ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

คุณพ่อคุณแม่หลายคนมักตกใจเมื่อเห็นลูกน้อยวัยเพียงไม่กี่สัปดาห์พยายามเบ่งอุจจาระอย่างหนัก หน้าดำหน้าแดง ร้องไห้งอแงเหมือนกำลังเจ็บปวดทรมาน แต่เมื่อถ่ายออกมาได้กลับพบว่าอุจจาระมีลักษณะนิ่ม เหลว หรือเป็นมูกเหลืองตามปกติ ไม่ได้แข็งเป็นก้อนแต่อย่างใด คำถามที่ตามมาคือ ลูกกำลังมีอาการท้องผูกใช่หรือไม่ และจำเป็นต้องกินยาหรือสวนอุจจาระหรือไม่

ในทางกุมารเวชศาสตร์ อาการลักษณะนี้ส่วนใหญ่มักไม่ได้เกิดจากโรคท้องผูก แต่เป็นภาวะที่เรียกว่า ภาวะเบ่งอุจจาระลำบากในทารก (Infant Dyschezia) ซึ่งเป็นพัฒนาการตามธรรมชาติที่พบได้บ่อยในเด็กทารกแรกเกิดถึงอายุประมาณ 6 เดือน

ความแตกต่างระหว่างภาวะเบ่งอุจจาระลำบากกับโรคท้องผูกในทารก

การแยกแยะระหว่างสองภาวะนี้มีความสำคัญมาก เพราะแนวทางการดูแลรักษาแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง โดยสามารถสังเกตข้อแตกต่างได้ดังนี้

1. ภาวะเบ่งอุจจาระลำบากในทารก (Infant Dyschezia)

  • ลักษณะอาการ: ทารกจะออกแรงเบ่ง ร้องไห้งอแง หน้าแดง หรือส่งเสียงร้องทรมานนานประมาณ 10-20 นาที ก่อนที่จะถ่ายอุจจาระออกมาได้
  • ลักษณะอุจจาระ: เมื่อถ่ายออกมาแล้ว อุจจาระจะมีลักษณะนิ่ม เหลว หรือเป็นมูกตามปกติของทารก ไม่มีความแข็งหรือเป็นก้อนเลย
  • พฤติกรรมหลังถ่าย: ทารกจะกลับมาอารมณ์ดี สบายตัว และหยุดร้องไห้ทันทีหลังจากถ่ายอุจจาระเสร็จ

2. ภาวะท้องผูกในทารก (Infant Constipation)

  • ลักษณะอาการ: ทารกถ่ายยาก ถ่ายเว้นระยะนานกว่าปกติ ร่วมกับมีอาการงอแง กินนมน้อยลง หรือท้องอืด
  • ลักษณะอุจจาระ: อุจจาระมีลักษณะแห้ง แข็ง เป็นเม็ดเล็กคล้ายขี้แพะ หรือเป็นก้อนใหญ่ที่เบ่งออกยาก อาจมีรอยเลือดสดติดออกมาที่ขอบอุจจาระเนื่องจากรูตูดฉีกขาด
  • พฤติกรรมหลังถ่าย: แม้จะถ่ายออกมาแล้ว ทารกอาจยังคงงอแงเนื่องจากมีความเจ็บปวดบริเวณทวารหนัก

ทำไมทารกถึงมีภาวะเบ่งอุจจาระลำบาก

ทารกแรกเกิดยังต้องเรียนรู้การทำงานของร่างกายอีกหลายอย่าง รวมถึงระบบการขับถ่าย ภาวะเบ่งอุจจาระลำบากในทารก เกิดจากการที่ระบบประสาทและกล้ามเนื้อของทารกยังทำงานไม่ประสานกันอย่างสมบูรณ์ (Neuromuscular Incoordination)

การขับถ่ายอุจจาระตามธรรมชาติของมนุษย์ต้องการการทำงานที่สอดคล้องกันสองส่วน คือ การเพิ่มแรงดันในช่องท้องโดยการเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้อง ร่วมกับการคลายกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานและหูรูดทวารหนัก แต่ในทารกแรกเกิด ทารกมักจะเกร็งเบ่งเพื่อเพิ่มแรงดันในท้อง แต่ลืมหรือยังไม่รู้วิธีคลายกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนัก ทำให้ช่องทางถ่ายถูกปิดไว้ขณะเบ่ง

blockquote>

เปรียบเหมือนการพยายามบีบยาสีฟันออกจากหลอดโดยที่ยังไม่ได้เปิดฝาจุกออก ทารกจึงต้องใช้แรงเบ่งอย่างมากและร้องไห้ เพื่อเพิ่มแรงดันในท้องจนกระทั่งกล้ามเนื้อหูรูดคลายตัวออกเองโดยบังเอิญ อุจจาระนิ่มๆ จึงพุ่งหรือไหลออกมาได้

