ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำความเข้าใจโรคมือเท้าปากในเด็กเล็กและผลกระทบต่อการรับประทานอาหาร

โรคมือเท้าปาก (Hand, Foot, and Mouth Disease หรือ HFMD) เป็นโรคติดต่อที่พบได้บ่อยมากในเด็กทารกและเด็กเล็ก โดยเฉพาะกลุ่มเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี โรคนี้มักระบาดหนักในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว แม้ว่าโดยทั่วไปจะมีอาการไม่รุนแรงและหายได้เองภายใน 7 ถึง 10 วัน แต่ปัญหาที่สร้างความทุกข์ทรมานใจให้กับพ่อแม่มากที่สุดคือ อาการเจ็บแผลในปาก (Herpangina) ซึ่งเกิดจากตุ่มน้ำใสที่แตกออกกลายเป็นแผลตื้นๆ บริเวณเพดานอ่อน ลิ้นไก่ กระพุ้งแก้ม และลิ้น แผลเหล่านี้ทำให้เด็กมีความเจ็บปวดอย่างรุนแรงในช่องปาก ส่งผลให้เด็กปฏิเสธการกินอาหาร น้ำ และนม ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ (Dehydration) และอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้หากไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้องและทันท่วงที

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคตามหลักระบาดวิทยา

โรคมือเท้าปากเกิดจากการติดเชื้อไวรัสในกลุ่มเอนเทอโรไวรัส (Enterovirus) ซึ่งอยู่ในตระกูล Picornaviridae ไวรัสกลุ่มนี้เป็นไวรัสชนิดไม่มีเปลือกหุ้ม (Non-enveloped virus) ทำให้มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมและสารเคมีทั่วไปสูง เชื้อก่อโรคที่พบได้บ่อยที่สุดมี 2 ชนิดหลัก ได้แก่

  • Coxsackievirus A16 (CV-A16): มักก่อให้อาการที่ไม่รุนแรง มีตุ่มน้ำใสตามมือ เท้า และในปาก อาการแทรกซ้อนพบน้อยมาก
  • Enterovirus 71 (EV-71): เป็นสายพันธุ์ที่มีความรุนแรงสูง สามารถก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทและระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่น สมองอักเสบ (Encephalitis) เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Aseptic Meningitis) กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (Myocarditis) และปอดบวมน้ำฉับพลัน (Acute Pulmonary Edema) ซึ่งอาจทำให้เด็กเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว

การติดต่อของโรค: เชื้อไวรัสสามารถแพร่กระจายผ่านทางระบบทางเดินอาหารและระบบทางเดินหายใจ (Fecal-oral and Respiratory routes) โดยผ่านการสัมผัสโดยตรงกับน้ำมูก น้ำลาย เสมหะ น้ำกลิ้งจากตุ่มน้ำใส หรืออุจจาระของผู้ป่วย รวมถึงการสัมผัสของเล่นหรือสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัส หลังจากเชื้อเข้าสู่ร่างกายผ่านทางเยื่อบุช่องปากหรือลำไส้ เชื้อจะเข้าไปเพิ่มจำนวนในต่อมน้ำเหลืองบริเวณลำคอและลำไส้เล็ก จากนั้นจะเข้าสู่กระแสเลือด (Viremia) และกระจายไปยังผิวหนังและเยื่อบุช่องปาก ก่อให้เกิดรอยโรคตามมา

อาการและระยะดำเนินโรคที่พ่อแม่ต้องสังเกต

ระยะฟักตัวของโรคมือเท้าปากเฉลี่ยอยู่ที่ 3 ถึง 6 วัน หลังจากได้รับเชื้อ อาการของโรคจะดำเนินไปตามระยะดังต่อไปนี้

1. ระยะเริ่มต้น (Prodromal Phase): เด็กจะมีไข้ต่ำๆ ถึงไข้สูง (38 ถึง 39 องศาเซลเซียส) มีอาการเจ็บคอ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย และงอแงผิดปกติ ระยะนี้มักกินเวลาประมาณ 1 ถึง 2 วัน

