ทำความรู้จักโรคมือ เท้า ปาก ภัยเงียบตัวร้ายในเด็กเล็กที่พ่อแม่ไม่ควรละเลย
โรคมือ เท้า ปาก (Hand, Foot, and Mouth Disease หรือ HFMD) เป็นโรคติดต่อทางเดินอาหารที่พบได้บ่อยมากในเด็กเล็ก โดยเฉพาะกลุ่มเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี ซึ่งเป็นวัยที่ภูมิคุ้มกันร่างกายยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ โรคนี้มักระบาดหนักในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว หรือในช่วงที่เด็กเริ่มไปโรงเรียนและสถานรับเลี้ยงเด็ก แม้ว่าในผู้ป่วยส่วนใหญ่อาการจะไม่รุนแรงและสามารถหายได้เองภายใน 7 ถึง 10 วัน แต่โรคมือ เท้า ปาก ก็แฝงไปด้วยความอันตรายร้ายแรง หากเด็กติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์ที่รุนแรง อาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทและหัวใจจนถึงขั้นเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว
จากสถิติทางการแพทย์พบว่า เด็กทารกและเด็กเล็กมีความเสี่ยงสูงที่สุดในการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันและระบบประสาทของพวกเขายังไม่แข็งแรงพอที่จะต่อสู้กับเชื้อไวรัสบางชนิดได้ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกของโรค อาการ และการป้องกันด้วยการฉีดวัคซีนจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการปกป้องชีวิตของลูกน้อย
สาเหตุและกลไกการเกิดโรค: เชื้อไวรัสตัวร้ายติดต่อกันได้อย่างไร
โรคมือ เท้า ปาก เกิดจากการติดเชื้อไวรัสในกลุ่มเอนเทอโรไวรัส (Enterovirus) ซึ่งอยู่ในตระกูล พิคอร์นาวิริดี (Picornaviridae) ไวรัสในกลุ่มนี้มีหลายสายพันธุ์ แต่สายพันธุ์หลักที่ก่อให้เกิดโรคและพบได้บ่อยที่สุดมีดังนี้
- คอกซากีไวรัส เอ 16 (Coxsackievirus A16 หรือ CV-A16): เป็นสายพันธุ์ที่พบได้บ่อยที่สุด มักก่อให้เกิดอาการที่ไม่รุนแรง มีไข้ มีตุ่มน้ำใสในปาก มือ และเท้า และหายได้เองเป็นส่วนใหญ่
- คอกซากีไวรัส เอ 6 (Coxsackievirus A6 หรือ CV-A6): สายพันธุ์นี้มักทำให้เกิดตุ่มน้ำขนาดใหญ่และกระจายตัวกว้างกว่าปกติ และอาจส่งผลให้เกิดอาการเล็บลอก (Onychomadesis) ในภายหลังได้
- เอนเทอโรไวรัส 71 (Enterovirus 71 หรือ EV71): นี่คือไวรัสสายพันธุ์ที่อันตรายที่สุด เนื่องจากมีคุณสมบัติในการทำลายระบบประสาท (Neurotropic Virus) สามารถก่อให้เกิดภาวะสมองอักเสบ (Encephalitis) เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis) กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (Myocarditis) และภาวะน้ำท่วมปอด (Pulmonary Edema) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตเฉียบพลันในเด็ก
กลไกการติดต่อและการแพร่เชื้อ: ไวรัสกลุ่มนี้ติดต่อกันผ่านทางระบบทางเดินอาหารและระบบทางเดินหายใจ โดยมีช่องทางการแพร่กระจายหลักผ่านการสัมผัสโดยตรงกับน้ำลาย น้ำมูก สิ่งคัดหลั่งจากตุ่มน้ำใส หรืออุจจาระของผู้ป่วย รวมถึงการสัมผัสของเล่นหรือพื้นผิวที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัส แล้วนำมือเข้าปาก เชื้อไวรัสจะเข้าสู่ร่างกายทางเยื่อบุช่องปากและลำคอ จากนั้นจะไปแบ่งตัวที่บริเวณต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียง และกระจายเข้าสู่กระแสเลือดไปยังอวัยวะเป้าหมาย เช่น ผิวหนัง และเยื่อบุต่างๆ
อาการสำคัญและระยะการดำเนินโรคที่พ่อแม่ต้องสังเกต
