ทำความเข้าใจโรคมือเท้าปากในเด็กเล็กและผลกระทบต่อการรับประทานอาหาร
โรคมือเท้าปาก (Hand, Foot, and Mouth Disease หรือ HFMD) เป็นโรคติดต่อที่พบได้บ่อยมากในเด็กทารกและเด็กเล็ก โดยเฉพาะกลุ่มเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี โรคนี้มักระบาดหนักในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว แม้ว่าโดยทั่วไปจะมีอาการไม่รุนแรงและหายได้เองภายใน 7 ถึง 10 วัน แต่ปัญหาที่สร้างความทุกข์ทรมานใจให้กับพ่อแม่มากที่สุดคือ อาการเจ็บแผลในปาก (Herpangina) ซึ่งเกิดจากตุ่มน้ำใสที่แตกออกกลายเป็นแผลตื้นๆ บริเวณเพดานอ่อน ลิ้นไก่ กระพุ้งแก้ม และลิ้น แผลเหล่านี้ทำให้เด็กมีความเจ็บปวดอย่างรุนแรงในช่องปาก ส่งผลให้เด็กปฏิเสธการกินอาหาร น้ำ และนม ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ (Dehydration) และอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้หากไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้องและทันท่วงที
สาเหตุและกลไกการเกิดโรคตามหลักระบาดวิทยา
โรคมือเท้าปากเกิดจากการติดเชื้อไวรัสในกลุ่มเอนเทอโรไวรัส (Enterovirus) ซึ่งอยู่ในตระกูล Picornaviridae ไวรัสกลุ่มนี้เป็นไวรัสชนิดไม่มีเปลือกหุ้ม (Non-enveloped virus) ทำให้มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมและสารเคมีทั่วไปสูง เชื้อก่อโรคที่พบได้บ่อยที่สุดมี 2 ชนิดหลัก ได้แก่
- Coxsackievirus A16 (CV-A16): มักก่อให้อาการที่ไม่รุนแรง มีตุ่มน้ำใสตามมือ เท้า และในปาก อาการแทรกซ้อนพบน้อยมาก
- Enterovirus 71 (EV-71): เป็นสายพันธุ์ที่มีความรุนแรงสูง สามารถก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทและระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่น สมองอักเสบ (Encephalitis) เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Aseptic Meningitis) กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (Myocarditis) และปอดบวมน้ำฉับพลัน (Acute Pulmonary Edema) ซึ่งอาจทำให้เด็กเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว
การติดต่อของโรค: เชื้อไวรัสสามารถแพร่กระจายผ่านทางระบบทางเดินอาหารและระบบทางเดินหายใจ (Fecal-oral and Respiratory routes) โดยผ่านการสัมผัสโดยตรงกับน้ำมูก น้ำลาย เสมหะ น้ำกลิ้งจากตุ่มน้ำใส หรืออุจจาระของผู้ป่วย รวมถึงการสัมผัสของเล่นหรือสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัส หลังจากเชื้อเข้าสู่ร่างกายผ่านทางเยื่อบุช่องปากหรือลำไส้ เชื้อจะเข้าไปเพิ่มจำนวนในต่อมน้ำเหลืองบริเวณลำคอและลำไส้เล็ก จากนั้นจะเข้าสู่กระแสเลือด (Viremia) และกระจายไปยังผิวหนังและเยื่อบุช่องปาก ก่อให้เกิดรอยโรคตามมา
อาการและระยะดำเนินโรคที่พ่อแม่ต้องสังเกต
