ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ค่ำคืนที่เงียบสงัดกับเสียงหายใจที่ขาดหาย: สัญญาณเตือนที่พ่อแม่ต้องรู้

กลางดึกคืนหนึ่ง ขณะที่เฝ้ามองลูกน้อยหลับใหลอย่างมีความสุข คุณพ่อคุณแม่อาจเคยเผชิญกับสถานการณ์ที่ทำให้หัวใจแทบหยุดเต้น เมื่อจู่ๆ เสียงลมหายใจที่เคยสม่ำเสมอของลูกกลับเงียบหายไปดื้อๆ ทรวงอกไม่มีการเคลื่อนไหวอยู่หลายวินาที ก่อนที่ลูกจะสะดุ้งเฮือกหรือสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วกลับมาหายใจตามปกติอีกครั้ง อาการเหล่านี้คืออะไร และเมื่อใดที่จัดว่าเป็นภาวะอันตรายที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน

ในทางการแพทย์ อาการหายใจสะดุดหรือหยุดหายใจชั่วขณะในเด็กเล็ก โดยเฉพาะกลุ่มทารกแรกเกิดจนถึงขวบปีแรก สามารถแบ่งออกได้เป็นสองลักษณะใหญ่ๆ ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงระหว่างพฤติกรรมตามธรรมชาติและภาวะที่เป็นโรคจริง

ลักษณะการหายใจสะดุดและภาวะ ทารกหยุดหายใจขณะหลับ

ทารกแรกเกิดมักมีรูปแบบการหายใจที่เรียกว่า "การหายใจเป็นระยะ" (Periodic Breathing) ซึ่งเป็นการทำงานของระบบประสาทส่วนกลางที่ควบคุมการหายใจที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทารกจะหายใจเร็วสลับช้า และอาจมีช่วงที่หยุดหายใจไปประมาณ 5 ถึง 10 วินาที จากนั้นจะกลับมาหายใจถี่ขึ้นชั่วครู่โดยไม่มีอาการผิดปกติอื่นๆ เช่น ปากเขียวหรือตัวอ่อนปวกเปียก ซึ่งลักษณะนี้ถือเป็นเรื่องปกติและจะค่อยๆ หายไปเองเมื่อลูกอายุได้ 6 เดือน

อย่างไรก็ตาม หากเป็นการหยุดหายใจที่ผิดปกติ หรือภาวะ ทารกหยุดหายใจขณะหลับ (Infant Sleep Apnea) จะมีลักษณะที่รุนแรงและยาวนานกว่า โดยแบ่งออกเป็น:

  • ภาวะหยุดหายใจชนิดอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea): เกิดจากการอุดกั้นของทางเดินหายใจส่วนต้น เช่น ต่อมทอนซิลหรืออะดีนอยด์โต ช่องคอแคบ หรือโครงสร้างใบหน้าผิดปกติ แม้สมองจะสั่งการให้หายใจและทรวงอกยังขยับ แต่ลมหายใจไม่สามารถผ่านเข้าไปได้
  • ภาวะหยุดหายใจชนิดส่วนกลาง (Central Sleep Apnea): เกิดจากสมองส่วนควบคุมการหายใจยังพัฒนาไม่เต็มที่ หรือทำงานผิดปกติ ทำให้ไม่มีการสั่งการให้กล้ามเนื้อทรวงอกขยับเพื่อหายใจชั่วคราว

ผลกระทบต่อระดับออกซิเจนในกระแสเลือดของลูกยามค่ำคืน

เมื่อทารกหยุดหายใจเป็นเวลานานเกินไป จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบไหลเวียนโลหิตและสมอง เนื่องจากระดับออกซิเจนในกระแสเลือดจะลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว (Oxygen Desaturation) ขณะเดียวกันก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดจะสะสมเพิ่มขึ้น

ภาวะออกซิเจนในเลือดต่ำอย่างเรื้อรังในช่วงเวลานอนหลับเปรียบเสมือนภัยเงียบที่คอยทำลายเซลล์สมองของลูกน้อยทีละน้อยโดยที่พ่อแม่ไม่รู้ตัว

การขาดออกซิเจนเป็นช่วงๆ ระหว่างนอนหลับส่งผลเสียต่อพัฒนาการของทารกในหลายด้าน ดังนี้:

  • รบกวนการหลั่งโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone): ฮอร์โมนที่ช่วยในการเจริญเติบโตจะหลั่งได้ดีที่สุดในช่วงที่หลับสนิท (Deep Sleep) แต่การหยุดหายใจจะทำให้ลูกสะดุ้งตื่นหรือตกใจตื่นบ่อยครั้ง ส่งผลให้ร่างกายแคระแกร็นและเติบโตช้ากว่าเกณฑ์
  • ผลกระทบต่อพัฒนาการทางสมองและสติปัญญา: สมองของทารกต้องการออกซิเจนอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างเส้นใยประสาท การขาดออกซิเจนสะสมอาจส่งผลต่อการเรียนรู้ สมาธิ และพฤติกรรมในอนาคต
  • ภาระต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด: ร่างกายต้องพยายามบีบตัวหัวใจให้เร็วขึ้นเพื่อชดเชยออกซิเจนที่ขาดหายไป อาจนำไปสู่ภาวะความดันโลหิตในปอดสูงและความผิดปกติของหัวใจได้

