ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำไมต้องเชื้อนิวโมคอคคัสและโรคติดเชื้อในเด็กเล็ก

ในฐานะกุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบบทางเดินหายใจและโรคติดเชื้อในเด็ก หนึ่งในคำถามที่ผู้ปกครองมักจะสอบถามด้วยความกังวลใจอยู่เสมอคือเรื่องของโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่านิวโมคอคคัส (Pneumococcus) ซึ่งเป็นเชื้อโรคตัวร้ายที่แอบแฝงอยู่รอบตัวเด็กๆ เชื้อชนิดนี้สามารถก่อให้เกิดอาการเจ็บป่วยได้ตั้งแต่ระดับความรุนแรงน้อย เช่น โรคหูชั้นกลางอักเสบ ไปจนถึงโรคที่มีความรุนแรงสูงและอันตรายถึงชีวิต เช่น โรคปอดบวม (Pneumonia) โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis) และภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (Bacteremia) โดยเฉพาะในกลุ่มทารกและเด็กเล็กที่มีระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกการเกิดโรค อาการเตือนที่สำคัญ และแนวทางการป้องกันด้วยวัคซีนไอพีดี (IPD Vaccine) จึงเป็นเกราะคุ้ม 100 เปอร์เซ็นต์ที่สำคัญที่สุดในการปกป้องลูกน้อยจากภัยเงียบนี้

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส

เชื้อนิวโมคอคคัสมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า สเตรปโตคอคคัส นิวโมเนียอี (Streptococcus pneumoniae) เป็นแบคทีเรียรูปทรงรีหรือทรงกลมที่มักอยู่รวมกันเป็นคู่ เชื้อชาตินี้อาศัยอยู่บริเวณโพรงจมูกและลำคอของมนุษย์ โดยเฉพาะในเด็กสุขภาพดีทั่วไปสามารถเป็นพาหะนำโรคได้โดยไม่แสดงอาการ การติดต่อเกิดขึ้นได้ง่ายมากผ่านทางระบบทางเดินหายใจ ผ่านการไอ การจาม หรือการสัมผัสละอองฝอยน้ำลายของผู้ที่เป็นพาหะหรือผู้ป่วย

เมื่อเด็กได้รับเชื้อและร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่ำ หรือมีปัจจัยกระตุ้น เช่น การเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) หรือการติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV) เชื้อแบคทีเรียนี้จะอาศัยโอกาสที่เยื่อบุทางเดินหายใจเสียหายลุกลามลงสู่ปอด ทำให้เกิดการอักเสบและมีหนองในถุงลมปอด หรืออาจเดินทางผ่านกระแสเลือดไปสู่เยื่อหุ้มสมองและอวัยวะอื่นๆ ทำให้เกิดการติดเชื้อลุกลามทั่วร่างกาย ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เด็กติดเชื้อรุนแรงได้แก่ การเป็นทารกคลอดก่อนกำหนด เด็กที่ไม่ได้กินนมแม่ น้ำหนักตัวน้อย หรือเด็กที่อยู่ในสถานที่แออัด เช่น สถานรับเลี้ยงเด็กวันละอ่อน

อาการสำคัญและระยะเวลาการดำเนินโรค

อาการของการติดเชื้อนิวโมคอคคัสจะแตกต่างกันไปตามอวัยวะที่เกิดการติดเชื้อ แต่โดยทั่วไปมักเริ่มต้นจากอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดาก่อนจะพัฒนาไปสู่โรคร้ายแรง