ระยะฟักตัวของโรคมือเท้าปากเฉลี่ยอยู่ที่ 3 ถึง 6 วัน หลังจากได้รับเชื้อ อาการของโรคจะดำเนินไปตามระยะดังต่อไปนี้
1. ระยะเริ่มต้น (Prodromal Phase): เด็กจะมีไข้ต่ำๆ ถึงไข้สูง (38 ถึง 39 องศาเซลเซียส) มีอาการเจ็บคอ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย และงอแงผิดปกติ ระยะนี้มักกินเวลาประมาณ 1 ถึง 2 วัน
2. ระยะปรากฏอาการเด่นชัด (Active Phase): หลังจากมีไข้ จะเริ่มมีจุดแดงเล็กๆ ปรากฏขึ้นในช่องปาก ซึ่งต่อมาจะพัฒนาเป็นตุ่มน้ำใสขนาดเล็ก (Vesicles) และแตกออกเป็นแผลหลุมตื้นๆ ที่เจ็บปวดมาก ในเวลาใกล้เคียงกันจะมีผื่นแดงหรือตุ่มน้ำใสขนาด 2 ถึง 5 มิลลิเมตร ปรากฏขึ้นที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า รอบก้น และหัวเข่า ผื่นเหล่านี้มักไม่มีอาการคัน แต่เมื่อกดอาจรู้สึกเจ็บเล็กน้อย
3. ระยะฟื้นตัว (Recovery Phase): หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน ไข้จะลดลงภายใน 3 ถึง 4 วัน แผลในปากและตุ่มน้ำตามผิวหนังจะค่อยๆ แห้ง ตกสะเก็ด และหายสนิทภายใน 7 ถึง 10 วัน โดยไม่มีแผลเป็น ในบางรายผิวหนังบริเวณปลายนิ้วมือหรือนิ้วเท้าอาจมีการลอกหลุดหลังจากหายป่วยแล้วหลายสัปดาห์
แม้โรคมือเท้าปากส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่พ่อแม่ต้องเฝ้าระวังอาการแทรกซ้อนรุนแรงอย่างใกล้ชิด หากเด็กมีอาการดังต่อไปนี้เพียงข้อเดียว ต้องส่งตัวพบกุมารแพทย์ที่ห้องฉุกเฉินทันที:
- มีไข้สูงลอยเกิน 39 องศาเซลเซียส และไม่ลดลงหลังกินยาลดไข้หรือเช็ดตัว
- มีอาการซึมลง อ่อนแรงอย่างเห็นได้ชัด นอนหลับมากผิดปกติ ปลุกตื่นยาก
- มีอาการสะดุ้งผวาบ่อยครั้ง (Myoclonic jerks) หรือมีอาการสั่นขณะพยายามจับสิ่งของ
- อาเจียนบ่อยและรุนแรง ไม่สามารถเก็บกักอาหารหรือน้ำได้เลย
- หายใจเร็ว หายใจหอบเหนื่อย ตัวเขียว หรือมีอาการอกบุ๋ม
- ผิวหนังมีลักษณะลายพร้อย (Mottled skin) ตัวเย็น ปลายมือปลายเท้าเขียวคล้ำ
- มีภาวะขาดน้ำรุนแรง เช่น ปากแห้งจัด ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะสีเข้มและห่างเกิน 6 ถึง 8 ชั่วโมง หรือในเด็กทารกที่ผ้าอ้อมแห้งสนิทนานกว่า 6 ชั่วโมง
ลูกเป็นมือเท้าปากกินอะไรได้บ้าง: โภชนบำบัดสำหรับลดอาการเจ็บและแสบร้อนในปาก
เป้าหมายหลักของการจัดอาหารให้กับเด็กที่เป็นโรคมือเท้าปากคือ การรักษาสมดุลน้ำและเกลือแร่ ป้องกันภาวะขาดสารอาหาร และเลือกอาหารที่ไม่กระตุ้นให้เกิดความเจ็บปวดบริเวณแผลในช่องปาก หลักการสำคัญคือ อาหารต้องมีความเย็น นิ่ม ลื่น กลืนง่าย ไม่ต้องเคี้ยว และไม่มีฤทธิ์เป็นกรดหรือเผ็ดร้อน โดยมีเมนูและแนวทางปฏิบัติดังนี้
1. เมนูอาหารเหลวและอาหารกึ่งเหลวที่แช่เย็น (Cold and Soft Foods)