วิธีการจับเวลาและสังเกตอาการหยุดหายใจอย่างถูกต้อง

เมื่อพบว่าลูกนอนนิ่งและดูเหมือนไม่หายใจ สิ่งสำคัญที่สุดคือการตั้งสติและปฏิบัติตามขั้นตอนการสังเกตอาการดังต่อไปนี้:

1. สังเกตการเคลื่อนไหวของทรวงอกและหน้าท้อง

ดูว่าหน้าอกหรือหน้าท้องของลูกมีการยกขึ้นลงหรือไม่ หากไม่มีการเคลื่อนไหวแสดงว่าไม่มีการพยายามหายใจ

2. จับเวลาอย่างแม่นยำ

ใช้โทรศัพท์มือถือหรือนาฬิกาที่มีเข็มวินาทีในการจับเวลา ห้ามคาดเดาด้วยความรู้สึกเนื่องจากเวลาในขณะที่ตกใจมักจะรู้สึกยาวนานกว่าความเป็นจริง หากลูกหยุดหายใจนานเกิน 15 ถึง 20 วินาที ถือว่าเป็นสัญญาณอันตราย

3. ประเมินสีผิวและปฏิกิริยาตอบสนอง

สังเกตบริเวณรอบริมฝีปาก ปลายมือ ปลายเท้า และใบหน้าว่ามีสีซีด เขียวคล้ำ หรือม่วงหรือไม่ รวมถึงทดลองสะกิดหรือขยับตัวลูกเบาๆ เพื่อดูการตอบสนอง

4. บันทึกวิดีโอ

หากทำได้และลูกยังปลอดภัยดี ให้ใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายวิดีโอขณะที่ลูกมีอาการหายใจสะดุดหรือมีเสียงกรนแปลกๆ ไว้ ความยาวประมาณ 1-2 นาที วิดีโอนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับกุมารแพทย์ในการวินิจฉัยโรค

แนวทางการปฐมพยาบาลเบื้องต้นและการเข้าพบแพทย์เร่งด่วน

หากพบว่าทารกหยุดหายใจชั่วขณะ คุณพ่อคุณแม่ควรปฏิบัติตามแนวทางแก้ไขตามลำดับความรุนแรงดังนี้:

การปฐมพยาบาลเบื้องต้น

เมื่อสังเกตเห็นลูกหยุดหายใจแต่สีผิวยังปกติ ให้ใช้วิธีกระตุ้นเบาๆ โดยการลูบหลัง ลูบตัว หรือใช้นิ้วเขี่ยที่ฝ่าเท้าของลูกเบาๆ เพื่อกระตุ้นให้ระบบประสาทตื่นตัวและกลับมาหายใจเอง ข้อควรระวังที่สำคัญที่สุดคือ ห้ามเขย่าตัวทารกอย่างรุนแรงเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บในสมองอย่างรุนแรง (Shaken Baby Syndrome)

อาการเตือนภัยสีแดงที่ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันที

หากพบอาการข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้ ให้รีบนำส่งห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที:

  • ลูกหยุดหายใจนานกว่า 20 วินาทีขึ้นไป
  • ผิวหนังบริเวณริมฝีปาก ใบหน้า หรือลำตัวเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำหรือซีดเผือด
  • กระตุ้นแล้วลูกไม่ตอบสนอง ตัวอ่อนปวกเปียก หรือหมดสติ
  • มีอาการชักเกร็ง ร่วมกับการหยุดหายใจ

ภาวะทางเดินหายใจติดขัดและหยุดหายใจขณะหลับในเด็กนั้นไม่ใช่เรื่องที่ควรละเลย การหมั่นสังเกตพฤติกรรมการนอนของลูกน้อยอย่างใกล้ชิดและเข้าพบกุมารแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัย (เช่น การตรวจคุณภาพการนอนหลับ หรือ Sleep Test) ตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยปกป้องพัฒนาการทางสมองและมอบค่ำคืนที่ปลอดภัยให้แก่ลูกรักได้อย่างยั่งยืน

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด

คลินิกกุมารเวชกรรมโดยแพทย์เฉพาะทาง ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ศูนย์รวมวัคซีน ตรวจสุขภาพ พร้อมเครื่องมือที่ทันสมัย สะอาด ปลอดภัย สำหรับทุกคนในครอบครัว

แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพที่คุณต้องการ หรือเลือกดูตามหมวดหมู่

🐻 แชทคุยกับคุณหมอนะคะ