ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

การประเมินทางรังสีวิทยาและการตัดชิ้นเนื้อเพื่อการวินิจฉัยที่แม่นยำ

ประโยคสั้นๆ บนใบรายงานผลเอกซเรย์ปอดประจำปีที่ระบุว่า 'พบจุดหรือก้อนเนื้อในปอด' (Pulmonary Nodule หรือ Pulmonary Mass) มักสร้างความวิตกกังวลให้อย่างมาก อย่างไรก็ตาม จุดในปอดที่ตรวจพบจากการเอกซเรย์ทรวงอกธรรมดา (Chest X-ray) ไม่ได้หมายความว่าเป็นมะเร็งเสมอไป เพราะอาจเป็นรอยแผลเป็นจากการติดเชื้อในอดีต ฝีในปอด หรือก้อนเนื้อธรรมดาที่ไม่ใช่มะเร็งได้เช่นกัน ขั้นตอนแรกของการวินิจฉัยจึงต้องพึ่งพาการประเมินทางรังสีวิทยาขั้นสูง และการเก็บชิ้นเนื้อเพื่อพิสูจน์ทางพยาธิวิทยา

การตรวจทางรังสีวินิจฉัยขั้นสูง

เมื่อพบจุดสงสัยจากการเอกซเรย์ธรรมดา แพทย์จะส่งตรวจเพิ่มเติมด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ทรวงอกความละเอียดสูง (High-Resolution CT Scan) เพื่อประเมินขอบเขต รูปร่าง และลักษณะภายในของก้อนเนื้อ โดยก้อนเนื้อที่มีโอกาสเป็นมะเร็งสูงมักมีลักษณะขอบขรุขระเป็นแฉก (Spiculated margin) มีความหนาแน่นแบบฝ้าขาว (Ground-glass opacity) หรือมีขนาดใหญ่กว่า 8 มิลลิเมตรขึ้นไป ในบางกรณี แพทย์อาจพิจารณาทำ PET/CT scan เพื่อประเมินการเผาผลาญพลังงานของเซลล์ (FDG uptake) ซึ่งช่วยบอกแนวโน้มความก้าวร้าวของก้อนเนื้อและประเมินการกระจายไปยังอวัยวะอื่น

เทคนิคการตัดชิ้นเนื้อและการตรวจทางพยาธิวิทยา

การตรวจรังสีบอกได้เพียง 'ความเสี่ยง' แต่การตัดชิ้นเนื้อ (Biopsy) คือหัวใจสำคัญของการยืนยัน การวินิจฉัยมะเร็งปอด อย่างแม่นยำ โดยแพทย์จะเลือกวิธีเก็บชิ้นเนื้อตามตำแหน่งของก้อน:

  • การเจาะเก็บชิ้นเนื้อผ่านผนังอกโดยใช้รังสีนำทาง (Percutaneous Transthoracic Needle Biopsy - PTNB): เหมาะสำหรับก้อนที่อยู่บริเวณรอบนอกของปอด ชิดผนังอก โดยใช้ CT Scan นำทางเข็มเล็กๆ เข้าไปเก็บเนื้อเยื่อ
  • การส่องกล้องหลอดลม (Bronchoscopy) ร่วมกับอัลตราซาวนด์ (EBUS): เหมาะสำหรับก้อนที่อยู่บริเวณขั้วปอดหรือใกล้หลอดลม เพื่อเก็บชิ้นเนื้อและตรวจต่อมน้ำเหลืองในช่องทรวงอก

ชิ้นเนื้อที่ได้จะถูกส่งไปยังห้องปฏิบัติการพยาธิวิทยา พยาธิแพทย์จะย้อมสีพื้นฐาน (H&E stain) และย้อมภูมิคุ้มกันระดับเซลล์ (Immunohistochemistry - IHC) เช่น การตรวจสาร TTF-1 หรือ Napsin A เพื่อระบุว่าเซลล์ต้นกำเนิดมาจากเนื้อปอดจริง และแยกชนิดของเซลล์ได้อย่างถูกต้อง

ทำความเข้าใจประเภทหลักของมะเร็งปอด และกลไกทางอณูชีววิทยา

การตรวจทางพยาธิวิทยาสามารถแบ่งมะเร็งปอดออกเป็น 2 ประเภทหลัก ซึ่งมีพฤติกรรม การตอบสนองต่อยา และพยากรณ์โรคที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

1. มะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็ก (Non-Small Cell Lung Cancer - NSCLC)

พบได้บ่อยที่สุดประมาณ 85% ของมะเร็งปอดทั้งหมด แบ่งย่อยออกเป็น:

  • มะเร็งชนิดอะดิโนคาร์ซิโนมา (Adenocarcinoma): พบบ่อยที่สุดในปัจจุบัน โดยเฉพาะในผู้หญิงและผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่ เกิดจากเซลล์ต่อมที่สร้างเมือกในปอด มักเจริญเติบโตบริเวณขอบนอกของปอด กลไกการเกิดมักสัมพันธ์กับการสะสมความผิดปกติทางพันธุกรรมภายในเซลล์
  • มะเร็งชนิดสแควมัสเซลล์ (Squamous Cell Carcinoma): พบบ่อยในผู้มีประวัติสูบบุหรี่จัด เซลล์มีลักษณะคล้ายเซลล์เยื่อบุผิว มักเกิดขึ้นบริเวณหลอดลมขนาดใหญ่ใกล้ขั้วปอด
  • มะเร็งชนิดเซลล์ใหญ่ (Large Cell Carcinoma): พบได้น้อย เซลล์มีการกระจายตัวและแบ่งตัวรวดเร็วโดยไม่แสดงลักษณะของต่อมหรือสแควมัสเซลล์ที่ชัดเจน

2. มะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก (Small Cell Lung Cancer - SCLC)

พบประมาณ 15% มักสัมพันธ์กับการสูบบุหรี่อย่างรุนแรง เซลล์มะเร็งมีขนาดเล็ก รูปร่างคล้ายเมล็ดข้าวเปลือก มีอัตราการแบ่งตัวสูงมาก และมักแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือดและระบบน้ำเหลืองอย่างรวดเร็วตั้งแต่ระยะแรก กลไกทางอณูชีววิทยามักเกิดจากการสูญเสียฟังก์ชันของยีนยับยั้งมะเร็งที่สำคัญ เช่น TP53 และ RB1 ทำให้เซลล์ไม่สามารถควบคุมการแบ่งตัวได้

การประเมินระยะของโรค (TNM Staging) และการตรวจเจาะลึกยีนกลายพันธุ์

เมื่อทราบผลพยาธิวิทยาว่าเป็นมะเร็งปอดชนิดใด ขั้นตอนถัดไปคือการประเมินระยะของโรคเพื่อวางแผนการรักษาที่ตรงจุดที่สุด

การระบุระยะของโรคตามระบบ TNM Staging

ระบบ TNM พิจารณาจาก 3 ปัจจัยหลัก:

  • T (Primary Tumor): ขนาดและตำแหน่งของก้อนเนื้อหลักในปอด รวมถึงการลุกลามไปยังอวัยวะข้างเคียง
  • N (Regional Lymph Nodes): การกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณขั้วปอดหรือกลางช่องอก (N1, N2, N3)
  • M (Distant Metastasis): การแพร่กระจายไปยังอวัยวะไกล เช่น ปอดอีกข้าง สมอง กระดูก ตับ หรือต่อมหมวกไต (M0 หรือ M1)

ระยะของโรคจะถูกจัดตั้งแต่ระยะที่ 1 (เริ่มต้น ก้อนขนาดเล็ก ยังไม่กระจาย) ไปจนถึงระยะที่ 4 (มีการแพร่กระจายไกล) ซึ่งระยะของโรคจะเป็นตัวกำหนดว่าผู้ป่วยควรได้รับ การผ่าตัด การฉายรังสี หรือการรักษาด้วยยาเป็นหลัก

การตรวจยีนกลายพันธุ์เพื่อการรักษาแบบแม่นยำ (Targeted Mutations & Precision Medicine)

"การวินิจฉัยมะเร็งปอดในยุคปัจจุบันไม่ได้หยุดอยู่แค่การรู้ชนิดเซลล์ แต่ต้องลงลึกถึงรหัสพันธุกรรมของก้อนมะเร็ง เพื่อเลือกใช้ยาล็อกเป้าหมายได้อย่างตรงจุด"

ในผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิด NSCLC โดยเฉพาะกลุ่ม Adenocarcinoma การนำชิ้นเนื้อมาตรวจด้วยเทคนิคอณูชีววิทยา เช่น Next-Generation Sequencing (NGS) หรือ Polymerase Chain Reaction (PCR) เพื่อ ตรวจยีนกลายพันธุ์ มีความสำคัญอย่างยิ่ง ยีนกลายพันธุ์ที่พบบ่อยและมียาพุ่งเป้า (Targeted Therapy) รองรับ ได้แก่:

  • EGFR Mutation: พบบ่อยที่สุดในคนเอเชียและผู้ไม่สูบบุหรี่ (ประมาณ 40-50%) ยาพุ่งเป้ากลุ่ม EGFR-TKI สามารถควบคุมโรคได้ดีและมีผลข้างเคียงน้อยกว่าเคมีบำบัด
  • ALK Rearrangement: พบประมาณ 3-5% มักพบในผู้ป่วยอายุน้อย ตอบสนองดีมากต่อยาพุ่งเป้ากลุ่ม ALK inhibitors
  • ROS1, BRAF V600E, KRAS G12C, MET, RET, NTRK: เป็นการกลายพันธุ์อื่นๆ ที่ปัจจุบันมียาพุ่งเป้าประสิทธิภาพสูงที่ได้รับการอนุมัติให้ใช้ในการรักษาแล้ว

นอกจากการตรวจยีนกลายพันธุ์แล้ว พยาธิแพทย์ยังต้องตรวจประเมินระดับโปรตีน PD-L1 บนเซลล์มะเร็งด้วยวิธีอิมมูโนฮิสโตเคมี หากพบว่ามีการแสดงออกของ PD-L1 สูง ผู้ป่วยจะมีโอกาสตอบสนองดีต่อการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) ซึ่งเข้าไปกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายกลับมากำจัดเซลล์มะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การพบจุดในปอดจึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการสืบค้น ด้วยเทคโนโลยีการรังสีวินิจฉัย พยาธิวิทยา และการตรวจรหัสพันธุกรรมที่ก้าวหน้าอย่างมากในปัจจุบัน ช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาที่จำเพาะต่อผู้ป่วยแต่ละรายได้อย่างแม่นยำ เพิ่มอัตราการหายขาดในระยะเริ่มต้น และยืดระยะเวลาการมีชีวิตอยู่พร้อมคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะแพร่กระจาย

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด

คลินิกกุมารเวชกรรมโดยแพทย์เฉพาะทาง ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ศูนย์รวมวัคซีน ตรวจสุขภาพ พร้อมเครื่องมือที่ทันสมัย สะอาด ปลอดภัย สำหรับทุกคนในครอบครัว

แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพที่คุณต้องการ หรือเลือกดูตามหมวดหมู่

🐻 แชทคุยกับคุณหมอนะคะ