ความเย็นมีฤทธิ์ช่วยลดการส่งสัญญาณประสาทรับความรู้สึกเจ็บปวดชั่วคราว (Local Anesthetic Effect) และช่วยลดการไหลเวียนเลือดมายังบริเวณแผล จึงช่วยบรรเทาอาการแสบร้อนได้ดี เมนูที่แนะนำได้แก่:
- นมแช่เย็นหรือนมกล่องแช่แข็งปั่น: นมเป็นแหล่งพลังงานและโปรตีนที่ดีที่สุดสำหรับเด็กเล็ก หากเด็กไม่ยอมดื่มนมปกติ ลองนำนมที่เด็กชอบไปแช่เย็นจัด หรือแช่ในช่องแช่แข็งจนเป็นเกล็ดน้ำแข็งแล้วนำมาปั่นละเอียดเพื่อให้เด็กตักรับประทาน
- โยเกิร์ตรสธรรมชาติแช่เย็น: เนื้อสัมผัสที่เนียนนุ่มและเย็นจะช่วยเคลือบแผลในปาก ควรเลือกสูตรรสธรรมชาติที่ไม่เปรี้ยวจัด เพื่อป้องกันการระคายเคืองแผล
- ไอศกรีมรสเนื้อเนียน: เช่น รสวานิลลา นมสด หรือช็อกโกแลต (หลีกเลี่ยงรสผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวหรือไอศกรีมผสมเกล็ดถั่วที่อาจขูดแผล) ไอศกรีมเป็นแหล่งพลังงานที่ให้แคลอรีสูง ช่วยทดแทนพลังงานที่ขาดหายไปได้ชั่วคราว
- เยลลี่และพุดดิ้งแช่เย็น: มีเนื้อสัมผัสลื่น กลืนง่ายมาก ไม่ต้องเคี้ยว และให้ความรู้สึกสดชื่น
2. เมนูอาหารคาวที่ปรุงสุก อ่อนนุ่ม และพักจนเย็น (Soft and Room Temperature Savory Meals)
เมื่อเด็กเริ่มรับประทานอาหารได้บ้าง ควรเน้นอาหารคาวที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง แต่ต้องระวังไม่ให้ร้อนจัด โดยต้องพักอาหารให้อุ่นค่อนไปทางเย็นก่อนป้อนเสมอ:
- โจ๊กหรือข้าวต้มปั่นละเอียด: ควรต้มโจ๊กด้วยน้ำซุปกระดูกหมูหรือโครงไก่เพื่อเพิ่มสารอาหาร จากนั้นนำไปปั่นจนเนื้อเนียนละเอียด ปล่อยให้เย็นลงเท่าอุณหภูมิห้องก่อนป้อน
- ไข่ตุ๋นเนื้อเนียน: ใช้เฉพาะไข่แดงผสมน้ำซุปเคี่ยวจนได้ไข่ตุ๋นเนื้อนุ่มละมุนลิ้น พักจนเย็นสนิทก่อนให้เด็กรับประทาน
- เต้าหู้หลอดทรงเครื่องปั่นหรือบดละเอียด: เต้าหู้อ่อนทำจากถั่วเหลืองมีโปรตีนสูงและนิ่มมาก สามารถบดผสมกับน้ำซุปกระดูกที่เคี่ยวจนงวดเพื่อให้กลืนง่าย
- ซุปครีมแช่เย็น: เช่น ซุปครีมข้าวโพดปั่นละเอียด ซุปมันฝรั่ง หรือซุปฟักทอง พักจนเย็นแล้วนำไปแช่ตู้เย็นช่องธรรมดาสักครู่ก่อนป้อน
3. เครื่องดื่มเพื่อป้องกันการขาดน้ำและเกลือแร่
การป้องกันการขาดน้ำเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด หากเด็กไม่ยอมกินอาหารแข็ง พ่อแม่ต้องพยายามให้เด็กจิบของเหลวบ่อยๆ ตลอดทั้งวัน:
- น้ำเกลือแร่สำหรับเด็ก (Oral Rehydration Salts - ORS): นำมาชงตามสัดส่วนที่ระบุข้างซองแล้วแช่เย็นจัด ให้เด็กจิบทีละน้อยโดยใช้หลอดดูดหรือใช้กระบอกฉีดยา (Syringe) ค่อยๆ หยอดเข้าทางข้างแก้ม
- น้ำมะพร้าวแช่เย็น: มีรสชาติหวานธรรมชาติ มีเกลือแร่ที่จำเป็น และไม่มีฤทธิ์เป็นกรด ช่วยดับร้อนและเติมพลังงานให้ร่างกายได้ดี
- น้ำต้มสุกแช่เย็นจัด: ให้เด็กจิบเรื่อยๆ ตลอดทั้งวัน
