ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เลือดออกในทางเดินอาหารทารกจากสาเหตุอื่นๆ: การติดเชื้อ ความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด และลำไส้อักเสบเฉพาะ

ภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารของทารกแรกเกิดเป็นอาการที่น่ากังวลสำหรับทั้งผู้ปกครองและบุคลากรทางการแพทย์ แม้ว่าสาเหตุที่พบบ่อยบางประการจะรวมถึงรอยแยกทวารหนักหรือการแพ้โปรตีนนมวัว บทความนี้จะมุ่งเน้นไปที่สาเหตุอื่นๆ ที่สำคัญและซับซ้อนน้อยกว่า ซึ่งได้แก่ การติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร ภาวะเลือดออกผิดปกติแต่กำเนิด และลำไส้อักเสบเฉพาะ ซึ่งล้วนต้องการการวินิจฉัยและการจัดการที่เหมาะสมเพื่อลดความเสี่ยงต่อทารก

1. การติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารจากแบคทีเรีย, ลำไส้อักเสบจากยาหรือสารเคมี และติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่

1.1 การติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารจากแบคทีเรีย

การติดเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินอาหารเป็นสาเหตุสำคัญของเลือดออกในทารก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทารกที่มีภูมิคุ้มกันยังไม่สมบูรณ์ แบคทีเรียก่อโรคเหล่านี้สามารถสร้างความเสียหายต่อเยื่อบุลำไส้โดยตรง ทำให้เกิดการอักเสบ แผล และการเพิ่มขึ้นของการซึมผ่านของหลอดเลือดฝอย ส่งผลให้มีเลือดออกปนออกมากับอุจจาระ

  • เชื้อก่อโรคที่พบบ่อย: เชื้อแบคทีเรียกลุ่ม Salmonella, Shigella, Campylobacter และ Escherichia coli (โดยเฉพาะสายพันธุ์ที่สร้างสารพิษ Shiga เช่น EHEC) เป็นสาเหตุสำคัญ
  • กลไกการเกิดเลือดออก: เชื้อเหล่านี้อาจสร้างสารพิษที่ทำลายเซลล์เยื่อบุลำไส้ ทำให้เกิดการอักเสบอย่างรุนแรง และอาจนำไปสู่ภาวะลำไส้ขาดเลือดเฉพาะที่ หรือในบางกรณีอาจเกิดภาวะเม็ดเลือดแดงแตกและไตวายเฉียบพลัน (Hemolytic Uremic Syndrome - HUS) จาก EHEC
  • อาการร่วม: นอกจากเลือดปนในอุจจาระแล้ว ทารกมักมีอาการถ่ายเหลวเป็นน้ำหรือมีมูก ไข้ อาเจียน และปวดท้อง

1.2 ลำไส้อักเสบจากยาหรือสารเคมี

ลำไส้อักเสบที่เกิดจากยาหรือสารเคมีอาจเป็นอีกหนึ่งสาเหตุของเลือดออกในทางเดินอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทารกแรกเกิดที่มีความไวต่อสารภายนอกสูง

  • ยาที่เกี่ยวข้อง: ยาบางชนิดที่ทารกได้รับโดยตรง หรือยาที่มารดาได้รับและขับออกทางน้ำนม เช่น ยาต้านอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) หรือยาปฏิชีวนะบางชนิดที่เปลี่ยนแปลงสมดุลของจุลชีพในลำไส้ จนอาจทำให้เกิดการติดเชื้อ Clostridioides difficile (C. difficile) ซึ่งเป็นสาเหตุของลำไส้อักเสบชนิดรุนแรง (Pseudomembranous colitis)
  • สารเคมี: การสัมผัสกับสารเคมีบางชนิดที่ระคายเคืองต่อเยื่อบุทางเดินอาหารโดยบังเอิญก็อาจเป็นสาเหตุได้
  • อาการ: ทารกอาจมีอาการถ่ายเหลว มีมูกเลือดปน ปวดท้อง หรือมีอาการซึม

1.3 ติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ (Juvenile Polyps)

แม้จะพบน้อยในทารกแรกเกิด แต่ติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ (juvenile polyps) ก็สามารถเป็นสาเหตุของเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนล่างได้

