รับมืออาการท้องอืดแน่นท้องในทารกแรกเกิดอย่างถูกวิธี
เสียงร้องไห้โยเยในช่วงกลางดึกพร้อมกับอาการดิ้นขลุกขลิก พยายามงอเข่าเข้าหาหน้าท้อง เป็นสัญญาณเตือนที่พบบ่อยมากในทารกแรกเกิดถึงหนึ่งขวบปีแรก อาการท้องอืดแน่นท้องมักสร้างความกังวลใจให้คุณพ่อคุณแม่ไม่น้อย เนื่องจากระบบย่อยอาหารของทารกยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ ลำไส้ยังบีบตัวไม่ประสานกันดี อีกทั้งพฤติกรรมการดูดนมไม่ว่าจะเป็นจากเต้าหรือจากขวดล้วนทำให้กลืนลมเข้าไปในทางเดินอาหารได้ง่าย การเข้าใจกลไกทางกายวิภาคและการรู้วิธีบรรเทาอาการอย่างถูกต้อง จะช่วยให้เจ้าตัวเล็กสบายตัวขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งพายาเคมีโดยไม่จำเป็น
วิธีนวดท้องทารกแก้ท้องอืด ตามหลักกายวิภาคศาสตร์ (I Love U Massage)
หนึ่งในวิธีที่ได้รับการยอมรับทางการแพทย์ว่าช่วยกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ได้อย่างมีประสิทธิภาพคือ วิธีนวดท้องทารกแก้ท้องอืด ด้วยเทคนิค "I Love U" ซึ่งเป็นการนวดตามแนวการไหลเวียนของลำไส้ใหญ่เพื่อไล่แก๊สและอุจจาระที่คั่งค้างให้ออกไปตามเส้นทางธรรมชาติ
ขั้นตอนการเตรียมตัวก่อนเริ่มนวด
- ทิ้งระยะหลังมื้อนม: ห้ามนวดทันทีหลังลูกเพิ่งอิ่มนมเสร็จ ควรเว้นระยะเวลาอย่างน้อย 45 ถึง 60 นาที เพื่อป้องกันการอาเจียนหรือแหวะนม
- สร้างสัมผัสที่อบอุ่น: ล้างมือให้สะอาดและถูฝ่ามือทั้งสองข้างเข้าด้วยกันให้อุ่นก่อนสัมผัสตัวลูก อาจใช้เบบี้ออยล์หรือโลชั่นสูตรอ่อนโยนทาบางๆ เพื่อลดแรงเสียดทานผิว
- สบตาและพูดคุย: จัดท่าทางให้ลูกนอนหงายในบรรยากาศที่เงียบสงบ อุณหภูมิห้องกำลังพอดี พูดคุยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเพื่อให้ลูกรู้สึกผ่อนคลาย
ขั้นตอนการนวดแบบ I Love U
การนวดจะเริ่มจากมุมมองเมื่อเรามองตรงไปที่หน้าท้องของลูก (ด้านซ้ายของลูกจะอยู่ขวามือของเรา และด้านขวาของลูกจะอยู่ซ้ายมือของเรา)
- ท่าตัว I (เขียนอักษร I ลงไปตรงๆ): ใช้ปลายนิ้วชี้และนิ้วกลางลากจากใต้ชายโครงด้านซ้ายของลูก ลงมาตรงๆ จนถึงบริเวณท้องน้อยด้านซ้าย ท่านี้เป็นการช่วยไล่ลมในลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย (Descending Colon) ทำซ้ำประมาณ 5-10 ครั้ง
- ท่าตัว L (เขียนอักษร L คว่ำหัว): เริ่มลากนิ้วจากใต้ชายโครงด้านขวาของลูก ข้ามมายังชายโครงด้านซ้าย แล้วลากลงตรงๆ ไปยังท้องน้อยด้านซ้าย ท่านี้เป็นการกระตุ้นลำไส้ใหญ่ส่วนขวาง (Transverse Colon) ทำซ้ำ 5-10 ครั้ง
- ท่าตัว U (เขียนอักษร U คว่ำหัว): เริ่มจากท้องน้อยด้านขวาของลูก ลากนิ้วขึ้นไปข้างบนจนถึงใต้ชายโครงขวา เลี้ยวข้ามมายังใต้ชายโครงซ้าย แล้วลากลงไปยังท้องน้อยด้านซ้าย ท่านี้เป็นการกระตุ้นตั้งแต่จุดเริ่มต้นของลำไส้ใหญ่ส่วนต้น (Ascending Colon) ทำซ้ำ 5-10 ครั้ง
ข้อควรระวัง: ระหว่างการนวดควรลงน้ำหนักมืออย่างนุ่มนวลและสม่ำเสมอ หากลูกเกร็งหน้าท้อง ร้องไห้ต้านมือ หรือแสดงอาการเจ็บปวด ให้หยุดนวดทันที
การทำท่าบริหารขาถีบจักรยานอากาศ (Bicycle Legs Exercise)
นอกจากการนวดท้องแล้ว การทำท่าบริหารขาร่วมด้วยจะช่วยสร้างแรงดันในช่องท้องอย่างอ่อนโยน ช่วยบีบไล่แก๊สที่สะสมอยู่ในลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ให้ออกมาทางทวารหนักได้ง่ายขึ้น
- ท่าถีบจักรยาน: ให้จับบริเวณข้อเท้าหรือใต้ข้อพับเข่าของลูกอย่างเบามือ ค่อยๆ ดันข้อเข่าข้างหนึ่งของลูกงอเข้าหาหน้าท้องอย่างช้าๆ ในขณะที่ขาอีกข้างเหยียดตรง จากนั้นสลับขาทั้งสองข้างไปมาคล้ายกับการปั่นจักรยาน ทำติดต่อกันประมาณ 10-15 รอบ
