ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

"ลูกเดินขาโก่ง" ความกังวลใจในห้องตรวจกุมารเวชศาสตร์

เมื่อลูกน้อยเริ่มเข้าสู่วัยหัดยืนและก้าวเดินก้าวแรก คุณพ่อคุณแม่หลายคนมักจะเฝ้าสังเกตทุกการเคลื่อนไหวด้วยความปิติยินดี แต่ความยินดีนั้นอาจเปลี่ยนเป็นความกังวลใจเมื่อสังเกตเห็นว่า แนวขาของลูกน้อยดูโค้งงอออกด้านนอกจนดูเหมือนวงเล็บ ยามที่เขายืนเกาะเครื่องเรือนหรือก้าวเดินเตาะแตะ คำถามที่ตามมาเสมอคือ อาการ ลูกขาโก่ง แบบนี้เป็นเรื่องปกติของเด็กวัยนี้ที่จะหายได้เอง หรือเป็นสัญญาณเตือนของโรคกระดูกที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วนกันแน่

1. จากครรภ์มารดาสู่ก้าวแรก: พัฒนาการทางโครงสร้างกระดูกขาของลูกน้อย

เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโครงสร้างร่างกายของเด็ก จำเป็นต้องย้อนกลับไปมองสภาพแวดล้อมตั้งแต่ตอนที่ทารกยังอยู่ในครรภ์มารดา ตลอดระยะเวลาหลายเดือนในมดลูกที่มีพื้นที่จำกัด ทารกจำเป็นต้องขดตัวในท่าที่อบอุ่นและปลอดภัยที่สุด โดยข้อสะโพกจะงอ ข้อเข่างอ และขาท่อนล่างจะพับหมุนเข้าด้านใน การจัดท่าทางเช่นนี้ส่งผลให้กระดูกต้นขา (Femur) และกระดูกหน้าแข้ง (Tibia) มีแรงกดทับตามธรรมชาติจนเกิดแนวโค้งงอเล็กน้อย

เมื่อทารกคลอดออกมา จึงเป็นเรื่องปกติอย่างยิ่งที่จะพบภาวะขาโก่งตามธรรมชาติ (Physiological Genu Varum) ในช่วงขวบปีแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเด็กเริ่มพยุงตัวขึ้นยืนและหัดเดินในช่วงอายุ 10-14 เดือน แรงของน้ำหนักตัวที่กดลงบนกระดูกที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่อาจทำให้มองเห็นอาการขาโก่งเด่นชัดขึ้น

กระบวนการปรับโครงสร้างกระดูกตามธรรมชาติ (Bone Remodeling) จะค่อยๆ เกิดขึ้นเมื่อเด็กเติบโตและรับน้ำหนักในแนวตรงมากขึ้น โดยทั่วไปแนวขาจะเริ่มเปลี่ยนผ่านดังนี้:

  • ช่วงแรกเกิดถึงอายุ 1 ปีครึ่ง: ขาจะมีลักษณะโก่งออกด้านนอกมากที่สุด
  • ช่วงอายุ 1 ปีครึ่งถึง 2 ปี: แนวขาจะค่อยๆ ตรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
  • ช่วงอายุ 2 ปีถึง 4 ปี: แนวกระดูกจะปรับเปลี่ยนในทิศทางตรงกันข้าม โดยหัวเข่าจะเบนเข้าหากันเล็กน้อยและปลายแยกออก หรือที่เรียกว่าภาวะขาฉิ่ง (Genu Valgum)
  • ช่วงอายุ 7 ปีถึง 8 ปี: โครงสร้างแนวกระดูกขาจะพัฒนาเข้าสู่มุมตรงที่มั่นคงและใกล้เคียงกับผู้ใหญ่ในที่สุด

2. แยกให้ออก: ลูกขาโก่งตามธรรมชาติ หรือโก่งจากโรคที่ต้องรักษา

แม้ว่ากรณีส่วนใหญ่ของอาการลูกขาโก่งจะเป็นพัฒนาการตามวัยที่หายได้เอง แต่แพทย์และผู้ปกครองจำเป็นต้องร่วมกันเฝ้าระวังความผิดปกติที่อาจแฝงอยู่ การแยกแยะระหว่างภาวะขาโก่งตามธรรมชาติ (Physiological Bowlegs) และภาวะขาโก่งที่เป็นพยาธิสภาพ (Pathological Bowlegs) สามารถพิจารณาได้จากข้อเปรียบเทียบต่อไปนี้

ภาวะขาโก่งตามธรรมชาติ (Physiological Bowlegs)

  • ลักษณะการโก่งจะเป็นแบบสมมาตร คือโค้งงอเท่าๆ กันทั้งสองข้าง
  • ความโค้งงอจะค่อยๆ ลดลงและแนวขาจะเริ่มตรงขึ้นตามลำดับเมื่ออายุเกิน 1 ปีครึ่ง
  • เด็กมีพัฒนาการด้านความสูงและน้ำหนักตัวเติบโตตามเกณฑ์มาตรฐาน

ภาวะขาโก่งที่เป็นโรคหรือพยาธิสภาพ (Pathological Bowlegs)

  • ลักษณะการโก่งมักไม่สมมาตร คือขาข้างหนึ่งโก่งมากกว่าอีกข้างอย่างเห็นได้ชัด หรือโก่งเพียงข้างเดียว
  • อาการโก่งไม่ดีขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น แต่กลับมีความโค้งงอเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลังจากอายุ 2 ปี
  • เด็กอาจมีอาการเดินกะเผลก บ่นเจ็บข้อเข่า หรือมีความสูงต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานอย่างมีนัยสำคัญ