  • ลักษณะ: ติ่งเนื้อเหล่านี้มักเป็นเนื้องอกที่ไม่เป็นมะเร็ง มีลักษณะเป็นติ่งยื่นออกมาจากผนังลำไส้ มักพบเป็นติ่งเดี่ยวๆ (solitary polyp) และมีขนาดเล็ก
  • กลไกการเกิดเลือดออก: ผิวของติ่งเนื้อมีความเปราะบาง เมื่อมีการเสียดสีกับอุจจาระขณะขับถ่าย อาจทำให้เกิดการฉีกขาดและมีเลือดออกได้
  • อาการ: เลือดที่ออกมักเป็นเลือดสดปนกับอุจจาระ มักไม่มีอาการปวดท้องหรืออาการผิดปกติอื่นๆ ร่วมด้วย

2. ภาวะเลือดออกผิดปกติแต่กำเนิด และโรคฮีเมอร์เรจิกในทารกแรกเกิดจากการขาดวิตามินเค

2.1 ภาวะเลือดออกผิดปกติแต่กำเนิด

ภาวะเลือดออกผิดปกติแต่กำเนิดเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากความบกพร่องของระบบการแข็งตัวของเลือด ทำให้ร่างกายไม่สามารถสร้างลิ่มเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งอาจส่งผลให้มีเลือดออกในทางเดินอาหารได้

  • โรคที่พบบ่อย: ได้แก่ โรคฮีโมฟีเลีย (Hemophilia A และ B ซึ่งขาด Factor VIII และ IX ตามลำดับ), โรค von Willebrand (vWD) ซึ่งเป็นความผิดปกติของ von Willebrand factor และภาวะเกล็ดเลือดทำงานผิดปกติแต่กำเนิด (congenital platelet function defects)
  • กลไก: ความบกพร่องของปัจจัยการแข็งตัวของเลือดหรือเกล็ดเลือด ทำให้เลือดออกง่ายและหยุดยาก แม้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย หรืออาจเกิดเลือดออกเองได้
  • อาการ: นอกจากเลือดออกในทางเดินอาหารแล้ว ทารกอาจมีเลือดออกตามผิวหนัง (จ้ำเลือด, จุดเลือดออก), เลือดกำเดาไหล, หรือเลือดออกในข้อและกล้ามเนื้อ
  • ประวัติครอบครัว: การมีประวัติครอบครัวเป็นโรคเลือดออกผิดปกติมีความสำคัญในการวินิจฉัย

2.2 โรคฮีเมอร์เรจิกในทารกแรกเกิดจากการขาดวิตามินเค (Vitamin K Deficiency Bleeding - VKDB)

โรคฮีเมอร์เรจิกในทารกแรกเกิด (VKDB หรือในอดีตเรียกว่า Hemorrhagic Disease of the Newborn) เป็นภาวะเลือดออกที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต เกิดจากการขาดวิตามินเค ซึ่งเป็นสารสำคัญในการสังเคราะห์ปัจจัยการแข็งตัวของเลือดบางชนิด (Factor II, VII, IX, X และโปรตีน C, S)

  • กลุ่มเสี่ยง: ทารกแรกเกิดทุกคนมีความเสี่ยง เนื่องจากวิตามินเคสามารถผ่านจากแม่สู่ลูกได้น้อย วิตามินเคในนมแม่มีปริมาณน้อย และลำไส้ของทารกยังไม่มีแบคทีเรียที่สร้างวิตามินเคได้มากพอ นอกจากนี้ ทารกที่มีปัญหาการดูดซึมไขมัน (เช่น โรคตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง หรือภาวะดีซ่านจากการอุดกั้นน้ำดี) หรือมารดาที่ได้รับยาบางชนิดระหว่างตั้งครรภ์ (เช่น ยากันชัก, ยาปฏิชีวนะบางชนิด) ก็มีความเสี่ยงสูงขึ้น
  • ประเภทของ VKDB:
    • Early VKDB: เกิดขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงแรกหลังคลอด สัมพันธ์กับการใช้ยาของมารดาที่รบกวนการทำงานของวิตามินเค
    • Classical VKDB: เกิดขึ้นในช่วง 1-7 วันหลังคลอด มักพบในทารกที่ไม่ได้ฉีดวิตามินเคเมื่อแรกเกิดและได้รับนมแม่เพียงอย่างเดียว
    • Late VKDB: เกิดขึ้นในช่วง 1 สัปดาห์ถึง 6 เดือน มักพบในทารกที่ไม่ได้ฉีดวิตามินเคเมื่อแรกเกิด ได้รับนมแม่ และอาจมีภาวะตับหรือทางเดินน้ำดีผิดปกติที่ส่งผลต่อการดูดซึมวิตามินเค
  • อาการ: เลือดออกอาจเกิดขึ้นได้หลายตำแหน่ง เช่น จากสายสะดือ ผิวหนัง เลือดกำเดาไหล ปัสสาวะปนเลือด หรือที่รุนแรงที่สุดคือเลือดออกในสมองและทางเดินอาหาร
  • การป้องกัน: การให้วิตามินเคฉีดเข้ากล้ามเนื้อแก่ทารกแรกเกิดทุกคนเป็นมาตรฐานเพื่อป้องกันภาวะนี้