ระยะเวลาบ่มเชื้อ (Incubation Period) ของโรคมือ เท้า ปาก มักใช้เวลาประมาณ 3 ถึง 6 วัน หลังจากได้รับเชื้อ โดยอาการของโรคสามารถแบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ได้ดังนี้
1. ระยะอาการนำ (Prodromal Stage)
เป็นระยะเริ่มต้นที่เชื้อเริ่มก่อตัว เด็กจะมีอาการคล้ายไข้หวัดทั่วไป ได้แก่ มีไข้ต่ำๆ ถึงไข้สูง (ประมาณ 38 ถึง 39 องศาเซลเซียส) มีอาการเจ็บคอ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร งอแง และอาจมีอาการน้ำลายไหลยืดมากกว่าปกติเนื่องจากเริ่มมีอาการระคายเคืองในลำคอ ระยะนี้มักกินเวลาประมาณ 1 ถึง 2 วัน
2. ระยะแสดงอาการเด่นชัด (Active Stage)
หลังจากมีไข้ประมาณ 1 ถึง 2 วัน จะเริ่มปรากฏอาการเฉพาะของโรคอย่างชัดเจน ได้แก่
- แผลในปาก (Herpangina / Oral Ulcers): เริ่มจากจุดแดงเล็กๆ บนเพดานปาก ลิ้น และกระพุ้งแก้ม จากนั้นจะกลายเป็นตุ่มน้ำใสและแตกออกเป็นแผลตื้นๆ สีเทาขอบแดง ซึ่งสร้างความเจ็บปวดให้เด็กอย่างมาก ทำให้เด็กไม่ยอมกลืนน้ำลาย ไม่ยอมดื่มนมหรือรับประทานอาหาร
- ผื่นและตุ่มน้ำใสบนผิวหนัง (Skin Rash): มีผื่นแดงหรือตุ่มน้ำใสขนาดเล็ก (ประมาณ 2 ถึง 5 มิลลิเมตร) ปรากฏขึ้นที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า รอบก้น ข้อศอก และหัวเข่า ตุ่มเหล่านี้มักไม่มีอาการคัน แต่อาจมีอาการเจ็บเมื่อกด
3. ระยะฟื้นตัว (Recovery Stage)
หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน อาการไข้จะลดลงภายใน 3 ถึง 4 วัน และแผลในปากรวมถึงตุ่มน้ำที่ผิวหนังจะค่อยๆ แห้งและตกสะเก็ดหายไปเองภายใน 7 ถึง 10 วัน โดยไม่ทิ้งรอยแผลเป็น แต่อาจพบผิวหนังลอกบริเวณปลายนิ้วมือหรือนิ้วเท้าได้ในเวลาต่อมา
หากเด็กมีอาการเหล่านี้แม้เพียงข้อเดียว พ่อแม่ผู้ดูแลห้ามรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาด เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะสมองอักเสบหรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจากเชื้อ EV71 ซึ่งอันตรายถึงชีวิต:
- มีไข้สูงลอยเกิน 39 องศาเซลเซียส และไข้ไม่ลดลงหลังจากรับประทานยาลดไข้หรือเช็ดตัว
- มีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด เล่นน้อยลง นอนหลับมากผิดปกติ หรือปลุกตื่นยาก
- มีอาการสะดุ้งผวาบ่อยครั้ง (Myoclonic Jerks) โดยเฉพาะในขณะที่กำลังจะหลับ หรือมีอาการสั่นสะท้านทั้งตัว
- เดินเซ ทรงตัวไม่ได้ กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือมีอาการชัก
- อาเจียนบ่อยครั้ง ปฏิเสธการดื่มน้ำหรือนมอย่างสิ้นเชิงจนเริ่มมีภาวะขาดน้ำ (ปากแห้ง ปัสสาวะสีเข้มและออกน้อยกว่าปกติ หรือไม่มีปัสสาวะเลยเกิน 6 ชั่วโมง)
- หายใจหอบเหนื่อย หายใจเร็ว หน้าอกบุ๋ม มีเสียงครืดคราดในปอด หรือมีอาการตัวเขียวคล้ำ
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
เมื่อผู้ดูแลพาเด็กมาพบกุมารแพทย์ แพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยอย่างเป็นขั้นตอนดังนี้
- การซักประวัติและการตรวจร่างกาย: แพทย์จะตรวจดูลักษณะของแผลในช่องปาก และลักษณะการกระจายตัวของผื่นตามมือ เท้า และก้น ร่วมกับประวัติการสัมผัสโรคหรือประวัติการระบาดในโรงเรียน ซึ่งส่วนใหญ่สามารถวินิจฉัยได้ทันทีจากอาการแสดงทางคลินิก
- การตรวจหาเชื้อทางห้องปฏิบัติการ (Virological Tests): ในรายที่มีอาการรุนแรง หรือต้องการยืนยันสายพันธุ์ของเชื้อ แพทย์จะทำการเก็บตัวอย่างโดยใช้ไม้ป้ายสิ่งคัดหลั่งในลำคอ (Throat Swab) หรือการเก็บตัวอย่างอุจจาระ ส่งตรวจหาเชื้อด้วยวิธีปฏิกิริยาลูกโซ่โพลีเมอเรส (Polymerase Chain Reaction หรือ PCR) เพื่อระบุสายพันธุ์ของไวรัส เช่น เอนเทอโรไวรัส 71 (EV71)
- การตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม: ในกรณีที่มีข้อบ่งชี้ว่าเชื้อลุกลามเข้าสู่ระบบประสาทหรือหัวใจ แพทย์จะทำการเจาะหลัง (Lumbar Puncture) ตรวจน้ำไขสันหลัง ตรวจเลือด (Complete Blood Count และ Electrolytes) ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram หรือ ECG) หรือเอ็กซเรย์ปอด (Chest X-ray) ตามความเหมาะสม
วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์และการพยาบาลที่บ้าน
ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพเฉพาะเจาะจงในการรักษาโรคมือ เท้า ปาก การรักษาหลักจึงเป็นการรักษาตามอาการ (Supportive Treatment) เพื่อประคองให้ร่างกายของเด็กสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อสู้กับเชื้อไวรัสเอง การดูแลที่ถูกต้องมีดังนี้
1. การจัดการไข้และความเจ็บปวดอย่างปลอดภัย
ให้รับประทานยาพาราเซตามอล (Acetaminophen) เพื่อลดไข้และบรรเทาอาการเจ็บแผลในปาก โดยต้องคำนวณขนาดยาตามน้ำหนักตัวของเด็กอย่างเคร่งครัด สำหรับแผลในปากที่เจ็บมาก แพทย์อาจพิจารณาให้ยาป้ายแผลในปากที่มีส่วนผสมของยาชาเฉพาะที่เพื่อช่วยให้เด็กสามารถรับประทานอาหารได้ชั่วคราว
2. วิธีเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้อง (Tepid Sponge)
หากเด็กมีไข้สูง ควรเช็ดตัวลดไข้ร่วมกับการรับประทานยา โดยใช้ขวดหรืออ่างใส่น้ำอุ่น (อุณหภูมิประมาณ 37 องศาเซลเซียส หรืออุ่นพอดีมือ) ใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กชุบน้ำบิดหมาดๆ เช็ดถูย้อนทิศทางการไหลของรูขุมขน (เช็ดจากปลายมือปลายเท้าเข้าสู่หัวใจ) และพักผ้าไว้บริเวณที่มีเส้นเลือดใหญ่ เช่น ข้อพับแขน ข้อพับขา ขาหนีบ และซอกคอ เช็ดตัวนานประมาณ 15 ถึง 20 นาที แล้วซับตัวให้แห้งก่อนใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี
3. การประคับประคองภาวะโภชนาการและการป้องกันภาวะขาดน้ำ
เนื่องจากเด็กจะเจ็บแผลในปากมาก การบังคับให้รับประทานอาหารร้อนหรือรสจัดจะยิ่งทำให้เด็กเจ็บปวดและปฏิเสธอาหาร ควรปฏิบัติดังนี้
- ให้อาหารที่มีลักษณะนิ่ม เย็น และย่อยง่าย เช่น โจ๊กอุ่นๆ แกงจืด นมเย็น ไอศกรีม โยเกิร์ต หรือน้ำเต้าหู้เย็น
- ให้เด็กจิบน้ำเย็นหรือน้ำเกลือแร่ (Oral Rehydration Salts หรือ ORS) บ่อยๆ ตลอดทั้งวัน เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
- หลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวหรือมีความเป็นกรดสูง เช่น ส้ม มะนาว หรือมะเขือเทศ เพราะจะทำให้แสบแผลมากขึ้น
การให้ยาพาราเซตามอลเกินขนาดเป็นอันตรายต่อตับของเด็กอย่างรุนแรง สูตรการคำนวณที่ถูกต้องคือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัวเด็ก 1 กิโลกรัม ต่อครั้ง โดยแบ่งให้ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง และห้ามให้เกิน 5 ครั้ง หรือเกิน 75 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ภายในเวลา 24 ชั่วโมง
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด
ในการดูแลเด็กที่เป็นโรคมือ เท้า ปาก มีข้อห้ามทางการแพทย์ที่สำคัญยิ่งยวดซึ่งผู้ดูแลต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดดังนี้
- ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) มารับประทานเองเด็ดขาด: โรคมือ เท้า ปาก เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ไม่ใช่เชื้อแบคทีเรีย ยาปฏิชีวนะหรือที่มักเรียกกันผิดๆ ว่ายาฆ่าเชื้อจึงไม่มีผลในการรักษาโรคนี้ และอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียง เช่น อาการท้องเสีย และส่งผลให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยาในอนาคต
- หลีกเลี่ยงการใช้ยาแอสไพริน (Aspirin): ห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็กที่มีอาการไข้จากเชื้อไวรัสอย่างเด็ดขาด เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะกระตุ้นให้เกิดกลุ่มอาการเรย์ (Reye's Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะสมองและตับถูกทำลายเฉียบพลันที่มีอันตรายถึงชีวิต
- ระมัดระวังการใช้ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen): ในระยะแรกที่เด็กมีไข้สูงและยังไม่สามารถตัดประเด็นเรื่องโรคไข้เลือดออกออกไปได้อย่างชัดเจน การใช้ยาในกลุ่มยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะเลือดออกในกระเพาะอาหารและเกล็ดเลือดทำงานผิดปกติได้ หากจำเป็นต้องใช้ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
วัคซีนมือเท้าปากจำเป็นไหม: ฉีดตอนกี่ขวบ ป้องกันไวรัสสายพันธุ์รุนแรงตัวไหนได้บ้าง
คำถามที่พ่อแม่ถามเข้ามาบ่อยที่สุดคือ วัคซีนมือเท้าปากจำเป็นไหม: ฉีดตอนกี่ขวบ และสามารถป้องกันเชื้อไวรัสตัวไหนได้บ้าง ในฐานะกุมารแพทย์ ขอตอบคำถามเพื่อความชัดเจนดังนี้
ความจำเป็นของวัคซีนป้องกันโรคมือ เท้า ปาก
วัคซีนป้องกันโรคมือ เท้า ปาก จัดเป็นวัคซีนทางเลือกที่มีความจำเป็นและมีประโยชน์อย่างมากสำหรับเด็กเล็ก เนื่องจากวัคซีนชนิดนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นมาเพื่อป้องกันเชื้อ เอนเทอโรไวรัส 71 (EV71) ซึ่งเป็นสายพันธุ์หลักที่ก่อให้เกิดอาการรุนแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิต การฉีดวัคซีนจึงช่วยลดโอกาสการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทและหัวใจ รวมถึงลดอัตราการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลและลดอัตราการเสียชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ
ขอบเขตการป้องกันของวัคซีน (ป้องกันสายพันธุ์ไหนได้บ้าง)
วัคซีนที่มีให้บริการในปัจจุบันเป็นวัคซีนชนิดเชื้อตาย (Inactivated EV71 Vaccine) ซึ่งสามารถป้องกันการติดเชื้อและการป่วยรุนแรงจากเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 (EV71) ได้มากกว่า 90% อย่างไรก็ตาม พ่อแม่ต้องเข้าใจข้อจำกัดว่า วัคซีนนี้ ไม่สามารถ ป้องกันการติดเชื้อจากไวรัสสายพันธุ์อื่นที่อาการไม่รุนแรง เช่น Coxsackievirus A16 หรือ A6 ได้ ดังนั้น เด็กที่ฉีดวัคซีนแล้วก็ยังอาจเป็นโรคมือ เท้า ปาก ได้อยู่หากได้รับเชื้อสายพันธุ์อื่น แต่จะมีอาการเพียงเล็กน้อย และปลอดภัยจากสายพันธุ์รุนแรงอย่าง EV71
ตารางการฉีดวัคซีนที่แนะนำ (ฉีดตอนกี่ขวบและกี่เข็ม)
- ช่วงอายุที่เริ่มฉีดได้: แนะนำให้เริ่มฉีดในเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือน ขึ้นไป จนถึงอายุ 3 ปี หรือ 5 ปี (ขึ้นอยู่กับคำแนะนำของแต่ละผู้ผลิตวัคซีน)
- จำนวนเข็มที่ต้องฉีด: ฉีดทั้งหมดจำนวน 2 เข็ม โดยเว้นระยะห่างกัน 1 เดือน
- ความปลอดภัย: วัคซีนชนิดเชื้อตายนี้ผ่านการทดสอบทางคลินิกแล้วว่ามีความปลอดภัยสูง อาการข้างเคียงที่พบได้บ่อยมักเป็นอาการชั่วคราว เช่น มีไข้ต่ำๆ รอยแดงหรืออาการเจ็บตึงบริเวณที่ฉีด ซึ่งสามารถหายได้เองภายใน 1 ถึง 2 วัน
