เมื่อร่างกายส่งสัญญาณเตือนผ่านปวดเอวและปัสสาวะเป็นเลือด
อาการปวดบิดอย่างรุนแรงบริเวณเอวด้านหลัง ร้าวทะลุลงมาตามข้างลำตัวถึงท้องน้อยหรือขาหนีบ ร่วมกับการสังเกตเห็นว่าปัสสาวะมีสีแดงระเรื่อ สีน้ำล้างเนื้อ หรือมีเลือดปน เป็นหนึ่งในกลุ่มอาการทางคลินิกที่หมอมักพบได้บ่อยในแผนกฉุกเฉินและแผนกโรคระบบทางเดินปัสสาวะ อาการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องปกติที่ควรรอให้หายเอง เพราะเป็นกลไกเตือนภัยจากร่างกายว่ากำลังเกิดความผิดปกติขึ้นกับไตหรือทางเดินปัสสาวะอย่างรุนแรง
นิ่วในไตและทางเดินปัสสาวะ: ต้นเหตุของอาการปวดบิดฉับพลัน
หนึ่งในสาเหตุอันดับต้นๆ ของกลุ่มอาการนี้คือภาวะ นิ่วในไตและปัสสาวะเป็นเลือด ซึ่งเกิดจากผลึกแร่ธาตุที่ตกตะกอนสะสมจนกลายเป็นก้อนแข็งในระบบทางเดินปัสสาวะ เมื่อก้อนนิ่วหลุดเคลื่อนตัวลงมาจากไตเข้าสู่ท่อไต ร่างกายจะพยายามบีบตัวอย่างรุนแรงเพื่อขับก้อนนิ่วออก ทำให้เกิดอาการปวดบิดเป็นระลอก (Renal Colic) ที่ทรมานอย่างมาก
ในระหว่างที่ก้อนนิ่วเคลื่อนผ่านท่อไตซึ่งมีขนาดเล็กและบอบบาง ขอบอันแหลมคมของนิ่วจะเสียดสีและครูดกับเยื่อบุภายในทางเดินปัสสาวะ ทำให้เกิดแผลและเลือดออก การรวมกันของภาวะ นิ่วในไตและปัสสาวะเป็นเลือด จึงเป็นรูปแบบที่พบบ่อยที่สุด โดยปัสสาวะอาจมีตั้งแต่สีชมพูอ่อน สีแดงสด ไปจนถึงสีชาเข้ม ขึ้นอยู่กับปริมาณเลือดที่ออก
- ลักษณะอาการปวด: ปวดเกร็งเป็นช่วงๆ บริเวณเอวหรือบั้นเอวข้างใดข้างหนึ่ง ร้าวลงมาที่ข้างลำตัว ขาหนีบ หรืออวัยวะเพศ
- อาการร่วม: คลื่นไส้ อาเจียน ปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะกะปริบกะปรอย หรือรู้สึกปัสสาวะไม่สุด
ความผิดปกติของตัวกรองไต: โรคไตอักเสบชนิดอิกเอ และโรคถุงน้ำในไต
นอกเหนือจากปัญหาก้อนนิ่วแล้ว อาการปัสสาวะเป็นเลือดร่วมกับอาการแน่นหรือปวดตึงบริเวณเอว อาจเกิดจากความผิดปกติระดับพยาธิสภาพของตัวเนื้อไตและตัวกรองไต (Glomerulus) ได้เช่นกัน
โรคไตอักเสบจากภูมิคุ้มกันชนิดอิกเอ (IgA Nephropathy)
โรคไตอักเสบชนิดอิกเอเป็นหนึ่งในสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของภาวะไตอักเสบระดับตัวกรองไต (Glomerulonephritis) เกิดจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายสร้างโปรตีนอิมมูโนโกลบูลินเอ (IgA) ขึ้นมาผิดปกติ แล้วไปตกตะกอนสะสมอยู่ที่เนื้อเยื่อพยุงตัวกรองไต (Mesangium) ก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง
พยาธิสภาพนี้ส่งผลให้ผนังตัวกรองไตสูญเสียความสมบูรณ์ เม็ดเลือดแดงจึงเล็ดลอดออกมากับปัสสาวะ คนไข้มักมีปัสสาวะเป็นเลือดแบบมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า (Gross Hematuria) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลังการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน เช่น เจ็บคอหรือมีไข้ ร่วมกับมีอาการปวดตึงหรือตื้อๆ บริเวณบั้นเอวทั้งสองข้างจากการขยายตัวของเปลือกหุ้มไต
