ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เสียงหายใจครืดคราดในยามค่ำคืน สัญญาณเตือนจากระบบทางเดินหายใจของลูกน้อย

เสียงลมหายใจครืดคราดสะท้อนก้องในห้องนอนยามค่ำคืน มักเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลใจให้แก่พ่อแม่จนต้องพาลูกน้อยมาพบกุมารแพทย์อยู่เสมอ หลายครอบครัวตั้งข้อสันนิษฐานว่าลูกกำลังเริ่มเป็นหวัด มีไข้ หรือมีเสมหะคั่งค้างในปอด แต่เมื่อแพทย์ทำการตรวจร่างกายอย่างละเอียด กลับพบว่าเสียงปอดใสดี ไม่มีอาการติดเชื้อ และไม่มีน้ำมูกใสไหลออกมาให้เห็นเด่นชัด ต้นเหตุที่แท้จริงของอาการนี้มักซ่อนอยู่ในสภาพแวดล้อมใกล้ตัวอย่างคาดไม่ถึง นั่นคือภาวะอากาศแห้งเกินไปภายในห้องนอนที่เปิดเครื่องปรับอากาศตลอดทั้งคืน

เมื่อลมเย็นจากเครื่องปรับอากาศ ทำร้ายเยื่อบุจมูกและซิเลีย (Cilia) ของทารก

โครงสร้างระบบทางเดินหายใจของทารกแรกเกิดจนถึงวัยเตาะแตะนั้นมีความบอบบางและมีขนาดช่องจมูกที่แคบมากตามธรรมชาติ โดยปกติแล้ว เยื่อบุโพรงจมูกจะมีกลไกการป้องกันตัวเองผ่านเซลล์เยื่อบุผิวที่มีลักษณะคล้ายขนขนาดเล็ก เรียกว่า ซิเลีย (Cilia) ซึ่งทำหน้าที่สั่นโบกพัดเกลี่ยเพื่อดักจับฝุ่นละออง สิ่งแปลกปลอม และเชื้อโรค ร่วมกับสารคัดหลั่งหรือน้ำมูกใสๆ ที่คอยหล่อเลี้ยงให้ความชุ่มชื้น

เมื่อทารกต้องนอนในห้องปรับอากาศเป็นเวลานาน ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศจะดึงเอาความชื้นในอากาศออกไป ส่งผลให้อากาศแห้งจัด เมื่อทารกสูดดมอากาศที่แห้งและเย็นนี้เข้าไปอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบทางเดินหายใจดังนี้:

  • ซิเลียทำงานหยุดชะงัก: ความแห้งทำให้น้ำเมือกที่คอยหล่อเลี้ยงซิเลียเหนียวข้นขึ้น ส่งผลให้ซิเลียไม่สามารถโบกพัดเพื่อกำจัดสิ่งสกปรกได้ตามปกติ
  • เยื่อบุจมูกระคายเคืองและบวม: เพื่อตอบสนองต่ออากาศที่แห้งและเย็น ร่างกายจะส่งเลือดมาเลี้ยงบริเวณเยื่อบุจมูกมากขึ้น ทำให้เยื่อบุจมูกบวมหนาตัวขึ้น ส่งผลให้ช่องจมูกที่แคบอยู่แล้วยิ่งแคบลงไปอีก
  • น้ำมูกจับตัวเป็นก้อนแข็ง: สารคัดหลั่งในจมูกจะแห้งตัวอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นสะเก็ดหรือขี้มูกแห้งอุดตันทางเดินหายใจ

กระบวนการทั้งหมดนี้เองที่ทำให้เกิดลมสะดุดและเกิดเสียงครืดคราดขณะหายใจ โดยที่ลูกไม่ได้เป็นหวัดหรือมีไข้แต่อย่างใด

"เสียงครืดคราดจากการที่เยื่อบุจมูกแห้งและบวม มักจะเด่นชัดขึ้นในช่วงเวลากลางคืนถึงเช้ามืด ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อุณหภูมิในห้องลดต่ำลงและความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศอยู่ในระดับต่ำที่สุด"

ระดับความชื้นในห้องนอนทารก ที่กุมารแพทย์แนะนำ

การสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงานของระบบทางเดินหายใจที่ดีที่สุดสำหรับทารก คือการควบคุม ความชื้นในห้องนอนทารก ให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานทางการแพทย์ กุมารแพทย์แนะนำว่า ระดับความชื้นสัมพัทธ์ในอุดมคติ (Ideal Relative Humidity) สำหรับห้องนอนเด็กแรกเกิดและทารกควรอยู่ที่ประมาณ ร้อยละ 50 ถึง 60 (50% - 60% RH)