- ท่ากดเข่าชิดอก (Double Knee Press): จับเข่าทั้งสองข้างของลูกงอเข้าหาหน้าท้องพร้อมๆ กัน กดเข้าหาหน้าท้องเบาๆ ค้างไว้ประมาณ 3-5 วินาที แล้วค่อยๆ เหยียดขาลูกออกตรง ท่านี้จะช่วยเปิดหูรูดทวารหนักและระบายลมได้อย่างดีเยี่ยม
อันตรายจากการสวนอุจจาระและยาสวนทวารในทารก
เมื่อลูกมีอาการท้องอืด ร้องงอแง หรือไม่ถ่ายอุจจาระหลายวัน คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจรู้สึกร้อนใจจนอยากใช้ยาเหน็บก้น ยาสวนทวาร หรือแม้กระทั่งการใช้คอตตอนบัดชุบออยล์สวนก้นให้ลูก ทว่าในทางการแพทย์กุมารเวชศาสตร์ ไม่แนะนำให้ทำการสวนอุจจาระเองที่บ้านโดยเด็ดขาด เว้นแต่จะอยู่ภายใต้คำสั่งและการดูแลของแพทย์เฉพาะทางด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้
การสวนทวารบ่อยครั้งจะทำลายกลไกการขับถ่ายตามธรรมชาติของทารก ร่างกายจะเกิดความเคยชินกับการต้องมีสิ่งกระตุ้นจากภายนอก ส่งผลให้ลำไส้ขี้เกียจและกลายเป็นภาวะท้องผูกเรื้อรังเมื่อเติบโตขึ้น
- เสี่ยงต่อการบาดเจ็บทางกายภาพ: ผนังทวารหนักและเนื้อเยื่อรอบๆ ของทารกแรกเกิดมีความบอบบางและบางมาก การสอดใส่ปลายหลอดยาสวนหรือวัตถุใดๆ อาจทำให้เกิดแผลฉีกขาด เลือดออก หรือในกรณีร้ายแรงอาจส่งผลให้ลำไส้ทะลุได้
- ภาวะเกลือแร่ในร่างกายเสียสมดุล: ยาสวนอุจจาระบางชนิดมีส่วนประกอบของฟอสเฟตหรือสารเคมีที่อาจดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดของทารกอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ระดับเกลือแร่ในร่างกายแปรปรวน เป็นอันตรายต่อการทำงานของไตและหัวใจ
- การรบกวนจุลินทรีย์ในลำไส้: การสวนล้างบ่อยๆ จะชะล้างกลุ่มจุลินทรีย์สุขภาพ (Probiotics) ที่กำลังก่อตัวในลำไส้ของทารก ส่งผลเสียต่อระบบภูมิคุ้มกันและระบบย่อยอาหารในระยะยาว
การปรับพฤติกรรมเพื่อป้องกันลมในกระเพาะอาหาร
การแก้ไขที่ต้นเหตุของแก๊สส่วนเกินในทางเดินอาหารเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ซึ่งสามารถทำได้ง่ายๆ ผ่านการปรับพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตประจำวัน
- จัดท่าให้นมอย่างถูกต้อง: หากดูดนมแม่ ต้องให้ลูกอมหัวนมให้ลึกถึงลานนมเพื่อป้องกันการดูดเอาอากาศเข้าไป หากดูดนมขวด ควรเลือกขนาดจุกนมที่เหมาะสมกับวัย และเอียงขวดนมให้มีน้ำนมเต็มจุกเสมอเพื่อไม่ให้ลูกดูดลม
- ไล่ลมทุกครั้งหลังมื้ออาหาร: จับลูกอุ้มเรอทุกครั้งหลังอิ่มนม โดยใช้วิธีอุ้มพาดบ่าแล้วลูบหลังขึ้นเบาๆ หรือจับนั่งบนตัก ใช้มือประคองคางแล้วลูบหลังสลับกับการตบหลังเบาๆ นานประมาณ 10-15 นาที แม้ลูกจะหลับไปแล้วก็ควรจับเรอเพื่อป้องกันอาการแน่นท้องกลางดึก
- ฝึก Tummy Time (การนอนคว่ำ): ในช่วงเวลาที่ลูกตื่นและมีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด การให้ลูกนอนคว่ำจะช่วยกดนวดหน้าท้องตามธรรมชาติ ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อคอและหลัง และช่วยระบายแก๊สในลำไส้ได้เป็นอย่างดี
หากคุณพ่อคุณแม่ได้ทดลองปรับพฤติกรรม นวดท้อง และทำท่าบริหารตามขั้นตอนข้างต้นแล้ว แต่อาการท้องอืดของลูกยังไม่ดีขึ้น ร่วมกับมีอาการเตือนอันตราย เช่น ลูกอาเจียนเป็นสีเขียวหรือสีเหลือง ท้องอืดตึงเป่งจนเห็นเส้นเลือดดำชัดเจน ไม่ถ่ายอุจจาระและไม่มีการผายลมเลย หรือร้องไห้กวนโยเยไม่สามารถปลอบให้สงบได้ ควรรีบพาลูกน้อยมาพบกุมารแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดและรับการรักษาที่ถูกต้องต่อไป