เมื่อลูกน้อยหน้าดำหน้าแดงขณะขับถ่าย สัญญาณเตือนหรือแค่พัฒนาการตามวัย
ภาพของลูกน้อยวัยเพียงไม่กี่สัปดาห์ที่จู่ๆ ก็หน้าดำหน้าแดง ส่งเสียงครางฮึดฮัด พยายามเบ่งสุดตัวจนตัวงอและร้องไห้งอแงก่อนจะถ่ายอุจจาระ เป็นภาพที่สร้างความกังวลใจให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่เป็นอย่างมาก หลายท่านมักด่วนสรุปว่าลูกกำลังเผชิญกับอาการท้องผูกรุนแรงและพยายามหาทางแก้ไขด้วยวิธีต่างๆ แต่ในทางการแพทย์กุมารเวชศาสตร์ อาการเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากโรคทางกาย แต่เป็นภาวะธรรมชาติที่เรียกว่า ภาวะเบ่งอึลำบากทารกแรกเกิด หรือ Infantile Dyschezia ซึ่งเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยและสามารถหายได้เองเมื่อทารกเติบโตขึ้น
ภาวะเบ่งอึลำบากทารกแรกเกิด คืออะไรและเกิดขึ้นได้อย่างไร
ภาวะเบ่งอึลำบากทารกแรกเกิด คือภาวะที่ทารกยังไม่สามารถประสานการทำงานของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการขับถ่ายได้อย่างสมบูรณ์ โดยปกติแล้ว กระบวนการขับถ่ายที่ราบรื่นต้องการการทำงานที่สอดประสานกันของกล้ามเนื้อสองส่วน คือ การเพิ่มแรงดันในช่องท้อง (การเบ่ง) และการผ่อนคลายกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนัก
ในทารกแรกเกิดจนถึงอายุประมาณ 2-3 เดือน ระบบประสาทและกล้ามเนื้อยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ เมื่อทารกรู้สึกปวดอุจจาระและพยายามเบ่งโดยการเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้อง แต่ในขณะเดียวกันกลับเผลอเกร็งกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนักปิดเอาไว้ด้วยเนื่องจากยังควบคุมไม่ได้ ส่งผลให้อุจจาระไม่สามารถเคลื่อนตัวออกมาได้โดยง่าย ทารกจึงต้องใช้แรงเบ่งมากขึ้นและแสดงอาการอึดอัดงอแงจนกว่ากล้ามเนื้อหูรูดจะยอมคลายตัวออกตามธรรมชาติ
วิธีสังเกตอาการ ภาวะเบ่งอึลำบากทารกแรกเกิด ที่ถูกต้อง
คุณพ่อคุณแม่สามารถแยกแยะภาวะนี้ออกจากอาการท้องผูกแท้จริงได้โดยการสังเกตลักษณะของอุจจาระและพฤติกรรมโดยรวมของลูกน้อย ดังนี้
- มีอาการเบ่งนำมาก่อน: ทารกจะมีอาการเบ่ง หน้าแดง ร้องไห้ หรือส่งเสียงครางยาวนานประมาณ 10 ถึง 30 นาที ก่อนที่อุจจาระจะไหลออกมา
- ลักษณะอุจจาระปกติ: เมื่ออุจจาระออกมาแล้ว จะต้องมีลักษณะนิ่ม เหลว หรือเป็นเนื้อครีมตามปกติของทารกที่กินนมแม่หรือนมผง ไม่ใช่อุจจาระที่แห้ง แข็ง หรือเป็นเม็ดกระสุน
- พฤติกรรมทั่วไปปกติ: ในช่วงเวลาปกติที่ไม่ได้ปวดถ่าย ลูกน้อยจะร่าเริงดี กินนมได้ตามปกติ นอนหลับสบาย และน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นตามเกณฑ์พัฒนาการ
