ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ไขข้อข้องใจเมื่อลูกน้อยร้องไห้โยเยทุกครั้งที่เบ่งถ่าย แต่อุจจาระนิ่มดี

"คุณหมอคะ ลูกร้องไห้งอแง หน้าดำหน้าแดง ตัวเกร็งขดงอทุกครั้งที่พยายามจะถ่ายอุจจาระ แต่พอถ่ายออกมาได้ อุจจาระกลับนิ่มดีเป็นปกติ ไม่ได้แข็งเป็นลูกกระสุนเลย แบบนี้ลูกกำลังทรมานจากโรคอะไรหรือเปล่า" นี่เป็นหนึ่งในข้อกังวลใจยอดฮิตที่คุณพ่อคุณแม่มักจะปรึกษาในห้องตรวจกุมารแพทย์ด้วยความกังวลใจอย่างยิ่ง ภาพของทารกตัวน้อยที่ดูบิดตัวด้วยความเจ็บปวดร้องไห้นานนับสิบนาทีก่อนจะขับถ่าย ทำให้พ่อแม่หลายท่านคิดไปถึงอาการท้องผูกรุนแรง แต่เมื่อผลลัพธ์คืออุจจาระที่นิ่มเหลวตามปกติ ความสับสนจึงเกิดขึ้น

อาการดังกล่าวไม่ใช่เรื่องแปลก และมีชื่อเรียกทางการแพทย์ว่า ภาวะเบ่งอุจจาระลำบากในทารกจากการทำงานของกล้ามเนื้อไม่ประสานกัน (Infant Dyschezia) ซึ่งเป็นภาวะปกติทางสรีรวิทยาของทารกแรกเกิดที่กำลังเรียนรู้วิธีการขับถ่าย และไม่ใช่โรคทางกายวิภาคที่น่ากังวลใจอย่างที่คิด

กลไกทางสรีรวิทยาของการขับถ่ายในทารกแรกเกิด: บทเรียนแรกที่ต้องฝึกฝน

เพื่อที่จะเข้าใจว่าทำไมลูกน้อยถึงร้องไห้โยเยขณะเบ่งถ่าย เราต้องเข้าใจก่อนว่า การขับถ่ายอุจจาระไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับทารกแรกเกิด สำหรับผู้ใหญ่ การขับถ่ายเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติและราบรื่น แต่สำหรับทารกที่มีอายุต่ำกว่า 6 เดือน ระบบประสาทและกล้ามเนื้อยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่

กลไกสรีรวิทยาของการขับถ่ายที่ปกติจำเป็นต้องอาศัยการทำงานที่ประสานกันอย่างสมบูรณ์ของกล้ามเนื้อ 2 ส่วนหลัก ได้แก่:

  • การเพิ่มแรงดันในช่องท้อง: ทารกต้องออกแรงเบ่งโดยการเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องและกระบังลมเพื่อเพิ่มแรงดันภายในช่องท้องสำหรับดันอุจจาระให้ออกมา
  • การหย่อนตัวของกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนัก: ในขณะที่ออกแรงเบ่ง กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานและกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนักส่วนนอกจะต้องหย่อนตัวหรือเปิดออก เพื่อให้อุจจาระผ่านออกไปได้ราบรื่น

ในทารกที่มีภาวะกล้ามเนื้อทำงานไม่ประสานกัน ลูกน้อยจะพยายามออกแรงเกร็งเบ่งอย่างเต็มที่ (หน้าแดง ตัวเกร็ง ร้องไห้) แต่กลับเผลอหดเกร็งกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนักปิดแน่นไปด้วยพร้อมๆ กัน เปรียบเสมือนการพยายามขับรถโดยการเหยียบคันเร่งไปพร้อมๆ กับการเหยียบเบรก ทารกจึงต้องใช้เวลาเรียนรู้และลองผิดลองถูกอยู่นาน 10 ถึง 30 นาที จนกระทั่งกล้ามเนื้อหูรูดคลายตัวออกโดยบังเอิญ จึงจะสามารถขับถ่ายอุจจาระที่นิ่มเหลวนั้นออกมาได้สำเร็จ