แผลในปากมักอยู่บริเวณด้านในและเพดานปาก การใช้ช้อนโลหะหรือหลอดที่แข็งอาจกระแทกถูกแผลทำให้เจ็บเพิ่มขึ้น แนะนำให้ใช้ช้อนซิลิโคนสำหรับเด็กที่มีเนื้อนิ่ม หรือใช้กระบอกฉีดยาพลาสติกสะอาด (Syringe) ค่อยๆ หยอดอาหารหรือนมแช่เย็นเข้าที่กระพุ้งแก้มด้านข้างทีละน้อย เพื่อให้กลืนได้โดยไม่ผ่านบริเวณแผลโดยตรง
อาหารที่ต้องหลีกเลี่ยงเด็ดขาด (Strict Food Contraindications)
เพื่อป้องกันไม่ให้แผลระคายเคืองและอักเสบมากขึ้น ห้ามป้อนสิ่งเหล่านี้แก่เด็กเด็ดขาด:
- อาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรดสูง: ผลไม้ตระกูลส้ม (Orange, Lemon, Lime) สับปะรด สตรอว์เบอร์รี มะเขือเทศ และน้ำผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เพราะกรดจะทำให้แผลแสบร้อนรุนแรง
- อาหารรสจัดและเค็มจัด: อาหารที่ใส่พริกไทย เครื่องเทศ หรือมีเกลือสูง เพราะจะทำให้ผิวของแผลถูกทำลายเพิ่มขึ้น
- อาหารร้อนจัด: ซุปหรือนมอุ่นจัดจะยิ่งกระตุ้นความเจ็บปวดและการอักเสบ
- อาหารที่มีเนื้อสัมผัสแข็ง กรอบ หรือเหนียว: เช่น ขนมปังกรอบ คุกกี้ ถั่วทอด น่องไก่ทอด เพราะเศษอาหารที่แข็งจะขูดขีดแผลในปากจนเลือดออกและติดเชื้อซ้ำซ้อน
วิธีรักษาทางการแพทย์และการดูแลที่บ้านอย่างถูกวิธี
ในปัจจุบันยังไม่มีจำเพาะเจาะจง (Specific Antiviral Therapy) สำหรับรักษาโรคมือเท้าปาก การรักษาหลักจึงเน้นการรักษาตามอาการ (Symptomatic Treatment) และการประคับประคองเพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมากำจัดเชื้อไวรัสเอง ดังนี้
1. การใช้ยาลดไข้และบรรเทาอาการปวดที่ปลอดภัย
- ยาพาราเซตามอล (Paracetamol): เป็นยาหลักที่ใช้ลดไข้และบรรเทาอาการเจ็บแผลในปาก โดยต้องคำนวณขนาดยาอย่างเคร่งครัดตามน้ำหนักตัวของเด็ก คือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อครั้ง โดยให้ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีอาการ และห้ามทานเกิน 5 ครั้ง หรือเกิน 75 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน
- ยาทาแผลในปาก (Topical Oral Anesthetic Gels): สามารถใช้ยากลุ่มที่ช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดในปากชนิดป้ายแผล โดยต้องปรึกษากุมารแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้เสมอ ยาเหล่านี้มักผสมสารบรรเทาปวดที่ปลอดภัยสำหรับเด็กเล็ก ให้ทาบางๆ บริเวณแผลก่อนมื้ออาหารประมาณ 10 ถึง 15 นาที เพื่อช่วยให้เด็กทานอาหารได้ดีขึ้น
2. การเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้อง (Tepid Sponge Technique)
เมื่อเด็กมีไข้สูง การทานยาเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ต้องใช้วิธีเช็ดตัวร่วมด้วยเพื่อป้องกันอาการชักจากไข้สูง (Febrile Convulsion):
- ใช้น้ำธรรมดาอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่นชุบผ้าผืนเล็ก บิดหมาดๆ