โรคถุงน้ำในไต (Polycystic Kidney Disease)
ภาวะถุงน้ำในไตเป็นโรคทางพันธุกรรมที่ทำให้เกิดถุงน้ำขนาดต่างๆ แทรกตัวอยู่ในเนื้อไตทั้งสองข้าง เมื่อเวลาผ่านไป ถุงน้ำเหล่านี้จะขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนกดทับเนื้อไตส่วนดีและยืดเบียดเปลือกหุ้มไต ส่งผลให้เกิดอาการปวดเอวเรื้อรัง และหากถุงน้ำเกิดการปริแตกหรือมีเลือดออกภายในถุงน้ำ ก็จะส่งผลให้ปัสสาวะมีเลือดปนออกมาอย่างชัดเจน
การบาดเจ็บของระบบทางเดินปัสสาวะจากอุบัติเหตุ (Urinary Tract Trauma)
ความชอกช้ำหรืออุบัติเหตุบริเวณลำตัว ท้อง หรือหลัง เช่น การตกจากที่สูง อุบัติเหตุทางรถยนต์ หรือการกระแทกจากการเล่นกีฬาปะทะ สามารถส่งผลกระทบต่อไตและระบบทางเดินปัสสาวะได้โดยตรง
ไตเป็นอวัยวะที่มีเลือดมาเลี้ยงปริมาณมาก การได้รับแรงกระแทกอย่างรุนแรงอาจทำให้เนื้อไตฉีกขาด (Renal Laceration) มีเลือดออกในชั้นใต้เปลือกหุ้มไต หรือหลอดเลือดไตฉีกขาด ส่งผลให้เกิดอาการปวดเอวฉับพลัน ร่วมกับภาวะปัสสาวะเป็นเลือดรุนแรง และอาจมีรอยเขียวช้ำบริเวณข้างลำตัว
การประเมินผู้ป่วยบาดเจ็บระบบทางเดินปัสสาวะจำเป็นต้องทำอย่างเร่งด่วน เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการสูญเสียเลือดปริมาณมากจนเกิดภาวะช็อกได้
การดูแลรักษาในกรณีการบาดเจ็บขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรง ตั้งแต่การนอนพักเพื่อสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด (Conservative Treatment) ในกรณีไตช้ำเล็กน้อย ไปจนถึงการผ่าตัดหรือการทำหัตถการอุดหลอดเลือด (Embolization) ในกรณีที่มีเลือดออกไม่หยุด
แนวทางการตรวจวินิจฉัยและการรับมือทางการแพทย์
หากพบอาการปวดเอวร้าวลงข้างลำตัวร่วมกับปัสสาวะเป็นเลือด ควรพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดทันที โดยกระบวนการตรวจวินิจฉัยหลักประกอบด้วย:
- การตรวจปัสสาวะ (Urinalysis): เพื่อยืนยันการมีเม็ดเลือดแดง ตรวจหาการติดเชื้อ หรือตรวจดูลักษณะรูปทรงเม็ดเลือดแดงเพื่อแยกโรคตัวกรองไตอักเสบ
- การตรวจทางรังสีวิทยา: การทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) หรืออัลตราซาวด์ระบบทางเดินปัสสาวะ เพื่อตรวจหาก้อนนิ่ว การอุดกั้น หรือความผิดปกติของโครงสร้างไต
- การตรวจเลือด: เพื่อประเมินการทำงานของไต (BUN, Creatinine) และดูการอักเสบหรือระดับความเข้มข้นของเม็ดเลือด
การสังเกตความผิดปกติของตนเองและไม่ปล่อยผ่านสัญญาณเตือนเหล่านี้ จะช่วยให้ได้รับการรักษาที่ถูกต้องตรงจุดก่อนที่โรคจะลุกลามจนเกิดความเสียหายต่อไตอย่างถาวร