2. ระยะปรากฏอาการเด่นชัด (Active Phase): หลังจากมีไข้ จะเริ่มมีจุดแดงเล็กๆ ปรากฏขึ้นในช่องปาก ซึ่งต่อมาจะพัฒนาเป็นตุ่มน้ำใสขนาดเล็ก (Vesicles) และแตกออกเป็นแผลหลุมตื้นๆ ที่เจ็บปวดมาก ในเวลาใกล้เคียงกันจะมีผื่นแดงหรือตุ่มน้ำใสขนาด 2 ถึง 5 มิลลิเมตร ปรากฏขึ้นที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า รอบก้น และหัวเข่า ผื่นเหล่านี้มักไม่มีอาการคัน แต่เมื่อกดอาจรู้สึกเจ็บเล็กน้อย

3. ระยะฟื้นตัว (Recovery Phase): หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน ไข้จะลดลงภายใน 3 ถึง 4 วัน แผลในปากและตุ่มน้ำตามผิวหนังจะค่อยๆ แห้ง ตกสะเก็ด และหายสนิทภายใน 7 ถึง 10 วัน โดยไม่มีแผลเป็น ในบางรายผิวหนังบริเวณปลายนิ้วมือหรือนิ้วเท้าอาจมีการลอกหลุดหลังจากหายป่วยแล้วหลายสัปดาห์

สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flags) ที่ต้องพาลูกไปโรงพยาบาลทันที:

แม้โรคมือเท้าปากส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่พ่อแม่ต้องเฝ้าระวังอาการแทรกซ้อนรุนแรงอย่างใกล้ชิด หากเด็กมีอาการดังต่อไปนี้เพียงข้อเดียว ต้องส่งตัวพบกุมารแพทย์ที่ห้องฉุกเฉินทันที:

  • มีไข้สูงลอยเกิน 39 องศาเซลเซียส และไม่ลดลงหลังกินยาลดไข้หรือเช็ดตัว
  • มีอาการซึมลง อ่อนแรงอย่างเห็นได้ชัด นอนหลับมากผิดปกติ ปลุกตื่นยาก
  • มีอาการสะดุ้งผวาบ่อยครั้ง (Myoclonic jerks) หรือมีอาการสั่นขณะพยายามจับสิ่งของ
  • อาเจียนบ่อยและรุนแรง ไม่สามารถเก็บกักอาหารหรือน้ำได้เลย
  • หายใจเร็ว หายใจหอบเหนื่อย ตัวเขียว หรือมีอาการอกบุ๋ม
  • ผิวหนังมีลักษณะลายพร้อย (Mottled skin) ตัวเย็น ปลายมือปลายเท้าเขียวคล้ำ
  • มีภาวะขาดน้ำรุนแรง เช่น ปากแห้งจัด ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะสีเข้มและห่างเกิน 6 ถึง 8 ชั่วโมง หรือในเด็กทารกที่ผ้าอ้อมแห้งสนิทนานกว่า 6 ชั่วโมง

ลูกเป็นมือเท้าปากกินอะไรได้บ้าง: โภชนบำบัดสำหรับลดอาการเจ็บและแสบร้อนในปาก

เป้าหมายหลักของการจัดอาหารให้กับเด็กที่เป็นโรคมือเท้าปากคือ การรักษาสมดุลน้ำและเกลือแร่ ป้องกันภาวะขาดสารอาหาร และเลือกอาหารที่ไม่กระตุ้นให้เกิดความเจ็บปวดบริเวณแผลในช่องปาก หลักการสำคัญคือ อาหารต้องมีความเย็น นิ่ม ลื่น กลืนง่าย ไม่ต้องเคี้ยว และไม่มีฤทธิ์เป็นกรดหรือเผ็ดร้อน โดยมีเมนูและแนวทางปฏิบัติดังนี้

1. เมนูอาหารเหลวและอาหารกึ่งเหลวที่แช่เย็น (Cold and Soft Foods)