ระดับความชื้นในช่วงนี้จะช่วยรักษาความชุ่มชื้นของเยื่อบุจมูกได้อย่างพอดี ทำให้ซิเลียพัดโบกได้อย่างมีประสิทธิภาพ น้ำมูกไม่เหนียวข้นจนอุดตัน และป้องกันไม่ให้ผิวหนังของทารกสูญเสียความชุ่มชื้นจนเกิดอาการแห้งคัน ในขณะเดียวกันก็เป็นระดับความชื้นที่ไม่สูงเกินไปจนส่งผลเสียต่อสุขภาพ

วิธีการวัดและควบคุมค่าความชื้นสัมพัทธ์ด้วยเครื่อง Hygrometer

เนื่องจากประสาทสัมผัสของมนุษย์ไม่สามารถคาดคะเนระดับความชื้นสัมพัทธ์ได้อย่างแม่นยำ (เรามักรู้สึกเพียงแค่ร้อนหรือเย็น แต่บอกไม่ได้ว่าอากาศแห้งหรือชื้นเกินไป) พ่อแม่จึงควรมีตัวช่วยสำคัญคือ เครื่องวัดความชื้นสัมพัทธ์และอุณหภูมิแบบดิจิตอล (Hygrometer) ติดตั้งไว้ในห้องนอนของลูกน้อย

แนวทางการใช้งานและการปรับค่าความชื้นอย่างเหมาะสม:

  • ตำแหน่งการจัดวาง: ควรวางเครื่อง Hygrometer ไว้ใกล้กับบริเวณที่ลูกนอน (เช่น ข้างเปลหรือเตียงนอนของทารก) โดยหลีกเลี่ยงการวางในมุมที่ลมจากเครื่องปรับอากาศเป่าลงโดยตรง เพื่อให้ได้ค่าที่สะท้อนความเป็นจริงรอบตัวลูกมากที่สุด
  • การแก้ไขเมื่ออากาศแห้งเกินไป (ต่ำกว่า 40% RH): หากเครื่องแสดงผลว่าความชื้นต่ำเกินไป ควรใช้เครื่องเพิ่มความชื้นในอากาศ (Humidifier) ร่วมด้วย หรืออาจใช้วิธีทางธรรมชาติชั่วคราว เช่น การวางภาชนะใส่น้ำสะอาดไว้ในห้องเพื่อช่วยเพิ่มการระเหยของน้ำ
  • การปรับตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศ: ควรตั้งอุณหภูมิให้อยู่ในช่วง 24 - 26 องศาเซลเซียส และหลีกเลี่ยงการให้ลมเย็นเป่าโดนตัวทารกโดยตรง

เฝ้าระวังอันตราย: เมื่อความชื้นในห้องนอนสูงเกินไป

แม้ว่าการเพิ่มความชื้นจะเป็นทางออกในการลดอาการหายใจครืดคราด แต่ต้องระวังไม่ให้ความชื้นสะสมสูงเกินเกณฑ์ที่กำหนด หากระดับความชื้นในห้องนอนทารกพุ่งสูงเกิน ร้อยละ 60 หรือ 70 ขึ้นไป สภาพแวดล้อมเช่นนี้จะกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ชั้นดีของสิ่งมีชีวิตที่เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจของเด็กทันที ได้แก่:

  • ไรฝุ่น (Dust Mites): เจริญเติบโตและแพร่พันธุ์ได้รวดเร็วที่สุดในสภาวะที่มีความชื้นสูง ซึ่งมูลของไรฝุ่นเป็นสารก่อภูมิแพ้หลักที่กระตุ้นให้เด็กเกิดอาการเยื่อบุจมูกอักเสบภูมิแพ้และโรคหอบหืด
  • เชื้อรา (Mold): สามารถสปอร์และเติบโตตามมุมอับของห้อง ผนังปูน หรือฟูกที่นอนที่ชื้นแฉะ การสูดดมสปอร์ของเชื้อราเข้าไปอย่างสม่ำเสมออาจก่อให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ และกระตุ้นอาการภูมิแพ้ทางผิวหนังและระบบทางเดินหายใจอย่างรุนแรง

ดังนั้น หากพบว่าค่าความชื้นสัมพัทธ์สูงเกินกว่าร้อยละ 60 ควรปิดเครื่องเพิ่มความชื้น หรือเปิดพัดลมเพื่อช่วยให้อากาศระบายและถ่ายเทได้ดีขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือต้องหมั่นทำความสะอาดเครื่องเพิ่มความชื้นและเปลี่ยนน้ำสะอาดทุกวัน เพื่อป้องกันไม่ให้เครื่องกลายเป็นแหล่งพ่นละอองเชื้อโรคเสียเอง

การดูแลใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่างเรื่องอุณหภูมิและความชื้นในห้องนอนของทารก ไม่เพียงแต่จะช่วยลดเสียงหายใจครืดคราดที่กวนใจคุณพ่อคุณแม่ลงได้เท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างเกราะป้องกันทางธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ให้แก่ระบบทางเดินหายใจส่วนต้นของลูกน้อย เพื่อให้เขาได้นอนหลับสนิทและเติบโตอย่างแข็งแรงในทุกๆ วัน

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down