อาการลูกเบ่งจนหน้าแดงแต่ถ่ายนิ่ม ปัญหากวนใจที่คุณหมอพบบ่อย
คุณพ่อคุณแม่หลายท่านเคยเผชิญกับสถานการณ์ที่ลูกน้อยวัยแรกเกิดส่งเสียงครางฮือๆ หน้าดำหน้าแดง มือเท้าเกร็ง และพยายามเบ่งอุจจาระอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่นานหลายนาที บางครั้งอาจส่งเสียงร้องไห้เหมือนกำลังเจ็บปวด แต่เมื่ออุจจาระออกมากลับพบว่ามีลักษณะเหลวนิ่มปนมีสีเหลืองทองตามปกติ อาการที่ดูเหมือนลูกกำลังทรมานนี้มักสร้างความกังวลใจจนนำไปสู่ความเข้าใจผิดว่าลูกกำลังท้องผูกอย่างรุนแรง
ในทางการแพทย์ อาการดังกล่าวเรียกว่า ภาวะเบ่งอุจจาระลำบากในทารก (Infant Dyschezia) ซึ่งไม่ใช่โรค และไม่ได้เกิดจากอาการท้องผูกอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการทางร่างกายของทารกที่ยังเติบโตไม่เต็มที่เท่านั้น
กลไกการทำงานของกล้ามเนื้ออุจจาระที่ยังไม่ประสานกันในทารก
เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจน ต้องอธิบายก่อนว่ากระบวนการขับถ่ายอุจจาระตามธรรมชาติของมนุษย์เรานั้น จำเป็นต้องอาศัยการทำงานที่ประสานกันอย่างเป็นระบบของกล้ามเนื้อสองส่วนหลักๆ คือ:
- กล้ามเนื้อหน้าท้อง: ทำหน้าที่หดตัวเพื่อเพิ่มแรงดันในช่องท้อง (การออกแรงเบ่ง)
- กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานและหูรูดทวารหนัก: ทำหน้าที่คลายตัวเพื่อเปิดทางให้อุจจาระเคลื่อนตัวผ่านออกไป
ในเด็กทารกแรกเกิด ระบบประสาทและกล้ามเนื้อยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ ทำให้กล้ามเนื้อทั้งสองส่วนนี้ยังทำงานไม่ประสานกัน เมื่อทารกรับรู้ถึงแรงดันในทวารหนักและต้องการขับถ่าย ทารกจะออกแรงเบ่งโดยการเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้อง แต่ในขณะเดียวกันกลับเผลอเกร็งกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนักปิดเอาไว้ด้วย เปรียบเสมือนการเหยียบคันเร่งเพื่อขับรถไปข้างหน้าในขณะที่ยังดึงเบรกมือค้างไว้ ผลลัพธ์คือทารกต้องใช้แรงเบ่งอย่างมหาศาลจนหน้าดำหน้าแดง แต่ก็ยังถ่ายไม่ออกจนกว่าจะเรียนรู้วิธีคลายกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนักได้สำเร็จ
วิธีแยกแยะระหว่างอาการท้องผูกจริงกับการเบ่งตามพัฒนาการ
การแยกแยะระหว่างภาวะเบ่งอุจจาระลำบากในทารกออกจากอาการท้องผูกจริงนั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งเพื่อหลีกเลี่ยงการรักษาที่เกินความจำเป็น โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตความแตกต่างได้ดังนี้:
1. ลักษณะของอุจจาระ
นี่คือเกณฑ์การตัดสินที่สำคัญที่สุด หากเป็น ภาวะเบ่งอุจจาระลำบากในทารก อุจจาระที่ขับถ่ายออกมาจะต้องมีลักษณะนิ่ม เหลว หรือเป็นเนื้อครีมตามปกติ ไม่มีก้อนแข็ง แต่หากเป็น อาการท้องผูกจริง อุจจาระจะมีลักษณะแห้ง แข็ง เป็นเม็ดเกลี้ยงคล้ายมูลแพะ หรือเป็นก้อนใหญ่ปนแข็งจนทำให้เกิดแผลฉีกขาดที่ขอบทวารหนัก
2. อาการร่วมทางร่างกาย