- เช็ดผิวกายย้อนทิศทางการไหลของรูขุมขน (จากปลายมือปลายเท้าเข้าสู่ลำตัว) เพื่อช่วยเปิดรูขุมขนระบายความร้อน
- วางผ้าพักไว้บริเวณที่มีเส้นเลือดใหญ่ผ่าน เช่น ข้อพับแขน ข้อพับขา ขาหนีบ ซอกคอ และหน้าผาก เปลี่ยนผ้าบ่อยๆ ทุก 2 ถึง 3 นาที
- ทำอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 15 ถึง 20 นาที แล้วซับตัวเด็กให้แห้งสนิทก่อนสวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี
1. ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) และยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในเด็กที่มีไข้สูงและยังไม่ได้รับการวินิจฉัยแยกโรคจากไข้เลือดออกอย่างชัดเจน เนื่องจากแอสไพรินอาจทำให้เกิดกลุ่มอาการเรย์ (Reye's Syndrome) ซึ่งเป็นอันตรายต่อสมองและตับอย่างรุนแรง และไอบูโพรเฟนอาจส่งผลให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหารและมีผลต่อเกล็ดเลือดในกรณีที่เป็นไข้เลือดออกร่วมด้วย
2. ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) หรือยาฆ่าเชื้อกินเอง เนื่องจากโรคมือเท้าปากเกิดจากเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะซึ่งมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียจึงไม่สามารถรักษาโรคนี้ได้ และยังเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียงและภาวะเชื้อดื้อยา
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
เมื่อพาลูกไปพบแพทย์ แพทย์จะมีขั้นตอนการวินิจฉัยที่เป็นมาตรฐานดังนี้
- การซักประวัติและตรวจร่างกาย (History & Physical Examination): แพทย์จะตรวจลักษณะของแผลในปาก และตำแหน่งของผื่นตามฝ่ามือ ฝ่าเท้า ตรวจฟังเสียงปอดและหัวใจเพื่อประเมินภาวะแทรกซ้อน
- การเก็บตัวอย่างสิ่งส่งตรวจ (Swab Test): ในรายที่มีอาการรุนแรงหรือต้องการแยกแยะสายพันธุ์ แพทย์อาจทำการป้ายเก็บตัวอย่างจากคอหอย (Throat Swab) หรือตัวอย่างอุจจาระเพื่อส่งตรวจหาสารพันธุกรรมของไวรัสด้วยวิธี RT-PCR เพื่อหาเชื้อ Enterovirus 71
- การตรวจเลือดและเอกซเรย์ปอด (Blood Test & Chest X-ray): จะทำเมื่อคนไข้มีอาการในกลุ่มสัญญาณเตือนอันตราย เพื่อประเมินระดับการอักเสบในร่างกาย ระดับเกลือแร่ และตรวจสอบภาวะปอดบวมน้ำ
วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว
แม้ว่าร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์ที่เคยติดเชื้อไปแล้ว แต่เด็กก็ยังสามารถกลับมาเป็นโรคมือเท้าปากซ้ำได้อีกจากสายพันธุ์อื่น ดังนั้น การป้องกันจึงเป็นหัวใจสำคัญที่สุด:
1. การฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 (EV71 Vaccine)
