คุณพ่อคุณแม่หลายคนต้องเผชิญกับค่ำคืนที่แสนตึงเครียด เมื่อเห็นลูกน้อยวัยเพียงไม่กี่สัปดาห์เริ่มส่งเสียงร้องคราง หน้าดำหน้าแดง เบ่งจนตัวงอ และร้องไห้โยเยเป็นเวลานานนับสิบนาทีก่อนที่จะถ่ายอุจจาระออกมา ทว่าเมื่ออุจจาระออกมาแล้วกลับพบว่ามีลักษณะนิ่มเหลวเป็นปกติ ไม่ได้แข็งเป็นลูกกระสุนอย่างที่กังวล อาการนี้มักสร้างความสับสนและวิตกกังวลใจให้แก่ครอบครัวเป็นอย่างมาก จนนำมาสู่คำถามยอดฮิตในห้องตรวจกุมารแพทย์ว่า ลูกกำลังเผชิญกับภาวะท้องผูกรุนแรงหรือมีความผิดปกติในระบบทางเดินอาหารหรือไม่
ในทางการแพทย์ อาการดังกล่าวไม่ได้เกิดจากโรคท้องผูก แต่เป็นภาวะที่เรียกว่า กล้ามเนื้อขับถ่ายไม่ประสานกันในทารก (Infant Dyschezia) ซึ่งเป็นขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการตามธรรมชาติในการควบคุมร่างกายที่ต้องใช้เวลาปรับตัว
กลไกการทำงานระหว่างแรงดันในช่องท้องและการผ่อนคลายกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน
การขับถ่ายอุจจาระที่ดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายสำหรับผู้ใหญ่ แท้จริงแล้วต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของระบบประสาทและกล้ามเนื้อที่ซับซ้อนอย่างมาก สองปัจจัยหลักที่ต้องทำงานสอดประสานกันคือการเพิ่มแรงดันในช่องท้องและการผ่อนคลายกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน
เพื่อดันอุจจาระให้ออกจากร่างกาย ทารกต้องเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องและกะบังลมเพื่อสร้างแรงดันลงด้านล่าง ในขณะเดียวกัน กล้ามเนื้อหูรูดทวารหนักส่วนนอกและกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานจะต้องคลายตัวออกเพื่อเปิดทางให้อุจจาระผ่านออกไปได้
อย่างไรก็ตาม ในทารกแรกเกิดจนถึงอายุประมาณ 2-3 เดือน ระบบประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อเหล่านี้ยังพัฒนาได้ไม่สมบูรณ์ ทารกมักจะเบ่ง (เพิ่มแรงดันในช่องท้อง) พร้อมๆ กับการขมิบหรือเกร็งกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนักปิดเอาไว้เนื่องจากยังไม่รู้วิธีคลายกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ผลลัพธ์คือทารกต้องใช้แรงเบ่งอย่างมหาศาลสู้กับช่องทางขับถ่ายที่ปิดสนิท จนเกิดภาพการร้องไห้และบิดตัวอย่างรุนแรง
ทำไมทารกถึงแสดงอาการเจ็บปวดขณะถ่ายอุจจาระที่นิ่ม
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือการคิดว่าเสียงร้องไห้และท่าทางทรมานขณะเบ่งคือสัญญาณของความเจ็บปวดจากโรคทางกาย ทว่าในภาวะกล้ามเนื้อขับถ่ายไม่ประสานกันในทารก อาการร้องไห้นั้นไม่ใช่ความเจ็บปวดรุนแรง แต่เป็นความอึดอัดจากการที่ยังไม่สามารถระบายอุจจาระออกไปได้ และเป็นการออกแรงเบ่งในแบบของทารกเอง
ทารกใช้การร้องไห้เป็นเครื่องมือในการเพิ่มแรงดันในช่องท้องเพื่อช่วยดันอุจจาระ เมื่อทารกบังเอิญผ่อนคลายกล้ามเนื้อหูรูดได้ถูกจังหวะหลังจากพยายามอยู่นาน อุจจาระที่นิ่มเหลวจะพุ่งออกมาทันที และทารกจะกลับมาสงบ ร่าเริง เป็นปกติในทันทีเช่นกัน ซึ่งแตกต่างจากเด็กที่มีภาวะท้องผูกจริงที่จะมีอุจจาระแห้งแข็ง เป็นก้อน และมักมีอาการซึม ท้องอืด หรือมีแผลฉีกขาดที่ขอบทวารหนักส่งผลให้เจ็บปวดต่อเนื่องแม้จะถ่ายเสร็จแล้ว