การป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในระยะยาว
นอกเหนือจากการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อ EV71 แล้ว การรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลยังเป็นหัวใจสำคัญในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคมือ เท้า ปาก เนื่องจากไวรัสชนิดนี้ไม่มีเปลือกหุ้ม (Non-enveloped Virus) ทำให้ทนทานต่อสิ่งแวดล้อมภายนอกและแอลกอฮอล์ทั่วไปได้ดี การป้องกันจึงต้องอาศัยวิธีดังต่อไปนี้
- การล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาด: ถือเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการกำจัดเชื้อไวรัส ควรล้างมือให้สะอาดตามหลัก 7 ขั้นตอน เป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที ก่อนรับประทานอาหาร หลังเข้าห้องน้ำ และหลังจากสัมผัสสิ่งปนเปื้อน
- การใช้สารฆ่าเชื้อที่เหมาะสม: เนื่องจากแอลกอฮอล์เจลทั่วไปไม่สามารถฆ่าเชื้อเอนเทอโรไวรัสได้อย่างมีประสิทธิภาพ การทำความสะอาดของเล่น ของใช้ และพื้นผิวสัมผัสร่วม จึงควรใช้น้ำยาทำความสะอาดที่มีส่วนผสมของคลอรีน เช่น น้ำยาฟอกขาวเจือจาง (Sodium Hypochlorite) หรือน้ำยาฆ่าเชื้อเฉพาะทาง
- การแยกผู้ป่วยและการกักตัว: หากเด็กป่วยเป็นโรคมือ เท้า ปาก ต้องให้เด็กหยุดเรียนและแยกกักตัวที่บ้านอย่างน้อย 7 ถึง 10 วัน หรือจนกว่าแผลและตุ่มน้ำจะแห้งสนิท เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไปยังเด็กคนอื่นในชั้นเรียน
- การส่งเสริมโภชนาการ: ให้เด็กได้รับสารอาหารครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำสะอาดอย่างเพียงพอ และนอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่เพื่อส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ
สรุปแนวทางปฏิบัติทันทีสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแลเมื่อลูกเป็นมือ เท้า ปาก (Actionable Checklist)
ขั้นตอนปฏิบัติทันทีเพื่อความปลอดภัยของลูกรัก
- ⬜ ขั้นที่ 1: ตรวจเช็กอาการแสดงทางคลินิก ตรวจดูช่องปาก ฝ่ามือ ฝ่าเท้า และก้นของลูกทันทีเมื่อมีไข้ หากพบคราบแผลแดงหรือตุ่มน้ำใส ให้สันนิษฐานว่าเป็นโรคมือ เท้า ปาก และพาไปพบแพทย์
- ⬜ ขั้นที่ 2: เฝ้าระวังสัญญาณเตือนวิกฤต (Red Flags) วัดไข้ทุก 4 ชั่วโมง สังเกตอาการสะดุ้งผวา ซึมลง หรือหายใจหอบเหนื่อยอย่างใกล้ชิด หากพบอาการเหล่านี้ให้ส่งโรงพยาบาลฉุกเฉบันทันที
- ⬜ ขั้นที่ 3: คำนวณยาลดไข้อย่างถูกต้อง บันทึกน้ำหนักตัวล่าสุดของลูกเพื่อคำนวณขนาดยาพาราเซตามอล (10 ถึง 15 มิลลิกรัม ต่อกิโลกรัม ต่อครั้ง) และหลีกเลี่ยงการใช้ยาแอสไพรินอย่างเด็ดขาด
- ⬜ ขั้นที่ 4: จัดการอาหารและเครื่องดื่มประคับประคอง เตรียมอาหารแช่เย็น ไอศกรีม หรือโยเกิร์ตเพื่อช่วยลดความเจ็บปวดในปาก และให้จิบน้ำเกลือแร่สลับน้ำเย็นตลอดทั้งวัน
- ⬜ ขั้นที่ 5: ป้องกันการแพร่เชื้อและการแยกกักตัว แจ้งทางโรงเรียนหรือเนอสเซอรี่ทันทีเพื่อให้ทำความสะอาดห้องเรียน และให้ลูกหยุดเรียนเพื่อกักตัวที่บ้านจนกว่าแผลจะหายดี
- ⬜ ขั้นที่ 6: วางแผนการฉีดวัคซีนป้องกันล่วงหน้า หากลูกยังไม่เคยเป็น หรือเคยเป็นแต่หายดีแล้ว ควรปรึกษากุมารแพทย์เพื่อเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อ EV71 จำนวน 2 เข็ม สำหรับเด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือนถึง 5 ปี เพื่อความปลอดภัยสูงสุดในอนาคต