ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทารกเบ่งจนหน้าดำหน้าแดงแต่ไม่มีอุจจาระเล็ด: สรีรวิทยาการควบคุมหูรูดทวารหนักที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ของลูกรัก

คุณพ่อคุณแม่หลายท่านคงเคยประสบกับภาพที่ลูกน้อยวัยแบเบาะเบ่งจนหน้าดำหน้าแดง บ้างก็เกร็งตัวส่งเสียงอืออาคล้ายกำลังพยายามขับถ่ายอย่างหนัก แต่กลับไม่เห็นอุจจาระเล็ดออกมา หรือออกมาเพียงเล็กน้อย ทั้งที่อุจจาระไม่ได้แข็ง ท้องก็ไม่อืด อาการเหล่านี้มักสร้างความกังวลใจให้กับผู้ปกครองเป็นอย่างมาก และมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นภาวะเบ่งอุจจาระลำบากในทารก หรือท้องผูก ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว นี่อาจเป็นเพียงสัญญาณของพัฒนาการตามวัยที่ระบบขับถ่ายยังทำงานไม่ประสานกันอย่างเต็มที่

พัฒนาการของระบบประสาทและกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนักในเด็กเล็ก

การขับถ่ายอุจจาระที่สมบูรณ์แบบนั้น ต้องอาศัยการทำงานที่ซับซ้อนและประสานงานกันเป็นอย่างดีของหลายระบบ ทั้งระบบประสาท ระบบกล้ามเนื้อหูรูดภายใน (internal anal sphincter) ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อเรียบที่อยู่นอกอำนาจจิตใจ และกล้ามเนื้อหูรูดภายนอก (external anal sphincter) ที่เป็นกล้ามเนื้อลายควบคุมได้โดยจิตใจ รวมถึงกล้ามเนื้อหน้าท้องและกล้ามเนื้อพื้นเชิงกราน

ในทารกแรกเกิดถึงช่วงวัยไม่กี่เดือนแรก ระบบเหล่านี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา การรับรู้ถึงความปวดหรือการเคลื่อนไหวของอุจจาระในลำไส้ใหญ่ส่วนปลายยังไม่สมบูรณ์เท่าผู้ใหญ่ ขณะเดียวกันการควบคุมกล้ามเนื้อหูรูดภายนอกซึ่งอยู่ใต้อำนาจจิตใจก็ยังไม่พัฒนาเต็มที่ ทำให้ทารกยังไม่สามารถผ่อนคลายกล้ามเนื้อหูรูดภายนอกให้เปิดออกได้ในจังหวะที่เหมาะสมกับการเบ่งขับอุจจาระ

เหตุผลที่ทารกต้องใช้แรงเบ่งมากกว่าปกติแม้ไม่มีอุจจาระแข็ง

สาเหตุหลักที่ทารกต้องใช้แรงเบ่งอย่างมาก แม้ว่าอุจจาระจะมีลักษณะนิ่มและไม่แข็ง คือการที่ระบบประสาทและกล้ามเนื้อหูรูดยังทำงานไม่สัมพันธ์กัน ทารกมักจะเบ่งในขณะที่กล้ามเนื้อหูรูดภายนอกยังหดรัดอยู่ แทนที่จะผ่อนคลายและเปิดออกเพื่อให้อุจจาระเคลื่อนผ่านได้สะดวก สถานการณ์เช่นนี้เรียกว่า Dyssynergic Defecation หรือบางครั้งในทารกเล็กเรียกว่า Infant Dyschezia ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้บ่อยและเป็นลักษณะชั่วคราว ไม่ใช่ภาวะท้องผูกที่แท้จริง

“ทารกกำลังเรียนรู้ที่จะประสานงานระหว่างการเพิ่มแรงดันในช่องท้องกับการผ่อนคลายหูรูดทวารหนัก ซึ่งเป็นทักษะที่ต้องใช้เวลาในการฝึกฝน”

การเบ่งที่เห็นนั้น จึงเป็นการพยายามอย่างหนักของทารกในการ “จับจังหวะ” และ “สั่งการ” กล้ามเนื้อต่างๆ ให้ทำงานสอดคล้องกัน แม้ว่าลำไส้จะเคลื่อนไหวและผลักดันอุจจาระลงมาแล้ว แต่หากหูรูดยังปิดอยู่ การเบ่งเท่าไหร่ก็ไม่สำเร็จ ทำให้ลูกน้อยต้องใช้แรงมหาศาลจนหน้าแดงก่ำ หรือบางครั้งน้ำตาคลอเลยทีเดียว

