วัคซีน HPV 9 สายพันธุ์: คุ้มครองครอบคลุมแค่ไหน และป้องกันโรคอะไรได้บ้าง
เมื่อพูดถึงเชื้อไวรัสฮิวแมนแปปพิลโลมาหรือเชื้อ HPV (Human Papillomavirus) คุณพ่อคุณแม่อาจยังมีภาพจำเดิมว่า เป็นเชื้อที่ก่อปัญหาเฉพาะในผู้หญิงและทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกเท่านั้น แต่ในความจริงทางการแพทย์ เชื้อไวรัส HPV เป็นไวรัสที่ติดต่อได้ง่ายผ่านการสัมผัสทางผิวหนังและเพศสัมพันธ์ ซึ่งสามารถก่อโรคได้ทั้งในเพศหญิงและเพศชาย
การพัฒนาทางการแพทย์นำมาสู่วัคซีน HPV ชนิด 9 สายพันธุ์ ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมที่ช่วยขยายขอบเขตการป้องกันโรคให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น ประกอบด้วยสายพันธุ์ 6, 11, 16, 18, 31, 33, 45, 52 และ 58 โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลัก ดังนี้
- สายพันธุ์ความเสี่ยงสูง (High-Risk HPVs): ได้แก่ สายพันธุ์ 16, 18, 31, 33, 45, 52 และ 58 ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดมะเร็งปากมดลูก มะเร็งช่องคลอด มะเร็งปากช่องคลอด มะเร็งรูตูด มะเร็งอวัยวะเพศชาย และมะเร็งบริเวณช่องปากและลำคอ (Oropharyngeal Cancer)
- สายพันธุ์ความเสี่ยงต่ำ (Low-Risk HPVs): ได้แก่ สายพันธุ์ 6 และ 11 ซึ่งเป็นสาเหตุหลักกว่าร้อยละ 90 ของการเกิดโรคหูดหงอนไก่บริเวณอวัยวะเพศและรูตูด ทั้งในเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชาย
การได้รับวัคซีน HPV ชนิด 9 สายพันธุ์ จึงไม่ได้ป้องกันเพียงแค่มะเร็งปากมดลูก แต่ยังครอบคลุมการป้องกันมะเร็งอีกหลายชนิดและโรคหูดหงอนไก่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ช่วงอายุที่เหมาะสมในการรับวัคซีน HPV สำหรับเพศหญิงและเพศชาย ตามข้อแนะนำทางการแพทย์
สมาคมกุมารแพทย์และองค์กรด้านสาธารณสุขระดับสากลแนะนำให้เริ่มฉีดวัคซีน HPV ในเด็กทั้งเพศหญิงและเพศชาย **ช่วงอายุที่เหมาะสมที่สุดคือระหว่าง 9 ถึง 14 ปี** เนื่องจากเหตุผลทางการแพทย์สำคัญ 2 ประการ
ประการแรก การฉีดวัคซีนในวัยนี้มักเป็นช่วงเวลาก่อนการมีสัมผัสหรือการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก ร่างกายจึงยังไม่เคยได้รับเชื้อ HPV สายพันธุ์ใดๆ มาก่อน ร่างกายจะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อสู้กับไวรัสได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ประการต่อมา การตอบสนองทางระบบภูมิคุ้มกันของเด็กในช่วงอายุ 9 ถึง 14 ปี สามารถสร้างระดับภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ HPV ได้สูงกว่าการฉีดในวัยผู้ใหญ่หลายเท่า ทำให้การได้รับวัคซีนในช่วงวัยนี้ใช้จำนวนเข็มน้อยกว่า แต่ได้ระดับการคุ้มกันที่แข็งแรงและคงอยู่ได้ยาวนาน