ความเย็นมีฤทธิ์ช่วยลดการส่งสัญญาณประสาทรับความรู้สึกเจ็บปวดชั่วคราว (Local Anesthetic Effect) และช่วยลดการไหลเวียนเลือดมายังบริเวณแผล จึงช่วยบรรเทาอาการแสบร้อนได้ดี เมนูที่แนะนำได้แก่:

  • นมแช่เย็นหรือนมกล่องแช่แข็งปั่น: นมเป็นแหล่งพลังงานและโปรตีนที่ดีที่สุดสำหรับเด็กเล็ก หากเด็กไม่ยอมดื่มนมปกติ ลองนำนมที่เด็กชอบไปแช่เย็นจัด หรือแช่ในช่องแช่แข็งจนเป็นเกล็ดน้ำแข็งแล้วนำมาปั่นละเอียดเพื่อให้เด็กตักรับประทาน
  • โยเกิร์ตรสธรรมชาติแช่เย็น: เนื้อสัมผัสที่เนียนนุ่มและเย็นจะช่วยเคลือบแผลในปาก ควรเลือกสูตรรสธรรมชาติที่ไม่เปรี้ยวจัด เพื่อป้องกันการระคายเคืองแผล
  • ไอศกรีมรสเนื้อเนียน: เช่น รสวานิลลา นมสด หรือช็อกโกแลต (หลีกเลี่ยงรสผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวหรือไอศกรีมผสมเกล็ดถั่วที่อาจขูดแผล) ไอศกรีมเป็นแหล่งพลังงานที่ให้แคลอรีสูง ช่วยทดแทนพลังงานที่ขาดหายไปได้ชั่วคราว
  • เยลลี่และพุดดิ้งแช่เย็น: มีเนื้อสัมผัสลื่น กลืนง่ายมาก ไม่ต้องเคี้ยว และให้ความรู้สึกสดชื่น

2. เมนูอาหารคาวที่ปรุงสุก อ่อนนุ่ม และพักจนเย็น (Soft and Room Temperature Savory Meals)

เมื่อเด็กเริ่มรับประทานอาหารได้บ้าง ควรเน้นอาหารคาวที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง แต่ต้องระวังไม่ให้ร้อนจัด โดยต้องพักอาหารให้อุ่นค่อนไปทางเย็นก่อนป้อนเสมอ:

  • โจ๊กหรือข้าวต้มปั่นละเอียด: ควรต้มโจ๊กด้วยน้ำซุปกระดูกหมูหรือโครงไก่เพื่อเพิ่มสารอาหาร จากนั้นนำไปปั่นจนเนื้อเนียนละเอียด ปล่อยให้เย็นลงเท่าอุณหภูมิห้องก่อนป้อน
  • ไข่ตุ๋นเนื้อเนียน: ใช้เฉพาะไข่แดงผสมน้ำซุปเคี่ยวจนได้ไข่ตุ๋นเนื้อนุ่มละมุนลิ้น พักจนเย็นสนิทก่อนให้เด็กรับประทาน
  • เต้าหู้หลอดทรงเครื่องปั่นหรือบดละเอียด: เต้าหู้อ่อนทำจากถั่วเหลืองมีโปรตีนสูงและนิ่มมาก สามารถบดผสมกับน้ำซุปกระดูกที่เคี่ยวจนงวดเพื่อให้กลืนง่าย
  • ซุปครีมแช่เย็น: เช่น ซุปครีมข้าวโพดปั่นละเอียด ซุปมันฝรั่ง หรือซุปฟักทอง พักจนเย็นแล้วนำไปแช่ตู้เย็นช่องธรรมดาสักครู่ก่อนป้อน

3. เครื่องดื่มเพื่อป้องกันการขาดน้ำและเกลือแร่

การป้องกันการขาดน้ำเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด หากเด็กไม่ยอมกินอาหารแข็ง พ่อแม่ต้องพยายามให้เด็กจิบของเหลวบ่อยๆ ตลอดทั้งวัน:

  • น้ำเกลือแร่สำหรับเด็ก (Oral Rehydration Salts - ORS): นำมาชงตามสัดส่วนที่ระบุข้างซองแล้วแช่เย็นจัด ให้เด็กจิบทีละน้อยโดยใช้หลอดดูดหรือใช้กระบอกฉีดยา (Syringe) ค่อยๆ หยอดเข้าทางข้างแก้ม
  • น้ำมะพร้าวแช่เย็น: มีรสชาติหวานธรรมชาติ มีเกลือแร่ที่จำเป็น และไม่มีฤทธิ์เป็นกรด ช่วยดับร้อนและเติมพลังงานให้ร่างกายได้ดี
  • น้ำต้มสุกแช่เย็นจัด: ให้เด็กจิบเรื่อยๆ ตลอดทั้งวัน
คำแนะนำจากคุณหมอเกี่ยวกับการเลือกภาชนะและวิธีป้อน:

แผลในปากมักอยู่บริเวณด้านในและเพดานปาก การใช้ช้อนโลหะหรือหลอดที่แข็งอาจกระแทกถูกแผลทำให้เจ็บเพิ่มขึ้น แนะนำให้ใช้ช้อนซิลิโคนสำหรับเด็กที่มีเนื้อนิ่ม หรือใช้กระบอกฉีดยาพลาสติกสะอาด (Syringe) ค่อยๆ หยอดอาหารหรือนมแช่เย็นเข้าที่กระพุ้งแก้มด้านข้างทีละน้อย เพื่อให้กลืนได้โดยไม่ผ่านบริเวณแผลโดยตรง

อาหารที่ต้องหลีกเลี่ยงเด็ดขาด (Strict Food Contraindications)

เพื่อป้องกันไม่ให้แผลระคายเคืองและอักเสบมากขึ้น ห้ามป้อนสิ่งเหล่านี้แก่เด็กเด็ดขาด:

  • อาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรดสูง: ผลไม้ตระกูลส้ม (Orange, Lemon, Lime) สับปะรด สตรอว์เบอร์รี มะเขือเทศ และน้ำผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เพราะกรดจะทำให้แผลแสบร้อนรุนแรง
  • อาหารรสจัดและเค็มจัด: อาหารที่ใส่พริกไทย เครื่องเทศ หรือมีเกลือสูง เพราะจะทำให้ผิวของแผลถูกทำลายเพิ่มขึ้น
  • อาหารร้อนจัด: ซุปหรือนมอุ่นจัดจะยิ่งกระตุ้นความเจ็บปวดและการอักเสบ
  • อาหารที่มีเนื้อสัมผัสแข็ง กรอบ หรือเหนียว: เช่น ขนมปังกรอบ คุกกี้ ถั่วทอด น่องไก่ทอด เพราะเศษอาหารที่แข็งจะขูดขีดแผลในปากจนเลือดออกและติดเชื้อซ้ำซ้อน

วิธีรักษาทางการแพทย์และการดูแลที่บ้านอย่างถูกวิธี

ในปัจจุบันยังไม่มีจำเพาะเจาะจง (Specific Antiviral Therapy) สำหรับรักษาโรคมือเท้าปาก การรักษาหลักจึงเน้นการรักษาตามอาการ (Symptomatic Treatment) และการประคับประคองเพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมากำจัดเชื้อไวรัสเอง ดังนี้

1. การใช้ยาลดไข้และบรรเทาอาการปวดที่ปลอดภัย

  • ยาพาราเซตามอล (Paracetamol): เป็นยาหลักที่ใช้ลดไข้และบรรเทาอาการเจ็บแผลในปาก โดยต้องคำนวณขนาดยาอย่างเคร่งครัดตามน้ำหนักตัวของเด็ก คือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อครั้ง โดยให้ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีอาการ และห้ามทานเกิน 5 ครั้ง หรือเกิน 75 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน
  • ยาทาแผลในปาก (Topical Oral Anesthetic Gels): สามารถใช้ยากลุ่มที่ช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดในปากชนิดป้ายแผล โดยต้องปรึกษากุมารแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้เสมอ ยาเหล่านี้มักผสมสารบรรเทาปวดที่ปลอดภัยสำหรับเด็กเล็ก ให้ทาบางๆ บริเวณแผลก่อนมื้ออาหารประมาณ 10 ถึง 15 นาที เพื่อช่วยให้เด็กทานอาหารได้ดีขึ้น

2. การเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้อง (Tepid Sponge Technique)

เมื่อเด็กมีไข้สูง การทานยาเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ต้องใช้วิธีเช็ดตัวร่วมด้วยเพื่อป้องกันอาการชักจากไข้สูง (Febrile Convulsion):

  • ใช้น้ำธรรมดาอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่นชุบผ้าผืนเล็ก บิดหมาดๆ
  • เช็ดผิวกายย้อนทิศทางการไหลของรูขุมขน (จากปลายมือปลายเท้าเข้าสู่ลำตัว) เพื่อช่วยเปิดรูขุมขนระบายความร้อน
  • วางผ้าพักไว้บริเวณที่มีเส้นเลือดใหญ่ผ่าน เช่น ข้อพับแขน ข้อพับขา ขาหนีบ ซอกคอ และหน้าผาก เปลี่ยนผ้าบ่อยๆ ทุก 2 ถึง 3 นาที
  • ทำอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 15 ถึง 20 นาที แล้วซับตัวเด็กให้แห้งสนิทก่อนสวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี
ข้อควรระวังทางการแพทย์ที่สำคัญที่สุด:

1. ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) และยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในเด็กที่มีไข้สูงและยังไม่ได้รับการวินิจฉัยแยกโรคจากไข้เลือดออกอย่างชัดเจน เนื่องจากแอสไพรินอาจทำให้เกิดกลุ่มอาการเรย์ (Reye's Syndrome) ซึ่งเป็นอันตรายต่อสมองและตับอย่างรุนแรง และไอบูโพรเฟนอาจส่งผลให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหารและมีผลต่อเกล็ดเลือดในกรณีที่เป็นไข้เลือดออกร่วมด้วย

2. ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) หรือยาฆ่าเชื้อกินเอง เนื่องจากโรคมือเท้าปากเกิดจากเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะซึ่งมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียจึงไม่สามารถรักษาโรคนี้ได้ และยังเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียงและภาวะเชื้อดื้อยา

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อพาลูกไปพบแพทย์ แพทย์จะมีขั้นตอนการวินิจฉัยที่เป็นมาตรฐานดังนี้

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย (History & Physical Examination): แพทย์จะตรวจลักษณะของแผลในปาก และตำแหน่งของผื่นตามฝ่ามือ ฝ่าเท้า ตรวจฟังเสียงปอดและหัวใจเพื่อประเมินภาวะแทรกซ้อน
  • การเก็บตัวอย่างสิ่งส่งตรวจ (Swab Test): ในรายที่มีอาการรุนแรงหรือต้องการแยกแยะสายพันธุ์ แพทย์อาจทำการป้ายเก็บตัวอย่างจากคอหอย (Throat Swab) หรือตัวอย่างอุจจาระเพื่อส่งตรวจหาสารพันธุกรรมของไวรัสด้วยวิธี RT-PCR เพื่อหาเชื้อ Enterovirus 71
  • การตรวจเลือดและเอกซเรย์ปอด (Blood Test & Chest X-ray): จะทำเมื่อคนไข้มีอาการในกลุ่มสัญญาณเตือนอันตราย เพื่อประเมินระดับการอักเสบในร่างกาย ระดับเกลือแร่ และตรวจสอบภาวะปอดบวมน้ำ

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

แม้ว่าร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์ที่เคยติดเชื้อไปแล้ว แต่เด็กก็ยังสามารถกลับมาเป็นโรคมือเท้าปากซ้ำได้อีกจากสายพันธุ์อื่น ดังนั้น การป้องกันจึงเป็นหัวใจสำคัญที่สุด:

1. การฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 (EV71 Vaccine)

