ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

การวินิจฉัยสาเหตุทางการแพทย์ของภาวะท้องผูกในทารก: ตั้งแต่โครงสร้างถึงฮอร์โมน

ภาวะท้องผูกในทารกเป็นปัญหาที่พบบ่อยและสร้างความกังวลให้แก่ผู้ปกครองอย่างยิ่ง แม้สาเหตุส่วนใหญ่จะเกิดจากภาวะท้องผูกเชิงหน้าที่ (functional constipation) ซึ่งไม่เป็นอันตรายร้ายแรง แต่ในบางกรณี ภาวะท้องผูกอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงโรคหรือความผิดปกติทางการแพทย์ที่ซ่อนเร้นอยู่ การวินิจฉัยสาเหตุที่แท้จริงจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวางแผนการรักษาที่เหมาะสมและทันท่วงที บทความนี้จะเจาะลึกถึงสาเหตุทางการแพทย์ของภาวะท้องผูกในทารก ตั้งแต่ความผิดปกติเชิงโครงสร้างไปจนถึงความบกพร่องของระบบฮอร์โมน

1. โรคแต่กำเนิดที่ส่งผลต่อการขับถ่าย: โรคฮิร์ชสปรุงและภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมนแต่กำเนิด

โรคบางชนิดที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิดสามารถส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบขับถ่ายของทารก

  • โรคฮิร์ชสปรุง (Hirschsprung's Disease)
    โรคฮิร์ชสปรุงเป็นภาวะที่เซลล์ประสาทปมประสาท (ganglion cells) ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการบีบตัวของลำไส้ใหญ่ ไม่มีการพัฒนาหรือมีจำนวนน้อยเกินไปในส่วนปลายของลำไส้ ทำให้ลำไส้ส่วนนั้นไม่สามารถคลายตัวและผลักอุจจาระให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้ตามปกติ อุจจาระจึงค้างสะสมอยู่เหนือส่วนที่ผิดปกติ ทำให้เกิดภาวะท้องผูกอย่างรุนแรงและมักแสดงอาการตั้งแต่แรกเกิด อาการสำคัญที่ควรสังเกตคือ ทารกไม่ถ่ายขี้เทา (meconium) ภายใน 24-48 ชั่วโมงแรกหลังคลอด หรือมีภาวะท้องอืด อาเจียน และท้องผูกเรื้อรังรุนแรง การวินิจฉัยมักทำได้โดยการตรวจสวนแป้งลำไส้ใหญ่ (barium enema) และยืนยันด้วยการตรวจชิ้นเนื้อ (rectal biopsy) เพื่อหาเซลล์ประสาทปมประสาทที่ขาดหายไป
  • ภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมนแต่กำเนิด (Congenital Hypothyroidism)
    ฮอร์โมนไทรอยด์มีบทบาทสำคัญในการควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย รวมถึงการเคลื่อนไหวของลำไส้ ในภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมนแต่กำเนิด ซึ่งหมายถึงทารกมีการผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ไม่เพียงพอตั้งแต่แรกเกิด การทำงานของระบบทางเดินอาหารจะช้าลง ทำให้เกิดภาวะท้องผูก ทารกมักมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ซึม ตัวเหลืองนาน ท้องป่อง สะดือจุ่น และพัฒนาการล่าช้าหากไม่ได้รับการรักษา ภาวะนี้สามารถวินิจฉัยได้จากการตรวจคัดกรองทารกแรกเกิดด้วยการเจาะเลือดที่ส้นเท้าเพื่อวัดระดับฮอร์โมนไทรอยด์ (TSH และ T4) และต้องได้รับการรักษาด้วยฮอร์โมนไทรอยด์เสริมอย่างทันท่วงทีเพื่อป้องกันภาวะปัญญาอ่อน

2. ความผิดปกติทางกายวิภาคของทวารหนัก ลำไส้ รวมถึงภาวะเส้นประสาทลำไส้ผิดปกติ

ความผิดปกติเชิงโครงสร้างของระบบทางเดินอาหารและระบบประสาทที่ควบคุมการทำงานของลำไส้ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุของภาวะท้องผูก

  • ทวารหนักตีบ (Anal Stenosis)
    เป็นภาวะที่ช่องทวารหนักมีขนาดเล็กหรือตีบแคบกว่าปกติ ทำให้การขับถ่ายอุจจาระเป็นไปได้ยากและเจ็บปวด อาการมักปรากฏตั้งแต่แรกเกิด ทารกจะเบ่งถ่ายอุจจาระเป็นก้อนเล็กๆ คล้ายดินสอ หรือมีเลือดปนมากับอุจจาระเนื่องจากบาดแผลที่เกิดจากการพยายามเบ่ง การตรวจร่างกายโดยกุมารแพทย์จะช่วยวินิจฉัยภาวะนี้ได้
  • ภาวะไม่มีรูทวารหนัก (Imperforate Anus)
    เป็นความผิดปกติแต่กำเนิดที่ทารกไม่มีช่องทวารหนักเปิดออกสู่ภายนอก หรือมีแต่ตำแหน่งผิดปกติ ทำให้ไม่สามารถถ่ายอุจจาระได้เลย เป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไขตั้งแต่แรกเกิด
  • ความผิดปกติของเส้นประสาทลำไส้ชนิดอื่น ๆ (Other Enteric Neuropathies)
    นอกจากโรคฮิร์ชสปรุงแล้ว ยังมีภาวะอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของเซลล์ประสาทในลำไส้ ซึ่งอาจส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของลำไส้ ทำให้เกิดภาวะท้องผูกเรื้อรัง เช่น ภาวะลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่เคลื่อนไหวผิดปกติ (Intestinal Pseudo-obstruction) ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของกล้ามเนื้อลำไส้หรือเส้นประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหว โดยไม่มีการอุดตันทางกายภาพ

