เข้าใจโรคปวดคอเรื้อรังและกลไกที่แท้จริงของอาการ
อาการปวดคอเรื้อรังถือเป็นปัญหาสุขภาพระบบกระดูกและกล้ามเนื้อที่พบได้บ่อยขึ้นเรื่อยๆ ในสังคมยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงาน นักเรียน นักศึกษา หรือผู้ที่ต้องนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานานจนเกิดภาวะคอกลมหรือภาวะก้มหน้านานเกินไป (Text Neck) อาการปวดคอเรื้อรังมักถูกนิยามว่าเป็นอาการปวด ตึง หรือเมื่อยบริเวณต้นคอ บ่า ไหล่ หรือสะบัก ที่มีระยะเวลาต่อเนื่องยาวนานเกินกว่าสามเดือนขึ้นไป ซึ่งแตกต่างจากอาการปวดคอเฉียบพลันที่มักจะหายไปได้เองภายในไม่กี่วัน
ในทางการแพทย์ กลไกการเกิดอาการปวดคอเรื้อรังส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากความผิดปกติของกระดูกสันหลังเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และข้อต่อบริเวณกระดูกสันหลังส่วนคอ (Cervical Spine) ที่ต้องรับน้ำหนักส่วนศีรษะที่มีน้ำหนักเฉลี่ยถึงสี่ถึงห้ากิโลกรัมตลอดเวลา เมื่อกล้ามเนื้อต้องหดเกร็งตัวค้างไว้นานๆ จะทำให้เกิดภาวะขาดเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อชั่วคราว เกิดเป็นจุดกดเจ็บ (Myofascial Trigger Points) และสร้างสารเคมีที่กระตุ้นความเจ็บปวดส่งไปยังระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกปวด ล้า และตึงเรื้อรัง นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากความเสื่อมของหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนคอ (Cervical Disc Degeneration) หรือข้อต่อกระดูกสันหลังเสื่อมตามวัย ซึ่งพบได้บ่อยในผู้สูงอายุเช่นกัน
อันตรายจากการหักคอด้วยตนเองหรือการนวดดัดที่รุนแรง
หลายคนเมื่อมีอาการปวดคอหรือรู้สึกตึงคอ มักจะหาวิธีบรรเทาด้วยการบิดคอหรือหักคอให้มีเสียงดังกรอบแกรบ โดยมีความเชื่อว่าเสียงนั้นคือการเข้าที่ของกระดูกหรือช่วยลดอาการตึงได้ทันที แต่ในความเป็นจริงแล้ว การหักคอไม่ว่าจะเป็นการทำด้วยตนเองหรือการได้รับการดัดจากผู้ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ ถือเป็นพฤติกรรมที่มีความเสี่ยงสูงมากและอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิตได้
สาเหตุที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อไม่แนะนำให้หักคอ มีดังนี้
- ความเสี่ยงต่อเส้นเลือดแดงใหญ่บริเวณคอฉีกขาด: บริเวณด้านข้างของคอมีหลอดเลือดแดงสำคัญที่ชื่อว่า Vertebral Artery และ Carotid Artery ซึ่งทำหน้าที่ลำเลียงเลือดไปเลี้ยงสมอง การบิดหรือกระชากคออย่างรุนแรงอาจทำให้ผนังหลอดเลือดด้านในฉีกขาด (Vascular Dissection) และเกิดลิ่มเลือดอุดตัน ส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดอาการสโตรก (Stroke) หรืออัมพฤกษ์อัมกัตได้ทันที
- หมอนรองกระดูกสันหลังส่วนคอเคลื่อนทับเส้นประสาท: แรงกระชากจากการหักคออาจทำให้หมอนรองกระดูกที่เสื่อมอยู่แล้วทะลักออกมากดทับรากประสาท ส่งผลให้มีอาการปวดร้าวลงแขน ชา หรือกล้ามเนื้อแขนอ่อนแรง
- เอ็นยึดข้อต่อคอฉีกขาดและหลวม: การดัดหรือหักคอบ่อยๆ จะทำให้เอ็นรอบข้อต่อกระดูกสันหลังยืดออกและสูญเสียความมั่นคง ส่งผลให้กล้ามเนื้อต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อพยุงคอ และทำให้อาการปวดเรื้อรังแย่ลงไปอีกในระยะยาว
สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องพบแพทย์ทันที
อาการปวดคอส่วนใหญ่แม้จะสร้างความรำคาญและรบกวนชีวิตประจำวัน แต่ในบางกรณีอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคทางระบบประสาทหรือโรคที่รุนแรง ผู้ป่วยควรสังเกตอาการเตือนเหล่านี้ หากพบอาการใดอาการหนึ่งควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์เฉพาะทางทันที