ตารางฉีดวัคซีน HPV ให้ครบโดส เพื่อประสิทธิภาพการป้องกันสูงสุด
การได้รับวัคซีนตามเกณฑ์และระยะเวลาที่ถูกต้องเป็นปัจจัยสำคัญเพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้อย่างสมบูรณ์ โดย ตารางฉีดวัคซีน HPV แบ่งตามช่วงอายุของผู้รับการฉีดดังนี้
1. ตารางฉีดวัคซีน HPV สำหรับเด็กอายุ 9 ถึง 14 ปี (ฉีด 2 เข็ม)
- เข็มที่ 1: ฉีดในวันที่กำหนดเลือก (เดือนที่ 0)
- เข็มที่ 2: ฉีดห่างจากเข็มแรก 6 ถึง 12 เดือน
หากเด็กได้รับเข็มที่สองห่างจากเข็มแรกน้อยกว่า 5 เดือน ทางการแพทย์แนะนำให้ฉีดเข็มที่สามเพิ่ม เพื่อให้ระดับภูมิคุ้มกันขึ้นสูงตามเกณฑ์มาตรฐาน
2. ตารางฉีดวัคซีน HPV สำหรับผู้มีอายุ 15 ปีขึ้นไป (ฉีด 3 เข็ม)
- เข็มที่ 1: ฉีดในวันที่กำหนดเลือก (เดือนที่ 0)
- เข็มที่ 2: ฉีดห่างจากเข็มแรก 1 ถึง 2 เดือน
- เข็มที่ 3: ฉีดห่างจากเข็มแรก 6 เดือน
สำหรับผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ไม่ว่าจะอายุเท่าใดก็ตาม ทางการแพทย์แนะนำให้รับวัคซีนในรูปแบบ 3 เข็มเสมอ เพื่อการกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่เพียงพอ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฉีดวัคซีน HPV ที่คุณพ่อคุณแม่มักจะถามคุณหมอ
ทำไมเด็กผู้ชายถึงต้องฉีดวัคซีน HPV ด้วย?
เชื้อ HPV ก่อโรคในผู้ชายได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งอวัยวะเพศชาย มะเร็งรูตูด มะเร็งช่องปากและลำคอ รวมถึงโรคหูดหงอนไก่ นอกจากนี้ ผู้ชายยังเป็นพาหะสำคัญที่สามารถส่งผ่านเชื้อไวรัส HPV ไปยังคู่นอนได้ การฉีดวัคซีนให้ลูกชายจึงเป็นการปกป้องตัวเด็กเอง และช่วยลดการแพร่กระจายเชื้อในสังคมอย่างมีนัยสำคัญ
อาการข้างเคียงหลังการรับวัคซีน HPV มีอะไรบ้าง?
วัคซีน HPV มีความปลอดภัยสูง ผ่านการรับรองและการตรวจติดตามคุณภาพระดับสากล อาการข้างเคียงที่พบได้ส่วนใหญ่เป็นอาการไม่รุนแรงและหายได้เองภายใน 1 ถึง 3 วัน เช่น ปวด แดง บวมบริเวณที่ฉีด มีไข้ต่ำๆ ปวดศีรษะ หรือเวียนศีรษะ หลังการฉีดหมอจะแนะนำให้นั่งพักสังเกตอาการที่โรงพยาบาลประมาณ 15 ถึง 30 นาทีเสมอ
หากเคยฉีดวัคซีน HPV 2 หรือ 4 สายพันธุ์มาก่อน สามารถฉีดชนิด 9 สายพันธุ์เพิ่มได้ไหม?
สามารถทำได้ หากต้องการขยายขอบเขตการคุ้มกันให้ครอบคลุมสายพันธุ์เพิ่มเติม โดยสามารถเริ่มฉีดวัคซีน HPV ชนิด 9 สายพันธุ์หลังจากฉีดเข็มสุดท้ายของชนิดเดิมมาแล้วอย่างน้อย 1 ปี ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินประวัติการรับวัคซีนเดิมและวางแผนการฉีดได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
การสร้างภูมิคุ้มกันด้วยการฉีดวัคซีน HPV ให้แก่ลูกๆ ตั้งแต่วัยเยาว์ ถือเป็นการลงทุนด้านสุขภาพระยะยาวที่คุณพ่อคุณแม่มอบให้ลูก เพื่อปกป้องพวกเขาจากโรคร้ายที่ป้องกันได้ในอนาคต