3. ผลข้างเคียงจากยาบางชนิดและความผิดปกติของการเคลื่อนไหวของลำไส้

ยาบางชนิดและปัญหาเกี่ยวกับกลไกการเคลื่อนไหวของลำไส้โดยตรงก็เป็นปัจจัยสำคัญ

  • ผลข้างเคียงจากยา
    ยาบางชนิดที่ทารกหรือมารดาที่ให้นมบุตรได้รับอาจส่งผลให้เกิดภาวะท้องผูกได้ เช่น ยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์ (opioids), ยาลดกรดที่มีอะลูมิเนียม (aluminum-containing antacids), ยาแก้แพ้ (antihistamines) บางชนิด, และยาบางกลุ่มที่ใช้รักษาโรคระบบประสาท การซักประวัติการใช้ยาจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการค้นหาสาเหตุ
  • ความผิดปกติของการเคลื่อนไหวของลำไส้ (Intestinal Motility Disorders)
    นอกเหนือจากโรคฮิร์ชสปรุง ลำไส้ของทารกอาจมีปัญหาในการบีบตัวหรือคลายตัวตามปกติ ซึ่งอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น

    • ภาวะลำไส้ขี้เกียจ (Slow Transit Constipation): เป็นภาวะที่ลำไส้เคลื่อนไหวช้ากว่าปกติ ทำให้อุจจาระค้างอยู่ในลำไส้นานและมีน้ำถูกดูดซึมกลับไปมาก ทำให้อุจจาระแข็งและถ่ายยาก
    • ภาวะอุจจาระอุดตันในลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย (Pelvic Floor Dysfunction): แม้จะพบไม่บ่อยในทารก แต่ในเด็กโตบางรายอาจมีปัญหาเกี่ยวกับการคลายตัวของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานขณะขับถ่าย ทำให้ไม่สามารถขับอุจจาระออกมาได้เต็มที่

4. แนวทางการตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการและภาพถ่ายรังสีเพื่อระบุสาเหตุของท้องผูก

เมื่อสงสัยว่าภาวะท้องผูกในทารกมีสาเหตุทางการแพทย์ แพทย์จะพิจารณาทำการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม

  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
    • การตรวจเลือด: เพื่อหาสาเหตุทางระบบ เช่น ระดับฮอร์โมนไทรอยด์ (TSH, T4) เพื่อวินิจฉัยภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมน, ระดับแคลเซียมและอิเล็กโทรไลต์อื่น ๆ หากสงสัยความผิดปกติของระบบเมตาบอลิซึม
    • การตรวจวัดระดับเอนไซม์อะซิติลโคลีนเอสเตอเรสในชิ้นเนื้อทวารหนัก (Rectal Acetylcholinesterase Stain): เป็นการตรวจที่ช่วยเสริมการวินิจฉัยโรคฮิร์ชสปรุง โดยจะพบการเพิ่มขึ้นของเอนไซม์นี้ในบริเวณที่ไม่มีเซลล์ประสาทปมประสาท
    • การตรวจชิ้นเนื้อลำไส้ใหญ่ (Rectal Biopsy): เป็นการวินิจฉัยมาตรฐานสำหรับโรคฮิร์ชสปรุง โดยการนำชิ้นเนื้อบริเวณทวารหนักและลำไส้ใหญ่ส่วนปลายไปตรวจภายใต้กล้องจุลทรรศน์ เพื่อยืนยันการไม่มีเซลล์ประสาทปมประสาท
  • การตรวจทางภาพถ่ายรังสี
    • การถ่ายภาพรังสีช่องท้องแบบธรรมดา (Abdominal X-ray): ช่วยประเมินปริมาณอุจจาระที่ค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่ และอาจเห็นลักษณะของลำไส้ที่ขยายใหญ่ผิดปกติ
    • การตรวจสวนแป้งลำไส้ใหญ่ (Barium Enema): เป็นการฉีดสารทึบแสงผ่านทางทวารหนักและถ่ายภาพรังสี เพื่อดูโครงสร้างและลักษณะการเคลื่อนไหวของลำไส้ใหญ่ สามารถช่วยระบุตำแหน่งของลำไส้ส่วนที่ตีบในโรคฮิร์ชสปรุง หรือความผิดปกติทางกายวิภาคอื่นๆ
    • การตรวจการเคลื่อนไหวของลำไส้ใหญ่ (Colonic Manometry): เป็นการวัดความดันและการเคลื่อนไหวของลำไส้ใหญ่ เพื่อประเมินการทำงานของกล้ามเนื้อและเส้นประสาทที่ควบคุมการบีบตัวของลำไส้ สามารถช่วยวินิจฉัยภาวะลำไส้เคลื่อนไหวผิดปกติได้

สรุป

ภาวะท้องผูกในทารกเป็นอาการที่ควรได้รับการประเมินอย่างละเอียดโดยกุมารแพทย์ แม้ส่วนใหญ่จะเป็นภาวะที่ไม่รุนแรง แต่การวินิจฉัยสาเหตุทางการแพทย์ที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการให้การดูแลรักษาที่เหมาะสม ตั้งแต่โรคแต่กำเนิดอย่างโรคฮิร์ชสปรุงและภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมน ไปจนถึงความผิดปกติทางกายวิภาคและการเคลื่อนไหวของลำไส้ การทำความเข้าใจสาเหตุเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ปกครองและบุคลากรทางการแพทย์สามารถทำงานร่วมกันเพื่อสุขภาพที่ดีของทารกได้

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down