3. แนวทางการวินิจฉัย: การตรวจอุจจาระหาเชื้อก่อโรค, การตรวจเลือดประเมินปัจจัยการแข็งตัวของเลือด และการคัดกรองทารกแรกเกิดกลุ่มเสี่ยง

การวินิจฉัยสาเหตุของเลือดออกในทางเดินอาหารทารกต้องอาศัยการซักประวัติอย่างละเอียด การตรวจร่างกาย และการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่เหมาะสม

3.1 การซักประวัติและตรวจร่างกาย

  • ประวัติ: สอบถามเกี่ยวกับลักษณะของเลือดที่ออก (สี ปริมาณ การปนกับอุจจาระ), อาการร่วม (ไข้, อาเจียน, ถ่ายเหลว, ปวดท้อง, ซึม), ประวัติการรับประทานอาหาร (นมแม่, นมผสม), ยาที่มารดาใช้ระหว่างตั้งครรภ์/ให้นมบุตร, ประวัติการฉีดวิตามินเคเมื่อแรกเกิด, ประวัติครอบครัวเกี่ยวกับโรคเลือดออกง่าย
  • ตรวจร่างกาย: ประเมินภาวะซีด, สัญญาณชีพ, การคลำช่องท้อง, การตรวจทวารหนักเพื่อหาแผลหรือติ่งเนื้อ

3.2 การตรวจอุจจาระ

  • การตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระ (Fecal occult blood test): เพื่อยืนยันว่ามีเลือดปนในอุจจาระจริง
  • การเพาะเชื้ออุจจาระ (Stool culture): เพื่อระบุเชื้อแบคทีเรียก่อโรค เช่น Salmonella, Shigella, Campylobacter
  • การตรวจหา Clostridioides difficile toxin: หากสงสัยลำไส้อักเสบจาก C. difficile โดยเฉพาะในทารกที่ได้รับยาปฏิชีวนะ
  • การตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ (Microscopic examination): เพื่อดูเซลล์เม็ดเลือดแดง, เม็ดเลือดขาว และปรสิต

3.3 การตรวจเลือดประเมินปัจจัยการแข็งตัวของเลือด

  • การนับเม็ดเลือดสมบูรณ์ (Complete Blood Count - CBC): ประเมินภาวะซีด, จำนวนเกล็ดเลือด
  • การตรวจการแข็งตัวของเลือด (Coagulation profile):
    • Prothrombin Time (PT) และ International Normalized Ratio (INR): ประเมินการทำงานของปัจจัยการแข็งตัวของเลือดใน extrinsic pathway และ common pathway ซึ่งรวมถึงปัจจัยที่ขึ้นกับวิตามินเค (II, VII, X)
    • Activated Partial Thromboplastin Time (aPTT): ประเมินการทำงานของปัจจัยการแข็งตัวของเลือดใน intrinsic pathway และ common pathway
    • ระดับ Fibrinogen: ประเมินความสามารถในการสร้างลิ่มเลือด
  • การตรวจระดับ Factor assays: หากสงสัยภาวะเลือดออกผิดปกติแต่กำเนิด (เช่น Factor VIII, IX สำหรับฮีโมฟีเลีย)
  • การตรวจระดับวิตามินเค (Plasma Vitamin K level): อาจพิจารณาในบางกรณี แต่ PT/INR มักเป็นตัวบ่งชี้ที่ดีกว่าสำหรับการขาดวิตามินเคที่ส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด

3.4 การคัดกรองทารกแรกเกิดกลุ่มเสี่ยง

  • ประวัติการได้รับวิตามินเค: ทารกที่ไม่ได้รับวิตามินเคเมื่อแรกเกิดถือเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดต่อ VKDB
  • ประวัติการใช้ยาของมารดา: มารดาที่ได้รับยากันชัก, ยาปฏิชีวนะบางชนิด หรือยาต้านการแข็งตัวของเลือดในระหว่างตั้งครรภ์
  • ภาวะสุขภาพของทารก: ทารกที่มีภาวะดีซ่านจากการอุดกั้นน้ำดี (cholestasis), โรคตับ หรือภาวะที่ส่งผลต่อการดูดซึมไขมัน

4. การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ, ยาต้านอักเสบ และแนวทางการป้องกันภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารของทารก

การรักษาเลือดออกในทางเดินอาหารของทารกต้องพิจารณาตามสาเหตุที่แน่ชัด และควรรีบดำเนินการเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง

4.1 การรักษาสาเหตุจำเพาะ

  • การติดเชื้อแบคทีเรีย:
    • ยาปฏิชีวนะ: ให้ยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมตามผลการเพาะเชื้อและความไวของเชื้อก่อโรค
    • การรักษาประคับประคอง: ให้สารน้ำและเกลือแร่ทางหลอดเลือดดำเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ และเฝ้าระวังสัญญาณของการติดเชื้อในกระแสเลือด
  • ลำไส้อักเสบจากยาหรือสารเคมี:
    • หยุดยา/สารเคมี: ระบุและหยุดยาหรือสารเคมีที่สงสัยว่าเป็นสาเหตุ
    • การรักษาประคับประคอง: จัดการกับอาการ ถ่ายเหลว และปวดท้อง
  • ติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่:
    • หากมีเลือดออกต่อเนื่องและเป็นกังวล อาจพิจารณาการส่องกล้องลำไส้ใหญ่เพื่อวินิจฉัยและตัดติ่งเนื้อ (polypectomy)
  • ภาวะเลือดออกผิดปกติแต่กำเนิด:
    • การให้สารทดแทนปัจจัยการแข็งตัวของเลือด: เช่น Factor VIII concentrate สำหรับ Hemophilia A หรือ Factor IX concentrate สำหรับ Hemophilia B
    • การรักษาประคับประคอง: เฝ้าระวังสัญญาณชีพและภาวะแทรกซ้อน
  • โรคฮีเมอร์เรจิกในทารกแรกเกิดจากการขาดวิตามินเค (VKDB):
    • การให้วิตามินเค: ฉีดวิตามินเคทันที (intramuscularly หรือ intravenously)
    • การให้เลือดและส่วนประกอบของเลือด: ในกรณีที่มีเลือดออกรุนแรง อาจพิจารณาให้ Fresh Frozen Plasma (FFP) เพื่อเพิ่มปัจจัยการแข็งตัวของเลือดอย่างรวดเร็ว หรือการให้เม็ดเลือดแดงเข้มข้นหากมีภาวะซีดรุนแรง

4.2 การรักษาประคับประคองทั่วไป

  • การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ: หากทารกมีภาวะขาดน้ำหรือมีเลือดออกมาก
  • การให้เลือด (Blood Transfusion): หากมีภาวะซีดรุนแรงหรือเสียเลือดมาก
  • เฝ้าระวังสัญญาณชีพ: ติดตามอัตราการเต้นของหัวใจ, อัตราการหายใจ, ความดันโลหิต, และระดับออกซิเจนในเลือดอย่างใกล้ชิด

4.3 แนวทางการป้องกันภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารของทารก

  • การให้วิตามินเคแก่ทารกแรกเกิดทุกคน: นี่คือมาตรการที่สำคัญที่สุดในการป้องกัน VKDB ตามมาตรฐานการดูแลทารกแรกเกิด
  • การส่งเสริมสุขอนามัยที่ดี: ล้างมือให้สะอาดก่อนสัมผัสทารกและเตรียมอาหาร เพื่อลดความเสี่ยงของการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร
  • การระมัดระวังการใช้ยา: แพทย์ควรพิจารณาอย่างรอบคอบในการสั่งยาให้กับมารดาให้นมบุตรและทารก โดยคำนึงถึงผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นกับระบบทางเดินอาหาร
  • การสังเกตอาการผิดปกติ: ผู้ปกครองควรสังเกตอุจจาระของทารกอย่างสม่ำเสมอ หากพบเลือดปนในอุจจาระ เลือดสด หรืออุจจาระมีสีดำเข้มคล้ายยางมะตอย ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down