ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

สัญญาณเตือนจากร่างกายที่ไม่ควรละเลย เมื่อพฤติกรรมเปลี่ยนไปพร้อมกับร่างกายที่ส่งสัญญาณฟ้อง

เคยสังเกตไหมว่า เสื้อผ้าชุดเดิมที่เคยใส่ได้สบายๆ กลับเริ่มคับแน่นบริเวณหน้าท้องอย่างรวดเร็ว ทั้งที่พยายามลดอาหารแล้ว หรือเมื่อส่องกระจกตอนเช้ากลับพบว่าดวงตาที่เคยขาวใสกลายเป็นสีเหลืองหม่น อาการเหล่านี้มักถูกมองข้ามในระยะแรกเนื่องจากผู้ป่วยคิดว่าเป็นเพียงอาการท้องอืดธรรมดาหรือความอ่อนเพลียจากการทำงานหนัก แต่ในความเป็นจริง อาการตัวเหลืองตาเหลือง ท้องอืดตึง และท้องโตขึ้นเรื่อยๆ อาจเป็นสัญญาณเตือนภัยเงียบขั้นรุนแรงของโรคตับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาการมะเร็งตับ ซึ่งเป็นโรคที่มักไม่แสดงอาการในระยะเริ่มต้น แต่จะแสดงตัวอย่างชัดเจนเมื่อโรคดำเนินไปสู่ระยะลุกลามแล้ว

1. ดีซ่าน (Jaundice): การสังเกตอาการตัวเหลืองตาเหลืองที่ชัดเจน

อาการดีซ่าน หรือที่เรียกกันติดปากว่าตัวเหลืองตาเหลือง เกิดจากการสะสมของสารสีเหลืองที่เรียกว่า "บิลิรูบิน" (Bilirubin) ในกระแสเลือดและเนื้อเยื่อต่างๆ มากเกินไป โดยปกติแล้วบิลิรูบินเป็นของเสียที่เกิดจากการสลายตัวของเม็ดเลือดแดง ซึ่งตับมีหน้าที่กรองและขับออกทางน้ำดี แต่เมื่อเซลล์ตับถูกทำลายจากเซลล์มะเร็ง หรือมีก้อนเนื้อขนาดใหญ่ไปกดทับท่อน้ำดี ตับจะไม่สามารถขับสารนี้ออกได้ตามปกติ

การสังเกตตนเองทำได้โดยการตรวจดูบริเวณตาขาวในที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอ (ควรเป็นแสงธรรมชาติ) หากพบว่าตาขาวเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ควบคู่กับผิวหนังที่ดูเหลืองขึ้นอย่างเห็นได้ชัด บางรายอาจมีอาการคันตามผิวหนังร่วมด้วยเนื่องจากเกลือน้ำดีสะสมใต้ผิวหนัง รวมถึงปัสสาวะมีสีเข้มจัดคล้ายน้ำชาแก่ และอุจจาระมีสีซีดลง อาการเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าระบบการทำงานของตับและท่อน้ำดีกำลังเกิดความผิดปกติขั้นรุนแรง

2. ภาวะท้องมาน (Ascites): เมื่อน้ำสะสมในช่องท้องจนท้องโตอย่างรวดเร็ว

หลายคนมักสับสนระหว่าง "หน้าท้องโตขึ้นจากความอ้วน" กับ "ภาวะท้องมาน" แต่ภาวะท้องมานอันเนื่องมาจากโรคตับและ อาการมะเร็งตับ มีความแตกต่างอย่างชัดเจน ภาวะนี้เกิดขึ้นเมื่อตับทำงานเสื่อมประสิทธิภาพลงอย่างมาก ทำให้การผลิตโปรตีนอัลบูมิน (Albumin) หรือโปรตีนไข่ขาวลดลง ส่งผลให้แรงดันในหลอดเลือดเปลี่ยนไป ประกอบกับการไหลเวียนเลือดผ่านตับติดขัด ร่างกายจึงดึงน้ำให้รั่วไหลออกมาสะสมในช่องท้อง