- อาการปวดคอร่วมกับมีไข้ น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือมีประวัติโรคมะเร็ง
- อาการปวดร้าวลงแขนทั้งสองข้าง หรือมีอาการชาที่มือและเท้า ร่วมกับความรู้สึกเหมือนมีเข็มทิ่ม
- สูญเสียการทรงตัวขณะเดิน เดินเซ หรือมีปัญหาในการควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะและอุจจาระ
- มีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อแขนหรือมืออย่างชัดเจน เช่น หยิบจับสิ่งของแล้วร่วงหล่น ติดกระดุมเสื้อไม่ได้
- อาการปวดคอที่รุนแรงมากและไม่ดีขึ้นเลยแม้จะพักผ่อน หรือปวดรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในเวลากลางคืน
วิธีรักษาและวิธีแก้ปวดคอเรื้อรังที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์
การรักษาอาการปวดคอเรื้อรังอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยการรักษาที่ตรงจุดและปลอดภัย โดยไม่ต้องพึ่งพาการหักคอ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะประเมินความรุนแรงและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ดังนี้
- การใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการ: แพทย์อาจพิจารณาจ่ายยาแก้ปวดกลุ่มพาราเซตามอล ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) หรือยาลดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ (Muscle Relaxants) ในช่วงที่มีอาการปวดเฉกำลัน เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสามารถทำกายภาพบำบัดได้ดีขึ้น
- การทำกายภาพบำบัดเชิงลึก (Physical Therapy): เป็นวิธีหลักที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดประกอบด้วยการใช้เครื่องมือทางกายภาพ เช่น การอัลตราซาวด์บำบัด การกระตุ้นไฟฟ้าเพื่อลดปวด และการประคบร้อนหรือเย็น รวมถึงการนวดคลายกล้ามเนื้อโดยนักกายภาพบำบัดผู้เชี่ยวชาญ (Myofascial Release)
- การปรับแก้โครงสร้างและการออกกำลังกายเฉพาะส่วน: การทำท่าบริหารยืดเหยียดกล้ามเนื้อคอและบ่า พร้อมทั้งการเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบคอและสะบัก (Cervical Stabilization Exercises) เพื่อช่วยพยุงกระดูกสันหลังส่วนคอให้อยู่ในแนวที่ถูกต้อง
- การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน: การจัดระเบียบร่างกายขณะทำงาน (Ergonomics) การปรับระดับจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับสายตา การเลือกหมอนหนุนนอนที่รองรับส่วนคอได้อย่างเหมาะสม และการหลีกเลี่ยงการก้มหน้าเล่นโทรศัพท์เป็นเวลานาน
การป้องกันอาการปวดคอเรื้อรังในระยะยาว
การป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำหรือการป้องกันไม่ให้เกิดอาการปวดคอเรื้อรังตั้งแต่วัยทำงาน สามารถทำได้โดยการใส่ใจสุขภาพโครงสร้างร่างกายอย่างต่อเนื่อง ดังนี้
- ลุกขึ้นเปลี่ยนอิริยาบถ ทุกๆ สี่สิบห้าถึงหกสิบนาทีเมื่อต้องนั่งทำงานนานๆ เพื่อยืดเหยียดกล้ามเนื้อคอ บ่า และไหล่
- จัดท่านั่งทำงานให้ถูกต้อง เก้าอี้ควรมีพนักพิงรองรับหลังและคอ เท้าต้องวางราบกับพื้น และหน้าจอคอมพิวเตอร์ต้องอยู่ในระดับสายตาพอดี
- หลีกเลี่ยงการหนีบโทรศัพท์ไว้ระหว่างหูกับไหล่ขณะคุยโทรศัพท์ เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อคอเกร็งตัวข้างเดียวอย่างรุนแรง
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เช่น การว่ายน้ำ การโยคะ หรือการเล่นเวทเทรนนิ่งที่เน้นกล้ามเนื้อหลังส่วนบนและสะบัก