ข้อแตกต่างสำคัญที่แพทย์มักใช้ประเมินคือการดูลักษณะอุจจาระ หากทารกเบ่งอย่างยากลำบากแต่อุจจาระที่ออกมานิ่มดี นั่นคือภาวะเบ่งอึลำบากทารกแรกเกิด แต่หากอุจจาระแห้งแข็งและถ่ายยาก นั่นจึงจะเรียกว่าอาการท้องผูก
แนวทางที่พ่อแม่ควรปฏิบัติเพื่อช่วยเหลือลูกน้อยอย่างปลอดภัย
เนื่องจากภาวะนี้เกิดจากพัฒนาการของระบบประสาทและกล้ามเนื้อที่ยังไม่พร้อม การรักษาที่ดีที่สุดคือการให้เวลาทารกได้เรียนรู้และปรับตัว อย่างไรก็ตาม คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยบรรเทาความอึดอัดของลูกได้ด้วยวิธีที่ปลอดภัยดังต่อไปนี้
1. หลีกเลี่ยงการสวนทวารหรือกระตุ้นก้นโดยไม่จำเป็น
การใช้คอตตอนบัดชุบออยล์หรือการใช้ยาสวนทวารเพื่อกระตุ้นให้ลูกถ่ายบ่อยๆ เป็นสิ่งที่ไม่แนะนำในภาวะนี้ เนื่องจากจะทำให้ทารกเสียโอกาสในการเรียนรู้วิธีเบ่งถ่ายด้วยตนเองตามธรรมชาติ และอาจก่อให้เกิดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อรอบรูทวารหนักที่ยังบอบบางมากได้
2. การนวดท้องเบาๆ (Baby Massage)
การนวดหน้าท้องทารกในทิศทางตามเข็มนาฬิกา หรือการนวดเบาๆ รอบสะดือ จะช่วยกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้และช่วยระบายแก๊สในทางเดินอาหาร ทำให้ลูกน้อยรู้สึกสบายตัวขึ้น
3. ท่าปั่นจักรยานอากาศ (Bicycle Legs)
จับขาทั้งสองข้างของลูกน้อยขยับขึ้นลงสลับกันเหมือนการปั่นจักรยาน หรือดันเข่าทั้งสองข้างเข้าหาหน้าท้องเบาๆ ท่านี้จะช่วยเพิ่มแรงดันในช่องท้องอย่างเป็นธรรมชาติและช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ทำให้ขับถ่ายได้ง่ายขึ้น
4. การประคบอุ่นหรืออาบน้ำอุ่น
การแช่ก้นของลูกน้อยในน้ำอุ่น หรือการใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นบิดหมาดประคบที่หน้าท้องเบาๆ จะช่วยให้กล้ามเนื้อรอบทวารหนักผ่อนคลายลง ลดอาการเกร็งตึงขณะเบ่งถ่าย
สัญญาณเตือนที่ต้องพาลูกไปพบแพทย์
แม้ว่าภาวะนี้จะเป็นเรื่องธรรมชาติและหายได้เองเมื่ออายุประมาณ 3-4 เดือน แต่หากพบอาการผิดปกติดังต่อไปนี้ ควรรีบนำทารกไปพบกุมารแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด
- อุจจาระมีลักษณะแห้ง แข็ง เป็นเม็ดเกลียด หรือมีเลือดปน
- ทารกมีอาการท้องอืดอย่างเห็นได้ชัด หน้าท้องแข็งตึง
- มีอาการอาเจียนร่วมด้วย โดยเฉพาะอาเจียนเป็นสีเขียวหรือสีเหลือง
- ลูกไม่ยอมดูดนม ซึมลง หรือน้ำหนักตัวไม่ขึ้นตามเกณฑ์
- มีไข้ หรือร้องไห้โยเยตลอดเวลาโดยไม่สัมพันธ์กับช่วงเวลาขับถ่าย
การทำความเข้าใจธรรมชาติของลูกน้อยจะช่วยลดความวิตกกังวลในครอบครัวได้เป็นอย่างดี ภาวะเบ่งอึลำบากทารกแรกเกิดเป็นเพียงทางผ่านหนึ่งของพัฒนาการทางร่างกาย ซึ่งต้องอาศัยเวลาและความอดทนของคุณพ่อคุณแม่ในการเฝ้ามองดูการเติบโตของเขาอย่างเข้าใจและอบอุ่น