  • โรคหูชั้นกลางอักเสบ (Otitis Media): เด็กจะมีอาการปวดหูอย่างรุนแรง งอแงผิดปกติ เอามือกุมหูหรือขยี้หู มีไข้สูง และอาจมีหนองไหลออกมาจากช่องหูหากเยื่อแก้วหูทะลุ
  • โรคปอดบวม (Pneumonia): มีไข้สูงหนาวสั่น ไอมีเสมหะสีเขียวหรือสนิมเหล็ก หายใจหอบเหนื่อย หายใจเร็วแรงจนซี่โครงบุ๋ม ปีกจมูกบาน และมีอาการเจ็บหน้าอกเวลาหายใจ
  • โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis): มีไข้สูงมาก ปวดศีรษะรุนแรง อาเจียนพุ่ง คอแข็ง ซึมลง ชักเกร็ง และในเด็กทารกอาจสังเกตเห็นภาวะกระหม่อมหน้าโป่งพองตึง
ข้อควรระวังทางการแพทย์: โรคปอดบวมและเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อนิวโมคอคคัสสามารถดำเนินโรคได้อย่างรวดเร็วภายใน 24 ถึง 48 ชั่วโมง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนถาวร เช่น หูหนวก สมองพิการ หรือเสียชีวิตได้

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)

ผู้ปกครองต้องสังเกตอาการของลูกน้อยอย่างใกล้ชิด หากพบสัญญาณอันตรายเหล่านี้ ควรรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลโดยด่วนที่สุด

  • ไข้สูงมากเกิน 39 องศาเซลเซียส หรือไข้สูงติดต่อกันเกิน 3 วันโดยไม่ยอมลดลงแม้จะเช็ดตัวและกินยาลดไข้แล้ว
  • อาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมสบตา หรือไม่สนใจสิ่งรอบตัว
  • ปฏิเสธการดื่มนมและน้ำดื่ม มีภาวะขาดน้ำ เช่น ปากแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะน้อยลงมากหรือไม่ถ่ายปัสสาวะนานเกิน 6 ชั่วโมง
  • มีอาการหายใจหอบเหนื่อย หายใจแรงจนหน้าอกยุบ ท้องกระเพื่อม หรือริมฝีปากและปลายนิ้วมีสีเขียวคล้ำ (Cyanosis)
  • มีอาการชักเกร็ง หรือคอแข็ง ก้มคอไม่ลง

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อมาถึงโรงพยาบาล กุมารแพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดเพื่อให้ทราบสาเหตุที่แท้จริง

  • การซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด ฟังเสียงปอด เสียงหัวใจ และตรวจช่องหูเพื่อหาความผิดปกติ
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การเจาะเลือดเพื่อดูเม็ดเลือดขาวและหาเชื้อโรคในกระแสเลือด (Blood Test and Blood Culture)
  • การเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray) เพื่อประเมินความรุนแรงและลักษณะการอักเสบของเนื้อปอด
  • การตรวจสารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจ หรือการเจาะน้ำไขสันหลัง (Lumbar Puncture) ในกรณีที่สงสัยว่ามีภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาการติดเชื้อนิวโมคอคคัสต้องกระทำภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นแบคทีเรียอันตราย

  • การใช้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics): แพทย์จะพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะที่ตรงกับเชื้อและความรุนแรงของโรค โดยผู้ป่วยจำเป็นต้องรับประทานยาให้ครบตามกำหนดทุกประหยุดแม้ว่าอาการจะดีขึ้นแล้ว เพื่อป้องกันการดื้อยา
  • การรักษาตามอาการ: เช่น การให้ยาลดไข้แก้ปวด การให้ออกซิเจนเสริมในเด็กที่มีภาวะหายใจลำบาก และการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำในเด็กที่มีภาวะขาดน้ำ
  • การดูแลพยาบาลที่บ้านหลังแพทย์อนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาล: เน้นการพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำอุ่นมากๆ รับประทานอาหารอ่อนที่ย่อยง่าย และเช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุณหภูมิห้องอย่างถูกวิธี
คำแนะนำจากคุณหมอ: ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อให้ลูกรับประทานเองโดยเด็ดขาดเมื่อลูกมีอาการป่วยจากไข้หวัด เพราะส่วนใหญ่เกิดจากไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อไม่เพียงแต่ไม่ได้ผล แต่ยังทำให้เกิดเชื้อดื้อยาที่เป็นอันตรายในอนาคตด้วย