ปัจจุบันมีวัคซีนสำหรับป้องกันการติดเชื้อไวรัส Enterovirus 71 ซึ่งเป็นสายพันธุ์หลักที่ก่อให้อาการรุนแรงถึงแก่ชีวิตแล้ว วัคซีนนี้แนะนำสำหรับเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือนถึง 5 ปี โดยจะฉีดทั้งหมด 2 เข็ม ห่างกันเป็นเวลา 1 เดือน มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันการเกิดโรครุนแรงและลดอัตราการเสียชีวิตจากสมองและปอดอักเสบได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

2. สุขอนามัยและการทำความสะอาดที่ถูกต้อง

  • ล้างมืออย่างถูกวิธี: สอนให้เด็กและผู้เลี้ยงดูล้างมือด้วยน้ำและสบู่ตามขั้นตอนมาตรฐาน 7 ขั้นตอน เป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที โดยเฉพาะหลังการขับถ่าย หลังเปลี่ยนผ้าอ้อม และก่อนการเตรียมหรือรับประทานอาหาร
  • แอลกอฮอล์เจลไม่สามารถฆ่าเชื้อกลุ่มเอนเทอโรไวรัสได้ดีพอ: เนื่องจากเชื้อไม่มีเปลือกหุ้ม ดังนั้น การล้างมือด้วยน้ำและสบู่จึงมีประสิทธิภาพดีที่สุด
  • การทำความสะอาดของเล่นและของใช้: ควรทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อที่มีส่วนผสมของคลอรีน เช่น โซเดียมไฮโปคลอไรต์ (Sodium Hypochlorite หรือน้ำยาฟอกขาวเจือจาง) เนื่องจากสารนี้สามารถทำลายโครงสร้างของไวรัสชนิดไม่มีเปลือกหุ้มได้ดี
  • การแยกผู้ป่วยและการหยุดเรียน: เมื่อเด็กได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมือเท้าปาก ต้องให้เด็กหยุดเรียนและแยกตัวจากเด็กคนอื่นอย่างน้อย 7 ถึง 10 วัน หรือจนกว่าแผลและตุ่มน้ำทั้งหมดจะแห้งสนิท เพื่อตัดวงจรการแพร่ระบาดในสถานศึกษา

กล่องสรุปแนวทางปฏิบัติสำหรับพ่อแม่ (Parental Actionable Checklist)

รายการตรวจสอบด่วนสำหรับการดูแลลูกรักเมื่อเป็นโรคมือเท้าปาก

  • การจัดการอาหาร: เตรียมของเหลวและอาหารเหลวแช่เย็นจัด เช่น นมแช่เย็น โยเกิร์ต พุดดิ้ง หรือโจ๊กปั่นละเอียดที่พักจนเย็นสนิท
  • การป้อนอาหาร: หลีกเลี่ยงช้อนโลหะ เปลี่ยนมาใช้ช้อนซิลิโคนเนื้อนิ่ม หรือใช้ไซริงค์พลาสติกหยอดอาหารที่ข้างแก้มเพื่อเลี่ยงแผล
  • การป้องกันการขาดน้ำ: เตรียมน้ำเกลือแร่ ORS ชงแช่เย็นไว้ คอยให้ลูกจิบทีละน้อยทุกๆ 15 ถึง 30 นาที
  • การดูแลเรื่องไข้: วัดไข้ทุก 4 ชั่วโมง ให้ยาพาราเซตามอลตามสัดส่วนน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง และเช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุ่นหรือน้ำธรรมดาทันทีเมื่อไข้สูง
  • สิ่งที่ต้องห้ามทำ: ห้ามให้ยากลุ่มแอสไพริน ไอบูโพรเฟน หรือซื้อยาปฏิชีวนะมาให้ลูกทานเองเด็ดขาด
  • การเฝ้าระวังความปลอดภัย: สังเกตอาการสะดุ้งผวา ซึมลง อาเจียนบ่อย และการปัสสาวะของลูกอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง
  • การควบคุมโรค: ล้างมือผู้ดูแลด้วยน้ำและสบู่ทุกครั้ง แยกขวดน้ำ แก้วน้ำ และจานชามของลูกออกจากคนอื่น และแจ้งทางโรงเรียนเพื่อทำความสะอาดห้องเรียนทันที
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down