกิดจากโรคมือเท้าปากชนิดรุนแรงไม่ได้เกิดจากปัญหาในระบบทางเดินอาหาร แต่เป็นผลมาจากแรงดันในสมองสูงขึ้น (Increased Intracranial Pressure) เนื่องจากการอักเสบของเนื้อสมอง:

  • เด็กจะอาเจียนบ่อยครั้ง มากกว่า 3 ถึง 4 ครั้งต่อวัน โดยไม่สัมพันธ์กับการทานอาหารหรือนม
  • ลักษณะการอาเจียนมักพุ่งออกมาอย่างรุนแรง
  • มีอาการคลื่นไส้ตลอดเวลา แม้ไม่ได้กินอะไรเข้าไปก็ยังคงอาเจียนออกมารวมถึงน้ำลาย
คำแนะนำจากกุมารแพทย์: นอกเหนือจาก 3 สัญญาณหลักนี้แล้ว หากเด็กมีอาการหายใจหอบเหนื่อย อกบุ๋ม ปลายมือปลายเท้าเย็นเฉียบ ตัวลาย (Marmorata) หรือมีไข้สูงลอยเกิน 38.5 องศาเซลเซียสตลอด 3 วันโดยไม่ลดลงเลย นี่คือสภาวะวิกฤตทางระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจล้มเหลวที่ต้องได้รับการช่วยชีวิตด่วน

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อผู้ป่วยเด็กมาถึงโรงพยาบาล กุมารแพทย์จะทำการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดรอบด้านเพื่อประเมินความรุนแรงของโรคตามลำดับขั้นตอนดังนี้:

  • การซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด (History & Physical Examination): แพทย์จะประเมินรอยโรคในช่องปาก ผื่นที่ผิวหนัง ประเมินสัญญาณชีพ (Vital signs) สภาพความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด และทำการตรวจระบบประสาทเพื่อหาภาวะคอแข็ง (Nuchal rigidity) หรือปฏิกิริยาตอบสนองที่ผิดปกติ
  • การตรวจหาเชื้อไวรัสทางห้องปฏิบัติการ (Virological Testing):
    • RT-PCR (Reverse Transcription Polymerase Chain Reaction): เป็นวิธีที่แม่นยำที่สุด โดยการป้ายสิ่งส่งตรวจ (Swab) จากคอหอย อุจจาระ หรือน้ำจากตุ่มน้ำ เพื่อระบุสายพันธุ์ของไวรัสว่าเป็น EV71 หรือไม่
  • การตรวจประเมินภาวะรุนแรง (Evaluation of Complications):
    • การตรวจเลือด (Complete Blood Count & Inflammatory Markers): เพื่อประเมินระดับเม็ดเลือดขาวและค่าการอักเสบในร่างกาย
    • การเจาะตรวจน้ำไขสันหลัง (Lumbar Puncture): หากแพทย์สงสัยภาวะสมองอักเสบหรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เพื่อวิเคราะห์เซลล์และหาเชื้อไวรัสในน้ำไขสันหลัง
    • การเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray): เพื่อตรวจสอบสภาวะน้ำท่วมปอดเฉียบพลันในรายที่เริ่มมีอาการทางระบบหายใจ

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์และการพยาบาลที่บ้าน

ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพเฉพาะเจาะจงในการรักษาโรคมือเท้าปาก การรักษาหลักจึงเน้นการประคับประคองตามอาการ (Symptomatic Treatment) เพื่อรอให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายกำจัดเชื้อไวรัสออกไปเอง ควบคู่กับการเฝ้าระวังอาการแทรกซ้อนอย่างใกล้ชิด

การดูแลรักษาตามอาการที่ปลอดภัย

  • การลดไข้: ให้รับประทานยาลดไข้พาราเซตามอล (Paracetamol) เพื่อควบคุมอุณหภูมิร่างกาย
  • การบรรเทาอาการเจ็บแผลในปาก: อาจใช้น้ำยาป้ายปากกลุ่มยาชาเฉพาะที่ที่แพทย์แนะนำสำหรับเด็กโต หรือในเด็กเล็กให้ใช้สำลีชุบน้ำเย็นเช็ดทำความสะอาดรอบๆ แผล เพื่อช่วยลดความเจ็บปวดก่อนป้อนนมหรืออาหาร