พฤติกรรมที่กุมารแพทย์ประเมินว่าเป็นเรื่องปกติของพัฒนาการเด็ก
เมื่อพาตรวจร่างกาย กุมารแพทย์จะประเมินสัญญาณชีพ พัฒนาการ และตรวจร่างกายอย่างละเอียดเพื่อแยกแยะภาวะนี้ออกจากโรคทางกายวิภาค โดยลักษณะพฤติกรรมที่ชี้ว่าเป็นพัฒนาการปกติ มีดังนี้:
- ทารกส่งเสียงร้องคราง บิดตัว หน้าแดง นานประมาณ 10 ถึง 20 นาทีก่อนจะถ่ายอุจจาระสำเร็จ
- อุจจาระที่ถ่ายออกมามีลักษณะนิ่ม เหลว หรือเป็นฟองตามปกติของทารกที่กินนมแม่หรือนมผง ไม่มีมูกเลือดปน
- ทารกมีน้ำหนักตัวขึ้นดีตามเกณฑ์ เจริญเติบโตสมวัย และร่าเริงดีในช่วงเวลาที่ไม่ได้เบ่งถ่าย
- หน้าท้องนิ่ม ไม่มีอาการท้องอืดตึงอย่างรุนแรง หรือมีอาการอาเจียนร่วมด้วย
- อาการเหล่านี้มักเริ่มพบได้ตั้งแต่อายุ 2-3 สัปดาห์ และจะค่อยๆ หายไปได้เองเมื่อทารกอายุประมาณ 3-4 เดือน เนื่องจากสมองและระบบประสาทสั่งการทำงานสอดประสานกันได้ดีขึ้น
วิธีหลีกเลี่ยงการแทรกแซงกระบวนการขับถ่ายตามธรรมชาติที่อาจส่งผลเสีย
เมื่อเห็นลูกน้อยร้องไห้ด้วยความอึดอัด สัญชาตญาณของพ่อแม่มักต้องการช่วยเหลือทันที วิธีการที่นิยมใช้กันเช่น การใช้คอตตอนบัดชุบเบบี้ออยล์กระตุ้นทวารหนัก การสวนทวาร หรือการใช้ยาระบาย แม้ว่าวิธีเหล่านี้จะช่วยให้ทารกถ่ายได้ทันทีและหยุดร้อง แต่อาจส่งผลเสียต่อพัฒนาการในระยะยาวอย่างคาดไม่ถึง
การเข้าไปแทรกแซงด้วยการสวนหรือกระตุ้นทวารหนักบ่อยครั้ง จะทำให้ทารกสูญเสียโอกาสในการเรียนรู้ฝึกฝนการประสานงานของกล้ามเนื้อขับถ่ายด้วยตนเอง และอาจส่งผลให้เด็กมีปัญหาท้องผูกเรื้อรังหรือต้องพึ่งพาการกระตุ้นจากภายนอกจึงจะขับถ่ายได้ในอนาคต
แนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องและปลอดภัยเพื่อช่วยลูกน้อยปรับตัว มีดังนี้:
- การเฝ้าสังเกตอย่างเข้าใจและสงบ: ปล่อยให้ลูกได้ลองฝึกเบ่งด้วยตนเอง ตราบใดที่อุจจาระที่ออกมายังคงนิ่มและทารกยังมีน้ำหนักตัวขึ้นดี
- การนวดท้องเบาๆ (Baby Massage): ใช้ปลายนิ้วนวดวนรอบสะดือของลูกในทิศทางตามเข็มนาฬิกาเพื่อช่วยกระตุ้นการเคลื่อนตัวของลำไส้
- ท่าปั่นจักรยานอากาศ (Leg Bicycle): จับขาของลูกน้อยขยับขึ้นลงคล้ายการปั่นจักรยาน หรือดันเข่าชิดอกเบาๆ เพื่อช่วยเพิ่มแรงดันในช่องท้องและช่วยให้ลมในท้องระบายได้ดีขึ้น
- การโอบกอดเพื่อสร้างความผ่อนคลาย: การอุ้มลูกแนบกับอกหรือการสัมผัสแบบเนื้อแนบเนื้อจะช่วยลดความเครียดของทารก เมื่อทารกผ่อนคลาย กล้ามเนื้อหูรูดทวารหนักก็จะคลายตัวออกทำให้ขับถ่ายได้ง่ายขึ้น
การเข้าใจว่าอาการร้องสู้กับการเบ่งเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งของการเรียนรู้ทางสรีรวิทยา จะช่วยลดความกังวลใจของครอบครัว และช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สามารถดูแลลูกน้อยได้อย่างถูกวิธีเพื่อปล่อยให้ธรรมชาติทำหน้าที่พัฒนาศักยภาพร่างกายของทารกอย่างสมบูรณ์ที่สุด