ระยะเวลาเฉลี่ยที่ระบบขับถ่ายจะทำงานสัมพันธ์กันอย่างสมบูรณ์

โดยทั่วไปแล้ว ภาวะเบ่งอุจจาระลำบากในทารก อันเนื่องมาจากการขาดความสัมพันธ์ของการทำงานในระบบขับถ่ายนี้ มักจะค่อยๆ ดีขึ้นและหายไปเองเมื่อลูกมีอายุประมาณ 3-6 เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่ระบบประสาทส่วนกลางและระบบประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อหูรูดพัฒนาขึ้นจนสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในช่วงวัยนี้ ลูกน้อยจะเริ่มเรียนรู้ที่จะผ่อนคลายกล้ามเนื้อหูรูดภายนอกได้ในจังหวะที่ถูกต้องพร้อมกับการเบ่ง ทำให้การขับถ่ายเป็นไปอย่างราบรื่นและไม่ต้องออกแรงมากเหมือนที่เคยเป็น

คำแนะนำสำหรับคุณแม่ในการสังเกตพฤติกรรมการเบ่งของลูก

ในฐานะแพทย์ ผมเข้าใจดีว่าการเห็นลูกน้อยเบ่งจนหน้าดำหน้าแดงอาจสร้างความไม่สบายใจได้ แต่สิ่งสำคัญคือการสังเกตและทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างภาวะนี้กับอาการท้องผูกที่แท้จริง

  • สังเกตลักษณะอุจจาระ: หากอุจจาระของลูกยังคงนิ่ม ไม่แข็งเป็นเม็ดกระสุน ไม่แห้ง แสดงว่าลูกไม่ได้มีภาวะท้องผูก สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการเรียนรู้การขับถ่าย
  • ความถี่ในการขับถ่าย: ทารกบางคนอาจขับถ่ายบ่อย บางคนอาจเว้นไปหลายวัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ชนิดของนมที่กิน (นมแม่มักจะขับถ่ายบ่อยและเหลวกว่านมผง) ตราบใดที่อุจจาระไม่แข็ง ก็ถือเป็นเรื่องปกติ
  • ความสบายตัวหลังขับถ่าย: หากหลังจากการเบ่งและถ่ายออกมาแล้ว ลูกดูสบายตัว อารมณ์ดี กินนมได้ตามปกติ แสดงว่าไม่ได้มีปัญหาที่รุนแรง
  • หลีกเลี่ยงการกระตุ้น: ไม่ควรใช้การสวนก้น หรือใช้ปรอท/สำลีพันปลายกระตุ้นทวารหนักบ่อยๆ เพราะจะทำให้ทารกพึ่งพาสิ่งกระตุ้นภายนอกและขัดขวางการเรียนรู้การขับถ่ายด้วยตนเองตามธรรมชาติ
  • การดูแลทั่วไป: หากลูกดูเบ่งมากและคุณแม่กังวล ลองนวดหน้าท้องเบาๆ ในทิศตามเข็มนาฬิกา หรือยกขาของลูกขึ้นลงคล้ายการปั่นจักรยาน เพื่อช่วยกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ แต่สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงการช่วยเสริมเท่านั้น ไม่ใช่การแก้ปัญหาหลัก

หากคุณแม่ยังคงมีความกังวลใจ หรือพบว่าลูกน้อยมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น อุจจาระแข็งมาก มีเลือดปน ซึม ไม่ยอมดูดนม อาเจียน ท้องอืดผิดปกติ ควรรีบปรึกษากุมารแพทย์เพื่อประเมินหาสาเหตุและรับคำแนะนำที่เหมาะสม

การทำความเข้าใจสรีรวิทยาการขับถ่ายของลูกน้อย จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่คลายความกังวลและสามารถดูแลลูกรักได้อย่างถูกวิธี ให้ลูกได้เติบโตและพัฒนาไปตามวัยอย่างสมบูรณ์

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down