การพยาบาลและการดูแลที่บ้านอย่างถูกวิธี

  • วิธีเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้อง (Tepid Sponge): เมื่อเด็กมีไข้สูง ให้ใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กชุบน้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้อง (ห้ามใช้น้ำเย็นหรือน้ำใส่น้ำแข็งเด็ดขาดเพราะจะทำให้หลอดเลือดส่วนปลายหดตัวและไข้สูงขึ้น) บิดหมาดๆ เช็ดถูย้อนทิศทางการไหลของรูขุมขน โดยเน้นบริเวณข้อพับต่างๆ เช่น ขาหนีบ รักแร้ คอ และหน้าผาก เช็ดอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 15 ถึง 20 นาที
  • การป้องกันภาวะขาดน้ำ (Dehydration Prevention): เนื่องจากเด็กจะเจ็บแผลในปากมากจนไม่ยอมกลืนน้ำและอาหาร วิธีแก้ไขคือ:
    • หลีกเลี่ยงอาหารที่ร้อน เปรี้ยว เค็ม หรือแข็ง
    • เน้นให้อาหารที่มีลักษณะนิ่ม เย็น และย่อยง่าย เช่น โยเกิร์ต ไอศกรีมรสวานิลลา นมแช่เย็น น้ำเย็น เจลลี่เย็นๆ
    • ป้อนน้ำเกลือแร่สำหรับเด็ก (ORS) ทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง เพื่อชดเชยการขาดน้ำ

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

ในการดูแลเด็กที่เป็นโรคมือเท้าปาก มีข้อปฏิบัติด้านความปลอดภัยทางยาและสุขอนามัยที่ผู้ปกครองห้ามมองข้ามโดยเด็ดขาด:

ข้อควรระวังทางการแพทย์ที่สำคัญมาก:
  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) เด็ดขาด: ในผู้ป่วยเด็กที่ติดเชื้อไวรัส การได้รับยาแอสไพรินมีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้เกิดกลุ่มอาการเรย์ (Reye's Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะที่สมองและตับถูกทำลายอย่างรุนแรงและเฉียบพลันถึงขั้นเสียชีวิต
  • ห้ามใช้ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในช่วงแรก: หากยังไม่สามารถแยกโรคไข้เลือดออกได้อย่างชัดเจน การใช้ยากลุ่ม NSAIDs อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารได้
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) มาให้เด็กทานเอง: โรคมือเท้าปากเกิดจากเชื้อไวรัส ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียหรือยาปฏิชีวนะไม่มีผลในการรักษา และอาจทำให้เด็กได้รับผลข้างเคียงจากยาโดยไม่จำเป็น

การคำนวณขนาดยาพาราเซตามอลที่ถูกต้องตามน้ำหนักตัว

เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะตับอักเสบจากการได้รับยาพาราเซตามอลเกินขนาด (Acetaminophen toxicity) ผู้ปกครองต้องให้ยาตามน้ำหนักตัวจริงของเด็ก ไม่ใช่ตามอายุเฉลี่ย โดยมีสูตรคำนวณดังนี้:

  • ขนาดยาพาราเซตามอลที่ปลอดภัย: อยู่ที่ 10 ถึง 15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัวเด็ก 1 กิโลกรัม ต่อครั้ง
  • ความถี่ในการให้ยา: ทุกๆ 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้สูง และห้ามป้อนยาเกิน 5 ครั้ง หรือเกิน 75 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมภายใน 24 ชั่วโมง
  • ตัวอย่างการคำนวณ: เด็กน้ำหนัก 10 กิโลกรัม ควรได้รับยาพาราเซตามอลครั้งละ 100 ถึง 150 มิลลิกรัมต่อครั้ง (หากยาน้ำมีความเข้มข้น 120 มิลลิกรัมต่อ 5 มิลลิลิตร ให้ป้อนประมาณ 4 ถึง 5 มิลลิลิตรต่อครั้ง)

