ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

กระบวนการวินิจฉัยภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารของทารก: จากประวัติ การตรวจร่างกาย สู่การตรวจทางห้องปฏิบัติการและรังสีวิทยา

ภาวะเลือดออกในทางเดินอาหาร (Gastrointestinal bleeding) ในทารกเป็นอาการที่สร้างความกังวลอย่างยิ่งแก่ผู้ปกครองและบุคลากรทางการแพทย์ เนื่องจากทารกอาจแสดงอาการที่ไม่จำเพาะและมีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้รวดเร็ว การวินิจฉัยที่ถูกต้องและรวดเร็วจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวางแผนการรักษาที่มีประสิทธิภาพ บทความนี้จะให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับกระบวนการวินิจฉัยภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารของทารก ตั้งแต่ขั้นตอนพื้นฐานจนถึงการตรวจทางห้องปฏิบัติการและรังสีวิทยาที่ซับซ้อนขึ้น

1. ความสำคัญของการซักประวัติอย่างละเอียดและการตรวจร่างกายในทารกที่มีภาวะเลือดออกในทางเดินอาหาร

การเริ่มต้นด้วยการซักประวัติที่ครอบคลุมและการตรวจร่างกายที่ละเอียดถี่ถ้วนเป็นกุญแจสำคัญในการจำกัดวงของสาเหตุที่เป็นไปได้ และประเมินความรุนแรงของภาวะเลือดออก

การซักประวัติ

  • ลักษณะและปริมาณของเลือดที่ออก: สอบถามเกี่ยวกับสี ปริมาณ ความสม่ำเสมอ และความถี่ของการมีเลือดออก รวมถึงลักษณะของอุจจาระที่ปนเลือด
  • อาการร่วม: มีไข้ อาเจียน ถ่ายเหลว ปวดท้อง ท้องอืด ซึมลง หรือรับประทานอาหารลดลงหรือไม่
  • ประวัติการให้อาหาร: ชนิดของนมที่รับประทาน (นมแม่ นมผสม) การเริ่มอาหารเสริม หรือการเปลี่ยนแปลงอาหาร อาจบ่งชี้ถึงภาวะแพ้โปรตีนนมวัว
  • ประวัติการใช้ยา: การได้รับยาบางชนิด เช่น ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) อาจเป็นสาเหตุ
  • ประวัติการคลอดและระยะแรกเกิด: สำหรับทารกแรกเกิด ควรสอบถามประวัติการได้รับวิตามินเค ความเป็นไปได้ในการกลืนเลือดมารดาขณะคลอด หรือภาวะหัวนมแตกของมารดา
  • ประวัติครอบครัว: มีภาวะเลือดออกผิดปกติ หรือโรคทางเดินอาหารอักเสบเรื้อรัง (Inflammatory Bowel Disease) ในครอบครัวหรือไม่

การตรวจร่างกาย

  • การประเมินภาวะทั่วไป: สังเกตความตื่นตัว ภาวะขาดน้ำ หรือสัญญาณของภาวะช็อก เช่น หัวใจเต้นเร็ว ตัวเย็น ซึม
  • สัญญาณชีพ: ตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต อัตราการหายใจ และอุณหภูมิ
  • การตรวจช่องท้อง: คลำหาอาการปวด ท้องอืด คลำพบก้อน หรือฟังเสียงการเคลื่อนไหวของลำไส้
  • การตรวจผิวหนังและเยื่อบุ: สังเกตภาวะซีด (บ่งชี้ภาวะโลหิตจาง) หรือจุดเลือดออกใต้ผิวหนัง (petechiae) ซึ่งอาจบ่งบอกถึงภาวะเลือดออกผิดปกติ
  • การตรวจทวารหนัก: ตรวจดูรอยแตกที่ทวารหนัก (anal fissure) หรือริดสีดวงทวาร (พบได้น้อยในทารก) และประเมินลักษณะของอุจจาระที่ติดถุงมือ

2. การวินิจฉัยแยกโรคจากลักษณะอุจจาระที่แตกต่างกัน: เลือดสด, เลือดปนเมือก และอุจจาระสีดำเข้มคล้ายยางมะตอย (melena)

ลักษณะของเลือดที่ปนในอุจจาระสามารถให้ข้อมูลเบื้องต้นที่เป็นประโยชน์ในการคาดคะเนตำแหน่งของเลือดออก

  • เลือดสด (Hematochezia):