ปัจจุบันมีวัคซีนสำหรับป้องกันการติดเชื้อไวรัส Enterovirus 71 ซึ่งเป็นสายพันธุ์หลักที่ก่อให้อาการรุนแรงถึงแก่ชีวิตแล้ว วัคซีนนี้แนะนำสำหรับเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือนถึง 5 ปี โดยจะฉีดทั้งหมด 2 เข็ม ห่างกันเป็นเวลา 1 เดือน มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันการเกิดโรครุนแรงและลดอัตราการเสียชีวิตจากสมองและปอดอักเสบได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
2. สุขอนามัยและการทำความสะอาดที่ถูกต้อง
- ล้างมืออย่างถูกวิธี: สอนให้เด็กและผู้เลี้ยงดูล้างมือด้วยน้ำและสบู่ตามขั้นตอนมาตรฐาน 7 ขั้นตอน เป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที โดยเฉพาะหลังการขับถ่าย หลังเปลี่ยนผ้าอ้อม และก่อนการเตรียมหรือรับประทานอาหาร
- แอลกอฮอล์เจลไม่สามารถฆ่าเชื้อกลุ่มเอนเทอโรไวรัสได้ดีพอ: เนื่องจากเชื้อไม่มีเปลือกหุ้ม ดังนั้น การล้างมือด้วยน้ำและสบู่จึงมีประสิทธิภาพดีที่สุด
- การทำความสะอาดของเล่นและของใช้: ควรทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อที่มีส่วนผสมของคลอรีน เช่น โซเดียมไฮโปคลอไรต์ (Sodium Hypochlorite หรือน้ำยาฟอกขาวเจือจาง) เนื่องจากสารนี้สามารถทำลายโครงสร้างของไวรัสชนิดไม่มีเปลือกหุ้มได้ดี
- การแยกผู้ป่วยและการหยุดเรียน: เมื่อเด็กได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมือเท้าปาก ต้องให้เด็กหยุดเรียนและแยกตัวจากเด็กคนอื่นอย่างน้อย 7 ถึง 10 วัน หรือจนกว่าแผลและตุ่มน้ำทั้งหมดจะแห้งสนิท เพื่อตัดวงจรการแพร่ระบาดในสถานศึกษา
กล่องสรุปแนวทางปฏิบัติสำหรับพ่อแม่ (Parental Actionable Checklist)
รายการตรวจสอบด่วนสำหรับการดูแลลูกรักเมื่อเป็นโรคมือเท้าปาก
- การจัดการอาหาร: เตรียมของเหลวและอาหารเหลวแช่เย็นจัด เช่น นมแช่เย็น โยเกิร์ต พุดดิ้ง หรือโจ๊กปั่นละเอียดที่พักจนเย็นสนิท
- การป้อนอาหาร: หลีกเลี่ยงช้อนโลหะ เปลี่ยนมาใช้ช้อนซิลิโคนเนื้อนิ่ม หรือใช้ไซริงค์พลาสติกหยอดอาหารที่ข้างแก้มเพื่อเลี่ยงแผล
- การป้องกันการขาดน้ำ: เตรียมน้ำเกลือแร่ ORS ชงแช่เย็นไว้ คอยให้ลูกจิบทีละน้อยทุกๆ 15 ถึง 30 นาที
- การดูแลเรื่องไข้: วัดไข้ทุก 4 ชั่วโมง ให้ยาพาราเซตามอลตามสัดส่วนน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง และเช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุ่นหรือน้ำธรรมดาทันทีเมื่อไข้สูง
- สิ่งที่ต้องห้ามทำ: ห้ามให้ยากลุ่มแอสไพริน ไอบูโพรเฟน หรือซื้อยาปฏิชีวนะมาให้ลูกทานเองเด็ดขาด
- การเฝ้าระวังความปลอดภัย: สังเกตอาการสะดุ้งผวา ซึมลง อาเจียนบ่อย และการปัสสาวะของลูกอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง
- การควบคุมโรค: ล้างมือผู้ดูแลด้วยน้ำและสบู่ทุกครั้ง แยกขวดน้ำ แก้วน้ำ และจานชามของลูกออกจากคนอื่น และแจ้งทางโรงเรียนเพื่อทำความสะอาดห้องเรียนทันที