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

การดูแลเด็กป่วยไข้มีข้อปฏิบัติที่ผู้ปกครองต้องใส่ใจอย่างเคร่งครัด

  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) ในเด็กที่มีไข้เด็ดขาด เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเกิดกลุ่มอาการเรย์ส์ซินโดรม (Reye syndrome) ซึ่งส่งผลให้ตับและสมองเสียหายรุนแรงถึงชีวิต
  • การใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ต้องใช้ในขนาดที่ถูกต้องตามน้ำหนักตัวของเด็ก คือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้เท่านั้น และห้ามใช้เกินขนาด
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาไอบูโพรเฟนในเด็กที่เป็นโรคไข้เลือดออกหรือมีภาวะขาดน้ำรุนแรง

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาวด้วยวัคซีนไอพีดี IPD

การป้องกันการติดเชื้อนิวโมคอคคัสที่ดีที่สุดและมีประสิทธิภาพสูงสุดในทางการแพทย์คือ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส หรือที่นิยมเรียกว่า วัคซีนไอพีดี (IPD Vaccine) วัคซีนชนิดนี้สามารถป้องกันสายพันธุ์ที่รุนแรงและดื้อยาได้หลายสายพันธุ์

ในปัจจุบัน วัคซีนไอพีดีมีให้เลือกใช้ในรูปแบบคอนจูเกต (Conjugate Vaccine) เช่น ชนิด 10 สายพันธุ์ (PCV10) 13 สายพันธุ์ (PCV13) และ 15 สายพันธุ์ (PCV15) หรือ 20 สายพันธุ์ ซึ่งกุมารแพทย์แนะนำให้ฉีดตั้งแต่เด็กอายุยังน้อย เริ่มต้นได้ตั้งแต่ช่วงอายุ 2 เดือน โดยมีตารางการฉีดตามช่วงอายุ ดังนี้

  • เข็มที่ 1: ฉีดเมื่ออายุ 2 เดือน
  • เข็มที่ 2: ฉีดเมื่ออายุ 4 เดือน
  • เข็มที่ 3: ฉีดเมื่ออายุ 6 เดือน
  • เข็มกระตุ้นเข็มที่ 4: ฉีดเมื่ออายุ 12 ถึง 15 เดือน

สำหรับเด็กที่โตกว่านี้แต่ยังไม่เคยได้รับวัคซีน สามารถปรึกษากุมารแพทย์เพื่อรับคำแนะนำเกี่ยวกับจำนวนเข็มที่เหมาะสมตามช่วงอายุ นอกจากวัคซีนแล้ว การรักษาสุขอนามัยพื้นฐาน เช่น การล้างมือบ่อยๆ การสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่แออัด การเลี่ยงการพาเด็กเล็กไปสถานที่เสี่ยงในช่วงที่มีโรคระบาด และการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นานอย่างน้อย 6 เดือน ล้วนเป็นปัจจัยเสริมที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติที่แข็งแกร่งให้กับลูกน้อย

ข้อควรระวังทางการแพทย์: วัคซีนไอพีดีอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงเฉพาะที่ เช่น อาการบวม แดง เจ็บ บริเวณที่ฉีด หรือมีไข้ต่ำๆ งอแง ซึ่งเป็นอาการปกติที่สามารถหายได้เองภายใน 1 ถึง 2 วัน ผู้ปกครองสามารถให้ยาลดไข้และประคบเย็นเบาๆ บริเวณที่ฉีดได้

สรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

  • ทำความเข้าใจว่าเชื้อนิวโมคอคคัสเป็นสาเหตุของโรคปอดบวมและหูอักเสบที่รุนแรง
  • พาบุตรหลานมารับวัคซีนไอพีดี (IPD Vaccine) ให้ครบตามกำหนดตั้งแต่ช่วงวัยทารก
  • สังเกตอาการเตือนอันตราย เช่น ไข้สูงไม่ลด ซึม หอบเหนื่อย และรีบพบแพทย์ทันที
  • ดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล ล้างมือสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงพื้นที่แออัด
  • งดการซื้อยาปฏิชีวนะให้เด็กทานเอง และปรึกษาแพทย์เฉพาะทางทุกครั้งเมื่อเด็กมีอาการผิดปกติ
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down