วิธีสังเกตคือ หน้าท้องจะขยายขนาดขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ ท้องจะมีลักษณะตึง แน่น และเมื่อเคาะดูจะมีเสียงทึบ หากนอนหงาย ท้องจะแผ่ออกด้านข้าง และเมื่อเปลี่ยนท่าตะแคง น้ำจะไหลตามแรงโน้มถ่วงทำให้ท้องย้อยลงด้านล่าง ผู้ป่วยมักรู้สึกอึดอัด หายใจไม่สะดวกเนื่องจากน้ำในช่องท้องดันกะบังลมขึ้นไป และมีอาการสะดือจุ่นร่วมด้วย

3. อาการปวดและแน่นตึงบริเวณชายโครงด้านขวา: สัมพันธ์โดยตรงกับขนาดก้อนเนื้อ

ตับเป็นอวัยวะที่ตั้งอยู่บริเวณช่องท้องส่วนบนด้านขวา ใต้กระบังลมและซี่โครง เมื่อเซลล์มะเร็งตับเริ่มเจริญเติบโตและขยายขนาดขึ้น ก้อนเนื้อจะไปเบียดบังพื้นที่และยืดขยายเนื้อเยื่อหุ้มตับ (Glisson's capsule) ซึ่งเป็นส่วนที่มีเส้นประสาทรับความรู้สึกหนาแน่น ส่งผลให้เกิดอาการปวดหน่วงๆ หรือเจ็บแปลบขึ้นมา

ผู้ป่วยมักระบุตำแหน่งอาการปวดได้บริเวณใต้ชายโครงขวา บางครั้งอาการปวดอาจร้าวไปยังสะบักหรือหัวไหล่ด้านขวาได้ด้วย นอกจากนี้ หากลองใช้นิ้วมือกดเบาๆ บริเวณใต้ชายโครงขวาขณะหายใจเข้าลึกๆ อาจสัมผัสได้ถึงความแข็งตึง หรือรู้สึกถึงขอบตับที่โตขึ้นอย่างผิดปกติ ซึ่งอาการแน่นตึงนี้มักจะรุนแรงขึ้นหลังจากรับประทานอาหารเสร็จใหม่ๆ

4. ภาวะผอมแห้งแรงน้อยและเบื่ออาหาร: สัญญาณการเผาผลาญที่ล้มเหลวจากมะเร็ง

หนึ่งในสัญญาณอันตรายของ อาการมะเร็งตับ คือการสูญเสียความยากอาหารอย่างเฉียบพลัน ร่วมกับน้ำหนักตัวที่ลดลงอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้ตั้งใจลดน้ำหนัก ปรากฏการณ์นี้เกิดจากเซลล์มะเร็งปล่อยสารเคมีบางชนิดที่ส่งผลต่อศูนย์ควบคุมความหิวในสมอง ประกอบกับตับที่ไม่สามารถทำงานเผาผลาญสารอาหารและกำจัดสารพิษได้ตามปกติ ร่างกายจึงเข้าสู่ภาวะทรุดโทรมทางโภชนาการอย่างรุนแรง (Cancer Cachexia)

หากมีอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลดลงมากกว่าร้อยละ 5 ของน้ำหนักตัวภายใน 1-3 เดือน ร่วมกับอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง ไม่มีแรง แม้จะพักผ่อนอย่างเต็มที่แล้วก็ตาม ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยขั้นวิกฤตที่ต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์โดยด่วน

คำแนะนำทางการแพทย์เพื่อการวินิจฉัยอย่างทันท่วงที

หากคุณหรือบุคคลใกล้ชิดมีอาการข้อใดข้อหนึ่งที่กล่าวมาข้างต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงสูง เช่น เป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบบีหรือซี มีภาวะไขมันพอกตับ เป็นโรคตับแข็ง หรือมีประวัติการดื่มสุราเป็นประจำ ไม่ควรรอจนกระทั่งอาการทุกอย่างปรากฏครบถ้วน เพราะนั่นอาจหมายถึงโรคได้ลุกลามไปมากแล้ว

การเข้าพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัย เช่น การเจาะเลือดดูการทำงานของตับ (Liver Function Test) การตรวจหาสารบ่งชี้มะเร็งตับ (AFP) และการทำอัลตราซาวนด์ช่องท้องส่วนบน จะช่วยให้ตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายขาดและยืดอายุขัยของผู้ป่วยได้อย่างมีนัยสำคัญ การดูแลเอาใจใส่และสังเกตความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ของร่างกายในทุกวัน คือหัวใจสำคัญของการป้องกันภัยร้ายจากมะเร็งตับ

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down