โรคที่พบบ่อยในกลุ่มที่มีพยาธิสภาพ ได้แก่ โรคบลอนท์ (Blount's Disease) ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของแผ่นการเจริญเติบโตของกระดูกข้อเข่าส่วนปลายด้านใน (Medial Proximal Tibial Physis) ทำให้กระดูกหน้าแข้งด้านในหยุดเจริญเติบโตในขณะที่ด้านนอกยังเติบโตตามปกติ ส่งผลให้ขาโก่งงอเข้าในอย่างรุนแรง นอกจากนี้ยังมี โรคกระดูกอ่อน (Rickets) ที่เกิดจากการขาดวิตามินดี แคลเซียม หรือฟอสเฟต ส่งผลให้กระดูกขาดความแข็งแรงและคดงอได้ง่ายเมื่อต้องรับน้ำหนัก

3. การตรวจร่างกายด้วยวิธี Intercondylar Distance และเกณฑ์การติดตามอาการ

เมื่อผู้ปกครองพาลูกน้อยมาปรึกษาแพทย์ด้วยความกังวลเรื่องขาโก่ง กุมารแพทย์จะทำการตรวจร่างกายอย่างละเอียดเพื่อประเมินความรุนแรงและแนวโน้มของอาการ โดยขั้นตอนมาตรฐานที่สำคัญมีดังนี้

แพทย์จะให้เด็กนอนในท่าหงาย จัดแนวขาให้อยู่ในลักษณะเหยียดตรงเต็มที่ จากนั้นจับข้อเท้าและตาตุ่มด้านใน (Internal Malleoli) ทั้งสองข้างมาชนชิดติดกันพอดี ในท่านี้ แพทย์จะทำการวัดระยะห่างระหว่างปุ่มกระดูกข้อเข่าด้านใน (Intercondylar Distance หรือ ICD)

  • ระยะห่างที่เป็นปกติ: ในเด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ปี หากวัดระยะห่างระหว่างข้อเข่าได้น้อยกว่า 5-6 เซนติเมตร และมีลักษณะการโก่งที่สมมาตร แพทย์จะวินิจฉัยว่าเป็นภาวะปกติตามวัย
  • เกณฑ์การติดตามอาการ: แพทย์จะทำการบันทึกค่าระยะห่างนี้ไว้ และนัดหมายเพื่อตรวจติดตามการเปลี่ยนแปลงทุกๆ 3 ถึง 6 เดือน หากแนวขามีพัฒนาการที่ดีขึ้นตามวัย ระยะห่างนี้จะค่อยๆ ลดลงจนเหลือศูนย์เมื่อข้อเข่ามาชิดกันได้ตามธรรมชาติ
  • สัญญาณที่ต้องระวัง: หากเด็กมีอายุเกิน 2 ปีแล้ว แต่ระยะห่างระหว่างข้อเข่ายังไม่ลดลง หรือวัดได้มากกว่า 6 เซนติเมตรขึ้นไป ร่วมกับประวัติการเดินที่ผิดปกติ แพทย์จะพิจารณาตรวจวินิจฉัยในขั้นต่อไปทันที

4. การวินิจฉัยเชิงลึกด้วยการ X-ray และแนวทางการดูแลเพื่อลดความวิตกกังวล

ในกรณีที่การตรวจร่างกายเบื้องต้นพบสัญญาณเตือน หรือเด็กมีอายุเกินเกณฑ์ที่ควรจะหายเอง กุมารแพทย์จะส่งตรวจถ่ายภาพรังสี (X-ray) บริเวณขาทั้งสองข้างในท่ายืนรับน้ำหนัก เพื่อทำการวินิจฉัยเชิงลึกและวัดมุมโครงสร้างกระดูกอย่างแม่นยำ

ภาพถ่ายทางรังสีจะช่วยให้แพทย์สามารถวัดมุมที่เรียกว่า Metaphyseal-Diaphyseal Angle (MDA) หรือมุมเดรนนัน (Drennan's Angle) ซึ่งเป็นมุมที่เกิดจากแนวแกนของกระดูกหน้าแข้งกับเส้นตั้งฉากของแผ่นการเจริญเติบโตของกระดูก หากมุมนี้มีค่ามากกว่า 11 ถึง 16 องศา จะเป็นข้อบ่งชี้สำคัญว่าเด็กมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคบลอนท์ และจำเป็นต้องได้รับการรักษาเฉพาะทาง เช่น การใส่กายอุปกรณ์ประคองขา (Orthotic Bracing) หรือการผ่าตัดแก้ไขแนวกระดูกในรายที่อาการรุนแรงหรือตรวจพบช้า

คำแนะนำจากแพทย์เพื่อลดความกังวลใจของครอบครัว:
ความวิตกกังวลของคุณพ่อคุณแม่เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ดีเมื่อเห็นโครงสร้างร่างกายของลูกน้อยไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือการหลีกเลี่ยงการพยายามดัดขาเด็กด้วยตนเองตามความเชื่อโบราณ เนื่องจากการดัดขาอย่างรุนแรงอาจก่อให้เกิดการบาดเจ็บต่อข้อสะโพก ข้อเข่า และแผ่นการเจริญเติบโตของกระดูกที่ยังอ่อนนุ่มอยู่ ซึ่งอาจส่งผลเสียระยะยาวต่อการเจริญเติบโตของเด็ก

การปล่อยให้กระบวนการเติบโตตามธรรมชาติทำหน้าที่ของมัน ภายใต้การดูแลและตรวจติดตามอย่างใกล้ชิดโดยกุมารแพทย์ตามตารางนัด คือแนวทางที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าก้าวแรกของลูกน้อยจะเป็นก้าวที่มั่นคง แข็งแรง และปลอดภัยอย่างแท้จริง

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down