ความแตกต่างระหว่างภาวะกล้ามเนื้อขับถ่ายไม่ประสานกันกับอาการท้องผูกแท้

ความสับสนระหว่างสองภาวะนี้อาจนำไปสู่การดูแลรักษาที่ผิดวิธี ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถแยกแยะความแตกต่างได้ง่ายๆ จากตารางเปรียบเทียบดังต่อไปนี้:

ภาวะเบ่งอุจจาระลำบากในทารกจากการทำงานของกล้ามเนื้อไม่ประสานกัน (Infant Dyschezia)
- ลักษณะอุจจาระ: นิ่ม เหลว หรือเป็นมัสตาร์ดเหลวตามปกติของทารก
- อาการขณะเบ่ง: ร้องไห้โยเย หน้าแดง ตัวเกร็ง นาน 10-30 นาทีก่อนขับถ่าย
- หลังการขับถ่าย: ทารกจะสบายตัวขึ้นทันที ร่าเริง กินนมได้ปกติ
- ช่วงอายุที่พบ: มักเริ่มพบในช่วงอายุ 1-3 สัปดาห์แรก และจะหายไปเองเมื่ออายุประมาณ 4-6 เดือน

อาการท้องผูกแท้ (True Constipation)
- ลักษณะอุจจาระ: แห้ง แข็ง เป็นเม็ดเกร็งคล้ายกระสุน หรือเป็นก้อนใหญ่ขูดรูทวาร
- อาการขณะเบ่ง: เบ่งลำบาก เจ็บปวด อาจมีเลือดปนออกมากับอุจจาระเนื่องจากรูทวารฉีกขาด
- หลังการขับถ่าย: ทารกอาจยังงอแง ท้องอืด ไม่อยากอาหาร หรือเบื่ออาหาร
- ช่วงอายุที่พบ: พบได้ทุกช่วงอายุ โดยเฉพาะช่วงเริ่มอาหารมื้อแรก หรือเปลี่ยนสูตรนมผง

วิธีสังเกตอาการผิดปกติที่ต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม (Red Flags)

แม้ว่าภาวะเบ่งอุจจาระลำบากจากการทำงานของกล้ามเนื้อไม่ประสานกันจะเป็นภาวะที่ไม่อันตรายและหายได้เอง แต่ในฐานะแพทย์ สิ่งสำคัญคือการเฝ้าระวังอาการแสดงของโรคทางระบบประสาทหรือโครงสร้างลำไส้ที่ผิดปกติ หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นสัญญาณเตือนดังต่อไปนี้ ควรรีบพาลูกน้อยไปพบกุมารแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดทันที:

  • ทารกไม่ถ่ายขี้เทาภายใน 24 ถึง 48 ชั่วโมงแรกหลังคลอด
  • มีอาการท้องอืดอย่างรุนแรง หน้าท้องตึงเปรี๊ยะ เคาะแล้วมีลมมาก
  • มีอาการอาเจียนบ่อยครั้ง โดยเฉพาะหากอาเจียนออกมามีสีเขียวหรือเหลืองของน้ำดีปน
  • น้ำหนักตัวของทารกไม่ขึ้นตามเกณฑ์ เจริญเติบโตช้า หรือมีภาวะซึมลง
  • ตรวจพบความผิดปกติบริเวณทวารหนัก เช่น รูทวารตีบแคบ หรือไม่มีรูทวาร
  • ตรวจพบความผิดปกติบริเวณกระดูกสันหลังส่วนล่าง เช่น มีปานแดง มีกระจุกขน หรือรอยบุ๋มลึกบริเวณก้นกบ

แนวทางช่วยประคับประคองและปลอบโยนลูกน้อยขณะเบ่งถ่ายโดยธรรมชาติ

เมื่อมั่นใจแล้วว่าลูกน้อยเผชิญกับภาวะกล้ามเนื้อทำงานไม่ประสานกัน สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องทำมากที่สุดคือ การให้เวลาและปล่อยให้ระบบประสาทของลูกได้พัฒนาตามธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม มีวิธีที่คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยบรรเทาความอึดอัดและช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ของลูกได้ดังนี้:

1. หลีกเลี่ยงการสวนทวารหนักหรือการใช้แท่งสวนโดยไม่จำเป็น

นี่คือข้อห้ามที่สำคัญที่สุด การใช้คอตตอนบัดชุบออยล์ การใช้สบู่แท่ง หรือการใช้ยาสวนทวารหนักเพื่อกระตุ้นให้ลูกถ่ายทันทีที่เห็นเขาร้องไห้ จะยิ่งทำให้ทารกเสียโอกาสในการเรียนรู้วิธีการประสานงานของกล้ามเนื้อด้วยตัวเอง และอาจส่งผลให้เด็กติดการกระตุ้นจากภายนอกจนไม่สามารถขับถ่ายเองได้ในอนาคต อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการเกิดบาดแผลที่เยื่อบุทวารหนักที่บอบบางอีกด้วย

2. การทำท่าปั่นจักรยานอากาศ (Bicycle Legs)

ในขณะที่ลูกกำลังพยายามเบ่งถ่ายและเริ่มงอแง ให้จับขาทั้งสองข้างของลูกน้อยเบาๆ แล้วขยับงอเข่าชิดอกสลับซ้ายขวาคล้ายการปั่นจักรยาน ท่านี้จะช่วยเพิ่มแรงดันในช่องท้องอย่างอ่อนโยน ช่วยกระตุ้นการเคลื่อนตัวของลำไส้และช่วยระบายแก๊สในทางเดินอาหาร ทำให้ทารกเบ่งถ่ายได้ง่ายขึ้น

3. การนวดสัมผัสบริเวณหน้าท้อง (Infant Abdominal Massage)

ใช้ฝ่ามือที่อบอุ่นนวดวนบนหน้าท้องของทารกตามเข็มนาฬิกาอย่างเบามือ หรือใช้นิ้วมือลากเป็นรูปตัวอักษร I, L, และ U (I Love You) เพื่อช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ใหญ่ การสัมผัสที่อบอุ่นและอ่อนโยนยังช่วยหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุข ทำให้ทารกผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่หดเกร็งได้ดีขึ้น

4. การแช่น้ำอุ่น (Warm Bath)

การพาอุ้มลูกลงแช่ในอ่างน้ำอุ่นระดับอก จะช่วยให้กล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายรวมถึงกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนักเกิดความผ่อนคลายโดยธรรมชาติ บ่อยครั้งที่ทารกจะสามารถขับถ่ายอุจจาระออกมาได้อย่างง่ายดายและไม่มีความเจ็บปวดขณะแช่น้ำอุ่น

5. การโอบกอดและการปลอบโยน

เมื่อลูกเริ่มร้องไห้โยเย ให้โอบกอดลูกแนบอกในท่าตั้งตรง หรืออุ้มพาดบ่า เสียงหัวใจและไออุ่นจากพ่อแม่จะช่วยลดความตื่นตระหนกของลูกน้อยลง เมื่อทารกสงบลงและไม่เกร็งตัวต้าน กระบวนการคลายตัวของกล้ามเนื้อหูรูดก็จะเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้นตามไปด้วย

ภาวะเบ่งอุจจาระลำบากในทารกจากการทำงานของกล้ามเนื้อไม่ประสานกัน เป็นเพียงหนึ่งในพัฒนาการตามธรรมชาติที่ทารกทุกคนต้องก้าวผ่าน ยาที่ดีที่สุดสำหรับภาวะนี้ไม่ใช่ยาระบายหรือยาสวนทวาร หากแต่เป็นความเข้าใจ ความอดทน และอ้อมกอดที่อบอุ่นของคุณพ่อคุณแม่ ที่จะช่วยประคับประคองให้ลูกน้อยผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้อย่างปลอดภัยและมีความสุข

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down