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

เนื่องจากโรคมือเท้าปากสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้อีกหากได้รับเชื้อไวรัสคนละสายพันธุ์ การวางแผนป้องกันเชิงรุกจึงเป็นกลไกหลักในการปกป้องลูกรัก:

1. วัคซีนป้องกันเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 (EV71 Vaccine)

ปัจจุบันมีวัคซีนที่ผลิตขึ้นเพื่อป้องกันการติดเชื้อเอนเทอโรไวรัสสายพันธุ์ 71 (EV71) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดโรคมือเท้าปากชนิดรุนแรงและอันตรายถึงชีวิต โดยมีคำแนะนำทางการแพทย์ดังนี้:

  • กลุ่มเป้าหมาย: แนะนำให้ฉีดในเด็กเล็กอายุตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 5 ปี
  • ตารางการฉีดวัคซีน: ฉีดทั้งหมด 2 เข็ม โดยเว้นระยะห่างจากเข็มแรกเป็นเวลา 1 ถึง 2 เดือน
  • ประสิทธิภาพ: สามารถป้องกันการติดเชื้อ EV71 และลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางสมองและปอดรุนแรงได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

2. มาตรการสุขอนามัยในครอบครัวและโรงเรียน

  • การทำความสะอาดพื้นผิวสัมผัส: เชื้อเอนเทอโรไวรัสมีความทนทานสูง การทำความสะอาดของเล่น พื้นบ้าน และเครื่องใช้ต่างๆ ต้องใช้น้ำยาฆ่าเชื้อที่มีส่วนผสมของคลอรีน เช่น โซเดียมไฮโปคลอไรท์ (Sodium hypochlorite) หรือน้ำยาฟอกขาวเจือจาง ไม่สามารถใช้แอลกอฮอล์เข้มข้นทั่วไปทำความสะอาดได้
  • การแยกผู้ป่วยอย่างเคร่งครัด: หากเด็กป่วยเป็นโรคมือเท้าปาก ต้องให้งดเรียนและกักตัวอยู่ที่บ้านอย่างน้อย 7 ถึง 10 วันนับจากเริ่มมีอาการ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อสู่ผู้อื่น
กล่องสรุปแนวทางปฏิบัติสำหรับพ่อแม่ (Parental Emergency Checklist):

เมื่อพบว่าลูกน้อยเป็นโรคมือเท้าปาก ให้ประเมินอาการตามตารางนี้ทุกวันเช้า-เย็นเพื่อความปลอดภัยสูงสุด:

  • ขั้นที่ 1 ประเมินอุณหภูมิ: วัดไข้ทุก 4 ชั่วโมง หากมีไข้สูงลอยเกิน 3 วัน ควรพาไปพบแพทย์
  • ขั้นที่ 2 ประเมินพฤติกรรมและการตอบสนอง: สังเกตว่าเด็กยังมีแรงเล่นและพูดคุยตอนไข้ลดหรือไม่ หากซึม นอนทั้งวัน ไม่มองหน้า ให้รีบนำส่งโรงพยาบาล
  • ขั้นที่ 3 สังเกตอาการขณะนอนหลับ: เฝ้ามองการนอนหลับของลูก หากมีอาการสะดุ้งตัวลอย สะดุ้งผวาบ่อยๆ หรือผวาเหมือนตกตึก ให้รีบพาส่งแผนกฉุกเฉินทันที
  • ขั้นที่ 4 ตรวจสอบภาวะขาดน้ำ: ดูความบ่อยของการปัสสาวะ หากเด็กไม่มีปัสสาวะออกนานเกิน 6 ชั่วโมง ปากแห้งสนิท ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ต้องได้รับการให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำ
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down