    หมายถึงการมีเลือดสีแดงสดปนออกมากับอุจจาระ ซึ่งมักบ่งชี้ว่ามีเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนล่าง (ลำไส้ใหญ่ ทวารหนัก) หรือเลือดออกปริมาณมากจากส่วนบน

    • สาเหตุที่พบบ่อย:
      • รอยแยกที่ทวารหนัก (Anal fissure): เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดในทารก โดยเฉพาะทารกที่มีอาการท้องผูก
      • ลำไส้อักเสบจากการติดเชื้อ (Infectious colitis): เกิดจากเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส ทำให้เกิดการอักเสบและเลือดออก
      • ภาวะลำไส้อักเสบจากการแพ้อาหาร (Allergic proctocolitis): พบได้บ่อยในทารกที่แพ้โปรตีนนมวัวหรือโปรตีนจากถั่วเหลือง
      • ลำไส้กลืนกัน (Intussusception): อาจทำให้เกิดอุจจาระเป็นมูกเลือดคล้าย “currant jelly stool”
      • ถุงผนังลำไส้ Meckel (Meckel's diverticulum): เป็นความผิดปกติแต่กำเนิดที่อาจมีเนื้อเยื่อกระเพาะอาหารหรือตับอ่อนผิดที่ ทำให้เกิดแผลและเลือดออกได้
  • เลือดปนเมือก (Bloody mucoid stools):

    อุจจาระมีมูกปนเลือด มักบ่งชี้ถึงการอักเสบของเยื่อบุลำไส้

    • สาเหตุ: มักเกิดจากลำไส้อักเสบติดเชื้ออย่างรุนแรง หรือภาวะแพ้อาหาร
  • อุจจาระสีดำเข้มคล้ายยางมะตอย (Melena):

    อุจจาระมีสีดำ เหนียวข้น คล้ายยางมะตอยและมีกลิ่นเหม็นคาวเฉพาะตัว เกิดจากการที่เลือดถูกย่อยโดยเอนไซม์ในทางเดินอาหาร มักบ่งชี้ถึงเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนบน (หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็กส่วนต้น)

    • สาเหตุที่พบบ่อย:
      • การกลืนเลือดมารดา (Swallowed maternal blood): เป็นสาเหตุที่พบบ่อยในทารกแรกเกิดที่กินนมแม่ที่มีหัวนมแตก
      • กระเพาะอาหาร/หลอดอาหารอักเสบ (Gastritis/Esophagitis): อาจเกิดจากการระคายเคือง กรดไหลย้อน หรือแผลจากความเครียด
      • แผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้น (Peptic ulcer disease)
    • ข้อควรระวัง: การรับประทานยาที่มีธาตุเหล็ก หรืออาหารบางชนิด อาจทำให้อุจจาระมีสีดำคล้าย melena ได้

3. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ: การตรวจอุจจาระหาเลือดแฝงและเชื้อก่อโรค, การตรวจเลือดประเมินภาวะโลหิตจางและปัจจัยการแข็งตัวของเลือด

เมื่อได้ข้อมูลจากประวัติและตรวจร่างกายแล้ว การตรวจทางห้องปฏิบัติการจะช่วยยืนยันการมีเลือดออก ประเมินความรุนแรง และค้นหาสาเหตุเฉพาะเจาะจง

การตรวจอุจจาระ

  • การตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระ (Fecal Occult Blood Test, FOBT): เป็นการตรวจยืนยันว่ามีเลือดปนในอุจจาระจริง ช่วยแยกจากอาหารหรือยาที่ทำให้อุจจาระมีสีคล้ายเลือด
  • การเพาะเชื้ออุจจาระ (Stool culture): เพื่อหาเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดลำไส้อักเสบ เช่น Salmonella, Shigella, Campylobacter หรือ E. coli O157:H7
  • การตรวจหาหนอนพยาธิและไข่พยาธิ (Stool for Ova and Parasites, O&P): พิจารณาในกรณีที่มีความเสี่ยงหรือมีอาการบ่งชี้
  • การตรวจหา Clostridium difficile toxin: หากทารกมีประวัติการใช้ยาปฏิชีวนะเร็วๆ นี้
  • การตรวจหา alpha-1 antitrypsin ในอุจจาระ: อาจบ่งชี้ภาวะโปรตีนรั่วในลำไส้ (protein-losing enteropathy)