ในภาวะเบ่งอุจจาระลำบาก ทารกจะมีอาการเบ่งและร้องกวนเฉพาะในช่วงเวลาที่พยายามจะขับถ่ายเท่านั้น (ประมาณ 10-20 นาทีก่อนถ่าย) แต่หลังจากถ่ายเสร็จแล้ว ทารกจะกลับมาร่าเริง ดูดนมได้ดี และมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นตามเกณฑ์ปกติ ในทางตรงกันข้าม หากเป็นอาการท้องผูกจริง เด็กมักจะมีอาการท้องอืด แน่นท้อง งอแงตลอดวัน ไม่อยากดูดนม และอาจมีอาการอาเจียนร่วมด้วย
ระยะเวลาที่ภาวะนี้จะค่อยๆ หายไปเองตามธรรมชาติ
ความกังวลใจหลักของคุณพ่อคุณแม่คือภาวะนี้จะดำเนินไปนานแค่ไหน ข่าวดีก็คือภาวะเบ่งอุจจาระลำบากในทารกเป็นอาการที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราวและสามารถหายได้เองตามธรรมชาติ โดยทั่วไปอาการมักจะเริ่มปรากฏในช่วงอายุประมาณ 2-3 สัปดาห์หลังคลอด และจะค่อยๆ ดีขึ้นจนหายสนิทเมื่อทารกมีอายุประมาณ 3-4 เดือน
เมื่อระบบประสาทและกล้ามเนื้อของทารกได้รับการพัฒนาจนสมบูรณ์ ทารกจะเริ่มเรียนรู้และจับจังหวะได้เองว่าเมื่อใดที่ต้องเบ่งหน้าท้องพร้อมกับคลายกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนักไปพร้อมกัน หลังจากนั้น อาการเบ่งจนหน้าดำหน้าแดงและร้องไห้กวนก็จะหมดไปเองโดยไม่ต้องรับการรักษาใดๆ
คำแนะนำสำหรับคุณพ่อคุณแม่ในการเฝ้าสังเกตโดยไม่ต้องสวนทวาร
เมื่อเห็นลูกเบ่งจนดูทรมาน สัญชาตญาณของพ่อแม่อาจอยากหาวิธีช่วยให้ลูกถ่ายออกมาได้เร็วที่สุด เช่น การใช้ยาเหน็บหรือการสวนทวารหนัก แต่ในความจริงแล้ว แพทย์ไม่แนะนำให้ทำการสวนทวารหนักแก่ทารกที่มีภาวะนี้โดยเด็ดขาด เนื่องจากสาเหตุหลักไม่ใช่เพราะอุจจาระแข็งจนถ่ายไม่ออก แต่เกิดจากทารกยังเรียนรู้วิธีขับถ่ายไม่สำเร็จ การสวนทวารนอกจากจะขัดขวางกระบวนการเรียนรู้ตามธรรมชาติของร่างกายลูกแล้ว ยังอาจทำให้ทารกเคยชินกับการต้องมีสิ่งกระตุ้นภายนอกถึงจะขับถ่ายได้ และอาจก่อให้เกิดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อทวารหนักที่ยังบอบบางมากอีกด้วย
แนวทางการดูแลที่ถูกต้องและปลอดภัยที่คุณพ่อคุณแม่สามารถทำได้มีดังนี้:
การปล่อยให้ทารกได้เรียนรู้วิธีการควบคุมกล้ามเนื้อด้วยตนเอง โดยมีคุณพ่อคุณแม่คอยประคับประคองอย่างเข้าใจ คือหนทางรักษาที่ดีที่สุดของภาวะนี้
- ทำใจให้สบายและเฝ้าสังเกตอย่างสงบ: เข้าใจว่าอาการหน้าดำหน้าแดงเป็นเพียงพัฒนาการปกติ ไม่ใช่ความเจ็บป่วยรุนแรง การโอบกอดและส่งเสียงปลอบโยนเบาๆ จะช่วยลดความเครียดของทารกได้
- ช่วยนวดท้องเบาๆ: นวดวนรอบสะดือตามเข็มนาฬิกา (ท่า I Love You) เพื่อช่วยกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้
- ทำท่าปั่นจักรยานอากาศ: จับขาของทารกขยับขึ้นลงเบาๆ คล้ายการปั่นจักรยาน ท่านี้จะช่วยเพิ่มแรงดันในช่องท้องและช่วยให้ลมในท้องระบายออกได้ง่ายขึ้น
- เฝ้าระวังสัญญาณเตือนที่ต้องพบแพทย์: หากพบว่าอุจจาระมีลักษณะแข็งเป็นก้อน มีเลือดปน ลูกท้องอืดตึงตลอดเวลา มีอาการอาเจียน น้ำหนักตัวลด หรือไม่ยอมดูดนม ควรรีบพาลูกไปพบกุมารแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด เพราะอาจเป็นอาการของโรคระบบทางเดินอาหารอื่นๆ ที่แท้จริง