นอกจากนี้ ทารกยังนอนราบเป็นหลัก ทำให้ไม่มีแรงโน้มถ่วงของโลกมาช่วยในการขับถ่ายเหมือนเด็กโตหรือผู้ใหญ่ที่นั่งถ่าย จึงต้องใช้แรงเบ่งมากกว่าปกติ

เมื่อไหร่ที่อาการเบ่งผิดปกติและควรพบแพทย์

แม้ว่าภาวะเบ่งอุจจาระลำบากจะเป็นเรื่องธรรมชาติและหายได้เอง แต่มีบางสัญญาณเตือนที่อาจบ่งบอกถึงความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร หรือโรคทางพันธุกรรมบางชนิดที่ต้องได้รับวินิจฉัยจากแพทย์ หากพบอาการดังต่อไปนี้ ควรนำทารกมาพบกุมารแพทย์

  • อุจจาระมีลักษณะแห้ง แข็ง เป็นเม็ด หรือมีเลือดปนออกมาอย่างชัดเจน
  • ทารกไม่ถ่ายอุจจาระเลยภายใน 48 ชั่วโมงแรกหลังคลอด (ถ่ายขี้เทาช้า)
  • มีอาการอาเจียนร่วมด้วย โดยเฉพาะหากอาเจียนพุ่ง หรือมีน้ำดีสีเขียวหรือเหลืองปน
  • ท้องอืดตึงมาก เกร็งแข็ง หรือทารกดูเจ็บปวดมากเมื่อแตะถูกบริเวณหน้าท้อง
  • ทารกซึม ไม่ยอมดูดนม น้ำหนักตัวลดลง หรือเติบโตช้ากว่าเกณฑ์มาตรฐาน
  • อาการเบ่งหน้าแดงนี้ไม่หายไปหลังจากทารกอายุเกิน 6 เดือนขึ้นไป

คำแนะนำการดูแลลูกน้อยที่มีภาวะเบ่งอุจจาระลำบาก

เนื่องจากภาวะนี้ไม่ใช่โรค แต่เป็นกระบวนการเรียนรู้ตามพัฒนาการ ทารกจะค่อยๆ ปรับตัวและขับถ่ายได้เป็นปกติเองเมื่ออายุประมาณ 3-4 เดือน หรือไม่เกิน 6 เดือน สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยได้มีดังนี้

1. หลีกเลี่ยงการสวนอุจจาระหรือใช้คอตตอนบัดกระตุ้นทวารหนัก: การสวนหรือกระตุ้นทวารหนักบ่อยครั้งจะทำให้ทารกเสียโอกาสในการเรียนรู้วิธีคลายกล้ามเนื้อหูรูดด้วยตนเอง และอาจส่งผลให้กระบวนการเรียนรู้นี้ล่าช้าออกไป อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการเกิดบาดแผลที่เนื้อเยื่อทวารหนัก

2. นวดท้องและออกกำลังกายขาให้ลูก: จับทารกนอนหงายแล้วทำท่าถีบจักรยานอากาศ หรือนวดท้องเบาๆ เป็นวงกลมตามเข็มนาฬิกา เพื่อช่วยกระตุ้นการเคลื่อนตัวของลำไส้และขับลม

3. อุ้มในท่าที่ช่วยเพิ่มแรงดัน: เมื่อเห็นทารกเริ่มมีอาการเบ่ง อาจลองอุ้มทารกในท่าวางลำตัวตั้งขึ้น โดยให้ก้นและขาของทารกอยู่ในลักษณะงอเข่าชิดอก ซึ่งจะช่วยเปิดมุมทวารหนักให้ถ่ายได้ง่ายขึ้น

4. ทำความเข้าใจและให้เวลา: การรับรู้ว่าอาการร้องไห้และเบ่งหน้าแดงนี้ไม่ได้เกิดจากโรคร้ายแรง จะช่วยลดความกังวลของคุณพ่อคุณแม่ลงได้ ให้คอยปลอบประโลมและอุ้มทารกเบาๆ ในขณะที่ทารกกำลังพยายามเบ่ง

ภาวะเบ่งอุจจาระลำบากในทารกเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ในช่วงแรกของชีวิต เมื่อระบบประสาทและกล้ามเนื้อพัฒนาสมบูรณ์ ทารกจะสามารถถ่ายอุจจาระได้อย่างสบายโดยไม่ต้องออกแรงเบ่งหน้าแดงอีกต่อไป

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down