การตรวจเลือด

  • การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count, CBC):
    • ฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) และฮีมาโตคริต (Hematocrit): ประเมินภาวะโลหิตจางและความรุนแรงของการเสียเลือด
    • เกล็ดเลือด (Platelet count): ตรวจหาภาวะเกล็ดเลือดต่ำ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของเลือดออก
    • เม็ดเลือดขาว (White Blood Cell count): บ่งชี้ภาวะติดเชื้อหรือการอักเสบ
  • การตรวจการแข็งตัวของเลือด (Coagulation profile): เช่น Prothrombin Time (PT), Activated Partial Thromboplastin Time (aPTT), International Normalized Ratio (INR) เพื่อประเมินภาวะเลือดออกผิดปกติ เช่น การขาดวิตามินเค หรือโรคเลือดออกง่ายแต่กำเนิด
  • การตรวจกรุ๊ปเลือดและ cross-match: เตรียมพร้อมสำหรับการให้เลือดหากทารกมีภาวะเสียเลือดรุนแรง
  • การตรวจหาภาวะอักเสบ: เช่น C-reactive protein (CRP) หรือ Erythrocyte Sedimentation Rate (ESR)

4. บทบาทของการตรวจทางรังสีวิทยาและภาพวินิจฉัย (อัลตราซาวด์, เอกซเรย์ช่องท้อง) ในการระบุสาเหตุและประเมินความรุนแรง

เมื่อการตรวจเบื้องต้นยังไม่สามารถระบุสาเหตุหรือในกรณีที่สงสัยภาวะรุนแรง การตรวจทางรังสีวิทยาจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการวินิจฉัย

  • การเอกซเรย์ช่องท้องแบบธรรมดา (Plain Abdominal X-ray):

    เป็นการตรวจเบื้องต้นที่รวดเร็วและไม่รุกราน มักใช้เมื่อสงสัยภาวะลำไส้อุดตัน ลำไส้ทะลุ หรือลำไส้เน่าในทารกแรกเกิด (Necrotizing Enterocolitis)

    • สามารถพบแก๊สในผนังลำไส้ (pneumatosis intestinalis) หรือลมในช่องท้อง (free air)
  • การตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้อง (Abdominal Ultrasound):

    เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงในการประเมินอวัยวะภายในช่องท้องโดยไม่มีรังสี

    • มีประโยชน์อย่างยิ่งในการวินิจฉัย ลำไส้กลืนกัน (Intussusception) โดยพบ "target sign" หรือ "pseudo-kidney sign"
    • ช่วยประเมินความหนาของผนังลำไส้ (ในกรณีลำไส้อักเสบ) การมีก้อนในช่องท้อง หรือภาวะไส้ติ่งอักเสบ
  • การตรวจด้วยสารทึบรังสี (Contrast Studies):
    • การสวนแป้งตรวจลำไส้ใหญ่ (Barium enema): ใช้เพื่อวินิจฉัยและรักษาภาวะลำไส้กลืนกัน และประเมินโครงสร้างของลำไส้ใหญ่
    • การกลืนสารทึบรังสีเพื่อตรวจทางเดินอาหารส่วนบน (Upper GI Series): เพื่อประเมินหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น หาความผิดปกติ เช่น กรดไหลย้อน แผล หรือความผิดปกติของการหมุนตัวของลำไส้ (malrotation)
  • การตรวจสแกน Meckel (Technetium-99m Pertechnetate Scan):

    เป็นการตรวจที่จำเพาะสำหรับวินิจฉัยถุงผนังลำไส้ Meckel ที่มีเนื้อเยื่อกระเพาะอาหารผิดที่

  • การส่องกล้องตรวจทางเดินอาหาร (Endoscopy):

    ในบางกรณีที่สาเหตุยังไม่ชัดเจน หรือต้องการการวินิจฉัยที่แม่นยำ การส่องกล้องทั้งทางเดินอาหารส่วนบน (gastroscopy) และส่วนล่าง (colonoscopy) อาจมีความจำเป็น เพื่อให้เห็นภาพโดยตรง ทำการตัดชิ้นเนื้อเพื่อส่งตรวจ หรือแม้กระทั่งทำการรักษาภาวะเลือดออกบางประเภท

บทสรุป

กระบวนการวินิจฉัยภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารของทารกนั้นซับซ้อนและต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของข้อมูลจากประวัติ การตรวจร่างกาย การตรวจทางห้องปฏิบัติการ และการตรวจทางรังสีวิทยาอย่างเป็นระบบ การทำความเข้าใจแต่ละขั้นตอนอย่างถ่องแท้จะช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยสาเหตุได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ นำไปสู่การรักษาที่เหมาะสมและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนในทารกได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down